ยิ่งกว่าดับสูญแล้วหรือ? อุตสาหกรรมอนิเมะ รายได้ต่ำ ลาออกสูง แรงงานใช้แล้วทิ้ง

4
13,940 views

f597843ef3136001217211716ede1446

เมื่อราวเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว บริษัทผู้ผลิตแอนิเมชันจากจังหวัดโทยามะ P.A. Works ได้กลายเป็นประเด็นในเรื่องของปัญหาด้านแรงงาน จนถึงกับมีคนกล่าวไว้ว่า “มืดมนเกินไปแล้ว”

เนื่องจากมีพนักงานคนหนึ่งในบริษัทดังกล่าว ได้โพสต์รูปถ่ายสลิปเงินเดือนหลังหักรายจ่ายประจำวัน (ค่ากิน ค่าอยู่ ค่ารถโดยสาร ภาษี ฯลฯ) ออกแล้ว ปรากฎว่าเหลือเงินเดือนเพียงแค่ 1,477 เยนเท่านั้น ลงใน Social Network รวมถึงข้อความที่บอกเล่าถึงความยากลำบากว่า ถ้าหากไม่ได้เลื่อนขั้นจาก “in-betweener” ไปเป็น “นักวาด key frame” ภายใน 3 ปี จะต้องจ่ายเงินเช่า “โต๊ะทำงาน” เดือนละ 6,000 เยน และจากคำบอกเล่า เงินเดือนที่เขาเคยได้สูงสุดคือในเดือนตุลาคม 2016 ที่เขาได้รับเพียง 67,569 เยน เท่านั้น

ddfc269a2a317c9091d7a0d020660ff6

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ทาง P.A. Works ได้อธิบายไว้แล้วในเว็บไซต์ของบริษัทว่า เรื่องค่าเช่าโต๊ะทำงานเดือนละ 6,000 เยนนั้นไม่เป็นเรื่องจริง แต่เรื่องค่าจ้างที่เหลือ 1,477 เยน กับเรื่องค่าจ้างสูงสุด 67,569 เยน นั้นเป็นเรื่องจริง

ทว่า ความโหดร้ายของปัญหาการใช้แรงงานที่เกิดขึ้นนั้น ช่างตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ของวงการแอนิเมชันจากญี่ปุ่น ว่าเป็นกำลังสำคัญของ Cool Japan ในการนำ contents ต่าง ๆ ออกไปสู่ทั่วโลก เช่นภาพยนตร์แอนิเมชันที่ดังเป็นพลุแตกอย่าง “Kimi no Na wa” (Your Name) ที่ทำยอดขายทะลุ Box Office ไปได้กว่าสองหมื่นล้านเยน และแอนิเมชันเรื่อง “Zen to Chihiro no Kamikakushi” (Sprited Away) ของผู้กับกับ Miyazaki ที่โด่งดังจนได้รับการยอมรับในฐานะภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง หรือแม้แต่แอนิเมชันรอบดึกทางโทรทัศน์ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน และยอดขายสินค้าจากแอนิเมชันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

animedeikiteikutoiukoto3_photo3

แต่ทำไมคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมแอนิเมชันถึงได้ถูกบีบให้ตกอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่แบบนี้? คุณ Yamasaki Osamu ผู้กำกับแอนิเมชันเรื่อง Hakuouki และ Terra e และกรรมการแห่งสมาคมผู้สร้างงานแอนิเมชันของญี่ปุ่น หรือ Japan Animation Creators Association (JAniCA) ได้ชี้ให้เห็นว่า

“ในอุตสาหกรรมแอนิเมชัน มีปัญหาระดับโครงสร้างที่ว่า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรการันตีในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการจ้างงานในระยะยาวได้อยู่”

ลาออกกว่า 90% อุตสาหกรรมแอนิเมชันที่เต็มไปด้วยแรงงานสูงอายุ

ปัญหาแรกคือ อัตราการลาออกที่สูง เนื่องจากจำนวนคนหนุ่มสาวที่มาเป็นแอนิเมเตอร์เพราะชอบวาดรูป หรือชอบผลงานของ Ghibli นั้นมีอยู่มาก แต่พวกเขาส่วนใหญ่กลับยอมแพ้ที่จะสานฝัน และถอนตัวออกไปจากอุตสาหกรรมแอนิเมชัน

คุณ Yamasaki Osamu ได้กล่าวว่า “จากอัตราส่วนดังกล่าว สถานการณ์ตอนนี้คือ คนที่เข้ามาในอุตสาหกรรมแอนิเมชัน 10 คน ท้ายสุดแล้วจะเหลือแค่ 1 คน จากการที่แอนิเมเตอร์หน้าใหม่ทยอยลาออกกันไป จึงเหลือแต่กลุ่มที่มีอายุแล้วเท่านั้น รุ่นของข้าพเจ้าที่มีจำนวนเหลืออยู่มากที่สุดก็อายุราว 40 – 50 ปี เป็นกลุ่มคนที่เข้ามาในวงการเพราะประทับใจกับ “Uchuu Senkan Yamato” บ้าง “Kidou Senshi Gundam” บ้าง อีก 10 ปีข้างหน้าพวกข้าพเจ้าก็อายุ 60 กันแล้ว ในวันข้างหน้า อนาคตของอุตสาหกรรมแอนิเมชันอาจจะเข้มงวดกว่านี้ก็ได้”

animators-ahirobako-03

ประเด็นรายได้ต่อปีที่ต่ำกว่า 1 ล้านเยนของเด็กรุ่นใหม่ก็ด้วย

คุณ Yamasaki กล่าวว่า “มีหลายคนที่ไม่สามารถทนอยู่ได้ในระบบงานที่ได้ค่าจ้างตามจำนวนชิ้นงาน ซึ่งรายได้ที่รับจะขึ้นอยู่กับความเร็วและคุณภาพของผลงานนั้น ๆ และเพราะงานในอุตสาหกรรมแอนิเมชันเป็นงานที่ใน 1 วันจะใช้เวลาเข้างานมากกว่า 10 ชั่วโมง ทำให้แม้แต่เวลาว่างที่จะไปทำงานพิเศษอื่น ๆ หารายได้มาจุนเจือนั้นไม่มีเลย”

แต่ถ้าหากเป็นแอนิเมเตอร์ที่มีทั้งความสามารถและความสามารถในการต่อรอง คุณ Yamasaki กล่าวว่า “คนที่อายุ 20 กว่า แต่หาเงินได้ปีละ 5 – 6 ล้านขึ้นไปก็มีเหมือนกัน” ซึ่งคนกลุ่มนี้มีอยู่เพียงหยิบมือ หากเทียบกับกลุ่มแอนิเมเตอร์ที่ยังคงแบกรับภาวะรายได้ต่ำและชั่วโมงในการทำงานยาวนาน ความเป็นจริงอันโหดร้ายนี้ยังคงเป็นความสิ้นหวังให้กับแอนิเมเตอร์ที่ไม่ได้มีสิ่งดังกล่าว

ในอุตสาหกรรมแอนิเมชันจึงมีคำพูดที่ว่า “แค่ 3 ปีแรก จะทนกันไหวเหรอ” เพราะมีคนที่ยอมแพ้ไปก่อนที่จะก้าวข้ามกำแพงได้สำเร็จอยู่มากนั่นเอง

อุตสาหกรรมแอนิเมชัน ที่การสั่งสอนบุคลากรให้เก่งกาจ ผลคือหนีไปอยู่บริษัทที่ใหญ่กว่า

คุณ Yamasaki ได้กล่าวถึงปัญหาอัตราการลาออกที่สูง และปัญหาเรื่องคุณภาพบุคลากรไว้ว่า เป็นปัญหาในระดับโครงสร้างของวงการอุตสาหกรรมแอนิเมชัน

“แอนิเมเตอร์นั้นส่วนมากจะอยู่ในลักษณะของ outsource หรือ freelancer เสียมาก สำหรับการจ้างประจำนั้นแทบไม่มีเลย ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นในอาชีพนี้นอกจากความสามารถ และใจรักแล้ว ความสามารถในการต่อรองก็จำเป็นเช่นกัน ซึ่งเหล่าแอนิเมเตอร์หน้าใหม่ที่ความสามารถไม่สูง และไม่มีประสบการณ์ใด ๆ ก็ถูกผลักลงมาสู่การแข่งขันในสนามเดียวกัน ในฐานะ freelancer”

animators-ahirobako-04

ดังนั้น บริษัทผู้ผลิตแอนิเมชันส่วนมากจึงไม่มีการจ้างแอนิเมเตอร์เป็นพนักงานประจำ แต่เป็นการจ้างอย่างเป็นครั้งคราวเมื่อมีงาน และออกเมื่อหมดสัญญาจ้างเช่นเดียวกับลูกจ้างตามโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยสภาพการจ้างงานที่ไม่มั่นคงจึงไม่สามารถเรียนรู้จากเจ้านายหรือรุ่นพี่ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถเกิดความพัฒนาในทักษะการทำงานได้

คุณ Yamasaki กล่าวว่า “แม้ว่าบริษัทผู้ผลิตทั่วไปจะมีการเลี้ยงบุคลากรเอาไว้ แต่การจ้างงานแบบเป็นครั้งคราวนี้เองก็ทำให้บุคลากรที่มีคุณภาพถูกดึงตัวไปอยู่ประจำโดยบริษัทที่มีทุนหนากว่า หรือแม้แต่การที่บุคลากรที่บริษัทเลี้ยงดูมาจนมีความสามารถ เป็นฝ่ายหนีไปเข้าบริษัทอื่นที่มีทุนหนากว่าเสียเองก็มี ดังนั้นข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่าการที่บริษัทผู้ผลิตจะมาตั้งเป้าว่า “เรามาปั้นเด็กแอนิเมเตอร์เก่ง ๆ กันเถอะ” คงไม่มีอีกแล้ว”

เพราะฉะนั้น บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่จึงมีแต่แอนิเมเตอร์เก่ง ๆ ไปรวมตัวกัน ส่วนบริษัทกลาง ๆ ก็จะมีพวกขาดประสบการณ์ และทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ ซึ่งนั่นทำให้กำลังในการผลิตต่ำ การสร้างรายได้ที่ต่ำ ผลคือก่อเกิดวังวนที่แอนิเมเตอร์หน้าใหม่ที่ไม่มีความสามารถ ถูกบังคับให้ทำงานหนัก และได้รับค่าแรงต่ำเรื่อยไป

ต่อให้สร้างงานได้ดังเปรี้ยง แต่แอนิเมเตอร์ก็ไม่ได้อะไรกลับมา

ในอุตสาหกรรมแอนิเมชัน แอนิเมเตอร์หน้าใหม่มักเริ่มต้นสายงานด้วยงาน in-between เมื่อมีประสบการณ์แล้วจึงขยับไปทำงานวาด key frame ซึ่งงานวาด key frame นั้น คืองานที่ต้องวาด storyboard ให้กับการเคลื่อนไหวของแอนิเมชัน รวมถึงการ timing การเคลื่อนไหวด้วย ส่วนงาน in-between เป็นงานที่เอาภาพ key frame มาเรียงกันให้เป็นภาพเคลื่อนไหว ถึงงานดังกล่าวจะมีความยากง่ายขึ้นอยู่กับประเภทงาน แต่บางครั้งก็ต้องใช้สต๊าฟร่วมร้อยกว่าชีวิตในการผลิตมันขึ้นมา

การทำงานที่ต้องใช้แรงงานและเวลาจำนวนมากขนาดนี้ บริษัทผู้ผลิตแอนิเมชันต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ค่าใช้จ่ายต่อการสร้างแอนิเมชันความยาว 30 นาที จะอยู่ที่ตั้งแต่ 10 – 25 ล้านเยน หากนับเป็น 1 ซีซัน มี 13 ตอน ก็จะได้ประมาณ 200 ล้านเยนต่อ 1 เรื่อง หากผลงานที่ทำออกมาไม่เป็นที่นิยม ภาระหนี้สินก็จะเกิดขึ้นกับบริษัทผู้ผลิตแอนิเมชันเรื่องนั้น เพื่อลดความเสี่ยง ผู้สนับสนุนและตัวแทนจำหน่ายจึงได้เข้ามาแบ่งเบาภาระ ณ จุดนี้

kimi no na wa

ยิ่งไปกว่านั้น ในการที่จะทำผลงานแอนิเมชันให้ออกมาได้อย่างต่อเนื่องนั้น บริษัทผู้ผลิตแอนิเมชันรายใหญ่จึงผันตัวมาเป็นผู้รับเหมา และกระจายงานให้กับบริษัทเล็ก ๆ เป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละส่วนไป แน่นอนว่าเมื่อส่วนต่างจากต้นทุนการผลิตน้อยลง บริษัทที่เข้ามารับจ้างจึงได้ผลตอบแทนต่ำลง ทำให้เกิดโครงสร้างซับซ้อนที่ประกอบไปด้วยปัญหาในระดับโครงสร้างและการจ้างงานที่ไม่มั่นคง ที่เรียกกันว่าอุตสาหกรรมแอนิเมชัน

ด้วยโครงสร้างที่เป็นเช่นนี้เอง ต่อให้แอนิเมชันเรื่องนั้นได้รับความนิยมขึ้นมา ก็ไม่มีผลตอบแทนใด ๆ กลับมาถึงเหล่าแอนิเมเตอร์เลยแม้แต่น้อย ยกเว้นเพียงกรณีของ “Kimi no Na wa” ที่แอนิเมเตอร์จะยังพอได้รับอานิสงส์บ้าง แต่นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นนัก จึงเป็นกรณีของ “ไม่ใช่แค่กับหน้าใหม่เท่านั้น แต่แอนิเมเตอร์ทุกคนกำลังประสบปัญหารายได้ตกต่ำ” ดังที่คุณ Yamasaki กล่าวไว้

“ในยุคพวกผม ถ้าขยันหน่อยซัก 2-3 ปี ต่อให้อยู่คนเดียว ก็ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินทองเลย แต่ว่า พอได้ยินเรื่องรายได้ของแอนิเมเตอร์ในยุคนี้ ก็ต้องตกใจกับเรื่องที่ว่า “ทำงานมาตั้ง 3 ปีแล้ว ยังได้เงินเดือนแค่นี้อีกเหรอ?” ไม่ว่าวงการอุตสาหกรรมแอนิเมชันจะรุ่งเรืองแค่ไหน เม็ดเงินที่ตกมาถึงเหล่าผู้ผลิต ผู้สร้างผลงานนั้นช่างน้อยเหลือเกินครับ”

hideaki-anno

ผู้กำกับ Anno Hideaki เองก็เคยลั่นระฆังสัญญาณเตือนอุตสาหกรรมแอนิเมชันไว้แล้ว

ดังนั้น แม้ปัญหาดังกล่าวจะมีความซับซ้อน แต่คนที่อยากให้อาชีพที่เรียกว่า “แอนิเมเตอร์” นั้น “คุ้มค่าที่จะทำ” ก็ยังมีอยู่มาก

มีแอนิเมเตอร์จำนวนไม่น้อย ที่ไม่พอใจกับสภาพของการใช้แรงงาน ที่ใช้เวลานานและค่าแรงต่ำ อีกทั้งยังมีคนที่คิดว่า “แค่ได้มีส่วนร่วมกับแอนิเมชันที่ชอบก็พอใจแล้ว” กับ “แค่ได้วาดรูปก็รู้สึกอยากขอบคุณแล้ว” อยู่เยอะ จึงกลายเป็นเทรนด์ขึ้นมาว่า “เพราะได้ทำใสิ่งที่รัก เรื่องเงินน้อยก็อดทนไปด้วยกันนะ” เกิดขึ้นในวงการ

คุณ Yamasaki กล่าวว่า “เดิมที การเป็นแอนิเมเตอร์นั้นไม่ได้คำนึงถึงปัญหาเรื่องเงินสักเท่าไร คนที่ไม่ถูกกับการรวมตัวกันไปต่อรองกับฝ่ายบริหารก็มีอยู่มาก จึงไม่มีใครเลยที่เสียงดังพอจะมาพูดเรื่องนี้ได้”

เช่นนั้นแล้ว เป็นฝ่ายแอนิเมเตอร์เองที่ทำงานต่อไปด้วยความคิดที่ว่า “ฉันรักอนิเมะ” และ “ต้องการความท้าทาย” ซึ่งนั่นเองคือปัญหาที่ผู้กำกับแอนิเมชันชื่อดังอย่าง “Shinseiki Evangelion” คุณ Anno Hideaki ได้ตระหนักถึง

คุณ Anno นั้นเคยกล่าวไว้ว่า ระบบของอุตสาหกรรมแอนิเมชันในตอนนี้อยู่ในภาวะที่จืดชืด และรอวันล่มสลาย ทั้งแรงงานทั้งเงินทุนร่อยหรอลงไปทุกที และ “ชีวิตของแอนิเมชันญี่ปุ่น เหลืออีกแค่ 5 ปี”

“แอนิเมเตอร์จำนวนไม่น้อยตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่เป็นอันตรายนี้ หากต้องการจะช่วยเหลือแอนิเมเตอร์เหล่านี้ การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ในอุตสาหกรรมแอนิเมชันอาจเป็นสิ่งที่สำคัญ”

ความเป็นจริงอันโหดร้ายในวงการอุตสาหกรรมแอนิเมชัน มันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ในยุคของ อ.Tezuka Osamu และถูกส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ปัจจุบันนี้แอนิเมชันได้กลายเป็นเรือธงของ Cool Japan ไปแล้ว การยกเครื่องใหม่ให้กับอุตสาหกรรมแอนิเมชัน อาจเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดเสียไม่ได้ ก็เป็นได้

82a3f068

Source: Business Journal

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !

4 ความคิดเห็น

  1. อ่านแล้วอดนึกถึง Sgt. O’Leary ใน Movin’ out ไม่ได้ ทำงานไม่หยุดจนหลังหัก ซื้อคาดิแล็กได้สมใจแต่ก็ขับไม่ได้
    นี่มันสาหัสกว่า Sgt. อีกนะนั่น ทำงานแทบตายก็แทบไม่ได้อะไรเลย
    https://www.youtube.com/watch?v=cJtL8vWNZ4o

  2. เวลาและคำว่า Generation ไม่ได้ทำให้แก้ไขอะไรได้จริงๆ

    แต่มันช่วยให้ทุกๆคนอดทนผ่านไปได้เท่านั้น

  3. กาลอวสานของอนิเมะมันมาถึงเเล้วสินะ..เเล้วตูจะไปทำอะไรต่อล่ะทีนี้…ในอนาคตข้างหน้านี้เราจะอยู่ยังไง….

  4. อุตส่าห์มีสตูใหม่สวยๆ ในเมือง nanto เหมือน Pixar ทั้งที น่าจะอัพเงินเดือนเป็นสัก 150k เยนขึ้นไปนะจะดีมาก

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here