“ออกช้า” หรือ “ลอยแพ” อีกหนึ่งคำถามของคนอ่านหนังสือ ที่เรามีคำตอบ!!!

2
10,916 views

หลาย ๆ คนที่ได้ติดตามหนังสือการ์ตูน ไลท์โนเวล รวมไปถึงนิยาย ที่ได้มีการชื้อลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่นเข้ามาตีพิมพ์จำหน่ายในประเทศไทย น่าจะต้องเคยเจอกับการที่หนังสือซีรีส์ที่เราอ่านใช้เวลาในการออกต่อเล่มค่อนข้างนาน อย่างที่เรียกกันว่า “ออกช้า” รวมไปถึงหายไปยาว ๆ อย่างที่เราเรียนกันว่า ”ลอยแพ” ก็มี

ออกช้าคืออะไร

การที่หนังสือซีรีส์หนึ่งมีระยะเวลาการออกที่ไม่สม่ำเสมอ ระยะห่างของเล่มใช้เวลานานถึงนานมาก บางเล่มมีระยะห่างตั้งแต่เดือนถึงปี ซึ่งทำให้หลาย ๆ คนคิดว่าสำนักพิมพ์ลอยแพเรื่องนั้นไป เช่น เรื่อง Berserk ที่กว่าจะออกมาให้เรา ๆ ได้อ่านกันแต่ละครั้งนั้น เรียกได้ว่ากินเวลานานพอดู ซึ่งการที่ออกช้ามากทำให้นักอ่านจำนวนมากปรามาสสำนักพิมพ์ว่า ดอง นั่นเอง

ลอยแพคืออะไร

เผื่อหลาย ๆ คนอาจจะไม่เข้าใจแต่ “ลอยแพหนังสือ” นั้นคือการที่ทางสำนักพิมพ์ตัดสินใจที่จะไม่ออกหนังสือในซีรีส์นั้น ๆ ต่อ โดยที่ยังตีพิมพ์ออกมาไม่ครบจบเรื่อง ถ้าจะให้เห็นภาพก็เช่น หนังสือการ์ตูนเรื่อง ABC มีทั้งหมด 23 เล่มจบ แต่สำนักพิมพ์ที่ชื้อลิขสิทธิ์มาตีพิมพ์แค่ 15 เล่ม แล้วไม่พิมพ์ต่ออีกเลย รวมถึงอาจจะไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์มาผลิตต่ออีกด้วย

เพราะอะไร ?

มีมากมายหลายปัจจัยที่จะตอบคำถามนี้ ซึ่งก่อนอื่นก็อยากจะให้เข้าใจกันว่าการ ออกช้า กับ ลอยแพ นั้นมันต่างกันอยู่

ฉะนั้นแล้ว จากการที่ทีมงาน Akibatan ได้ทำการสอบถามกับผู้ที่ทำงานในแวดวงหนังสือการ์ตูนลิขสิทธิ์หลายสำนักพิมพ์ในขณะนี้ ก็พอที่จะรวบรวมข้อมูลได้ว่าเพราะอะไรและทำไมและในฐานะผู้ชื้ออย่างเรา ๆ สามารถทำอย่างไรได้บ้างเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้

1. ยอดขาย

เป็นหนึ่งในปัจจัยที่แทบจะตอบได้ทุกคำถามสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งก่อนอื่นอยากจะให้มองตัวสำนักพิมพ์และวงการหนังสือแทบทุกเจ้า ว่ามันคือ ธุรกิจ ที่ทำขึ้นเพื่อผลกำไร ไม่ใช่การกุศล ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่าถ้ามีอะไรกลายเป็นสิ่งที่ไม่ทำกำไร โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์ ที่การพิมพ์แต่ละครั้งมีต้นทุนมากมาย ย่อมต้องถูกตัดทิ้งเป็นเรื่องธรรมดา แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเรื่องไหนคนชื้อเยอะ ยอดขายดี ก็เป็นที่แน่นอนว่าเราจะได้เห็นมันตีพิมพ์ออกมาเรื่อย ๆ ด้วยหลักการที่ว่า

“ของมันขายได้ ทำไมจะไม่อยากขาย”

ในที่นี้ก็อยากจะบอกกับเพื่อน ๆ ว่า ตราบใดที่ยังไม่มีประกาศจากตัวสำนักพิมพ์ ก็ยังไม่ได้ถือว่าเป็นการลอยแพนะ สำหรับตัวสำนักพิมพ์เองแล้ว ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนที่จะอยากลอยแพหนังสือหรอก เพราะมันกระทบไปถึงความเชื่อมันของตัวผู้อ่าน โดยส่วนใหญ่แล้ว ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้บางสำนักพิมพ์จะทำการถัวเฉลี่ยกันไปกับเรื่องที่ยอดขายดี และตีพิมพ์ออกมาด้วยระยะเวลาที่ค่อนข้างช้า ซึ่งก็อาจจะหนึ่งปีหนึ่งเล่ม หรือ กระทั้งสองหรือสามปีต่อหนึ่งเล่มก็ตาม

ถึงจะมีคำว่าลูกค้าคือพระเจ้า แต่ในบางครั้ง ลูกค้าอย่างเรา ๆ ก็อาจจะเพิ่มความใจเขาใจเรา คำนึงถึงความเสียงที่ฝ่ายผู้ผลิตต้องแบกรับซึ่งก็นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันด้วย ก็จะทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นครับ

*** สำหรับตัวยอดขาย การที่อินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในสังคมของเรานั้น ก็มีส่วนที่ส่งผลกระทบไปถึงยอดขายเช่นเดียวกัน ซึ่งนั่นก็คือการ์ตูน แปลเถื่อน ตามอินเตอร์เน็ต หรือกระทั่งการ สแกนหนังสือ แล้วนำมาให้อ่านกัน ซึ่งการกระทำนี้ เป็นปัจจัยหลักอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระทบไปถึงยอดขายหนังสืออย่างแท้จริง

2. ตัวผู้เขียน

เป็นปัจจัยที่เรียกได้ว่าน่าเศร้าเสียใจสำหรับแฟน ๆ ที่ติดตามมากในกรณีที่ตัว อ.คนเขียนเสียชีวิต ซึ่งด้วยเหตุนี้ก็ทำให้ไม่สามารถออกผลงานต่อได้ สำหรับซีรีส์นั้น ๆ ก็เรียกได้ว่าตัดจบไปแบบค้างคาเลยล่ะ  แต่ในบางครั้งก็มีการนำซีรีส์นั้น ๆ มาสานต่อจนจบ เช่น ในกรณีของ Zero no Tsukaima หรือในชื่อไทย “อสูรรับใช้ของยาย 0 สนิท” ที่ อ.Yamaguchi Noboru ได้เสียชีวิตลงโดยที่ยังเขียนเรื่อง Zero no sukaima อยู่แต่ในภายหลังทางกองบรรณาธิการก็ได้มีการสานต่อจนจบโดยใช้เค้าโครงเนื้อหาที่ อ.Yamaguchi ได้ร่างเอาไว้ ซึ่งก็ทำให้ออกเล่มจบให้แฟน ๆ ได้หายค้างคา

ไลท์โนเวล Zero no Tsukaima เล่ม 22 ที่ตีพิมพ์ออกมาโดยกองบรรณาธิการ ซึ่งถือเป็นการปิดฉากตำนานลง หลังจากค้างคามากว่า 4 ปี

แต่ก็มีอีกกรณีคือ ตัวผู้เขียนไม่ได้เขียนต่อ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เช่นเรื่อง Berserk ที่ตัว อ. Miura Kentarou ผีเข้าผีออก (อาจจะป่วย หรือด้วยสาเหตุต่าง ๆ) นานทีจะกลับมาเขียนให้แฟน ๆ ได้อ่านกันต่อ ซึ่งกว่าจำนวนตอนจะรวมเล่มจนออกมาได้สักเล่มก็เรียกได้ว่ารอกันยาว ๆ หรืออย่าง Black Lagoon ที่ตัวผู้เขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่ล่าสุดไปมีส่วนในการเขียนบทให้กับตัวอนิเมะเรื่อง Re Creator ที่กำลังฉายอยู่ รวมไปถึง อ.Yoshihiro Togashi เจ้าของผลงาน HxH ที่มีข่าวเผยว่าเจ้าตัวสุขภาพไม่ดี ซึ่งแฟน ๆ ก็จำเป็นต้องอดทนรอเพื่อให้ผู้เขียนได้ประคับประคองสุขภาพของตน

3. นักแปล

ต้องขอเกริ่นไว้ก่อน ว่าในวงการหนังสือการ์ตูนหรือไลท์โนเวลที่เข้ามาตีพิมพ์ในฉบับภาษาไทย เรียกได้ว่าต้องการนักแปลอยู่ตลอดเพราะด้วยตัวลิขสิทธิ์หนังสือที่แต่ละสำนักพิมพ์มี เรียกได้ว่าเยอะกว่าที่เราคิดนัก เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมบางชิ้นงานถึงกว่าจะออกมาใช้เวลามากนัก ซึ่งก็อยู่ที่ตัวนักแปลนี่แหละ เพราะนักแปลหนึ่งคนใช่ว่าจะแปลอยู่เรื่องเดียว ทำให้จำนวนผลงานที่ออกมาก็ต้องแล้วแต่การจัดการบริหารเรื่องของทางสำนักพิมพ์ด้วย อีกทั้งในกรณีที่นักแปลทิ้งงาน ที่ทำให้ตัวสำนักพิมพ์ต้องหานักแปลใหม่ หรือในเคสที่นักแปลส่งงานล่าช้า หรือบางเรื่องซึ่งมีเนื้อหาที่ยากจนหาคนแปลไม่ได้ก็มี ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้บางเรื่องออกช้า หรือกระทั่งหายไปยาว ๆ เลยก็มี

JIN หมอทะลุศตวรรษ อีกหนึ่งเรื่องที่มีทั้งศัพท์พิ้นเมืองรวมไปถึงศัพท์ทางการแพทย์ ซึ่งไม่ได้แปลออกมาง่าย ๆ

อันที่จริงแล้วไม่เพียงแต่งานแปลที่ดีต้องใช้เวลาอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความชำนาญส่วนบุคคลด้วย เช่น นักแปลคนนี้อาจจะชำนาญภาษาไทยสำนวนโบราณ เขาก็อาจจะแปลนิยายแนวประวัติศาสตร์ได้ดีกว่า แต่ถ้ามีนิยายแนวนี้ที่ต้องแปลขาย 10 เรื่อง ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะรอผลงานจากผู้แปลคนเดียวนี้ได้ หรือถ้าหากต้องรอ ก็อาจจะกลายเป็นการวางจำหน่ายได้ปีละเล่มเดียว เป็นต้นครับ

4. ต้นสังกัดเจ้าของลิขสิทธิ์

หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าอิจเมจกับการทำงานกับประเทศญี่ปุ่นเป็นอะไรที่เคร่งเครียดและตรงต่อเวลา ทำอะไรชัดเจน แต่สำหรับความจริงแล้วนั้น ก็อาจจะไม่สวยหรูเหมือนที่คิดเอาไว้ เพราะหลาย ๆ เรื่องที่กว่าจะออกผลงานมาให้เราได้อ่านกันนั้น ก็เป็นผลพวงของตัวเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น ในที่นี้อยากจะหยิบเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งขึ้นมาให้ได้อ่านกันพอหอมปากหอมคอ

“มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่มีปัญหาเรื่องแปลชื่อภาษาไทยไม่ตรงกับตัวภาษาญี่ปุ่น สมมุติว่าชื่อเรื่อง “水” ซึ่งเป็นคำญี่ปุ่นโดด ๆ ซึ่งถ้าแปลออกมาตรง  ๆ จะได้คำว่า “น้ำ” ทางสำนักพิมพ์ไทยเลยส่งชื่อแบบแปลไทยไปว่า “ร้อนใจไปก็ไลฟ์บอย” ซึ่งทางญี่ปุ่นก็ทะเลาะกับเราว่าทำไมมันไม่มีคำว่า น้ำ อยู่ในชื่อเรื่องหรือไม่ใช่ชื่อตามที่คำที่แปลไปเลย ซึ่งตรงนี้ก็ทะเลาะกันกับทางญี่ปุ่นอยู่ 1-2 เดือน ซึ่งกว่าจะได้ออกก็เกินเวลาที่กำหนดไป 3-4 เดือนได้ โดยสุดท้ายจบที่ใช้คำทับศัพท์ไปเลย” 

ภาพขั้นตอนกว่าจะออกมาเป็นหนังสือการ์ตูน / ไลท์โนเวล ที่กว่าจะออกมาได้แต่ละเล่มนั้นต้องผ่านขั้นตอนไหนมาบ้าง

นอกจากนั้น การจะออกหนังสือเล่มหนึ่งทางไทยก็ต้องส่งไปตรวจกับทางต้นสังกัต ซึ่งในบางครั้ง ทางเราส่งตรวจแล้วหายไปก็มี หรือว่าถ้าทางไทยทำออกมาใกล้เล่มล่าสุดของทางญี่ปุ่น ก็มีการดึงไว้ไม่ให้ออกก็มี หรือในกรณีที่เลวร้ายอย่าง การย้ายค่ายของตัวลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนั้น  ๆ เรียกได้ว่าคุยกันยาว

ถ้ายังไม่เห็นภาพคงต้องขอยกตัวอย่าง เพื่อน ๆ มีใครที่ได้เคยดูภาพยนตร์ Shin Godzilla ไหม บางคนอาจจะดูแล้วรำคาญว่าทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นในเรื่องถึงเอาแต่ประชุมเรื่องจุกจิกหยุมหยิมไม่จบไม่สิ้น สัตว์ประหลาดขึ้นฝั่งก็ไม่ขนกองทัพไปสู้ให้มันทันใจ จะทำอะไรก็จัดประชุมขออนุญาตถามไปถามมาวุ่นวาย

นั่นแหละครับ ภาพแทนที่แท้จริงของการทำงานกับคนญี่ปุ่น ดังนั้นในแวดวงของหนังสือลิขสิทธิ์นั้น ก็จะมีทั้งที่ดำเนินงานไปได้ดราบรื่นรวดเร็วตามแบบชาวญี่ปุ่นที่กระฉับกระเฉง แต่ก็มีอีกหลายแวดวงที่ติดปัญหาความจุกจิกในแบบของญี่ปุ่นเองดังที่ว่ามาไม่น้อยเช่นกันครับ

จะต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้

การที่จะได้อ่านการ์ตูนหรือไลท์โนเวล/นิยาย ที่เรารักไปได้จนจบซีรีส์นั้น สิ่งที่ผู้บริโภคอย่างเราทำได้ก็คือ…

“การอุดหนุนสินค้าลิขสิทธิ์ครับ”

จริง ๆ แล้วสาเหตุส่วนใหญ่ มันก็มาจากปัจจัยยอดขายแทบทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าเรารักเราชอบในซีรีส์ไหน ๆ ถ้าอยากให้ออกต่อ ต้องชื้อครับ ต้องบอกก่อนว่ายุคที่หนังสือการ์ตูนหรือไลท์โนเวล/นิยาย อู้ฟู่ ออกหนังสือได้เป็นร้อย  ๆ ปก มันได้จากเราไปแล้วครับ ตอนนี้ถ้าหลาย ๆ คนสังเกตดู ก็จะรู้ได้ว่าหลาย สำนักพิมพ์ค่อนข้างที่จะขยับตัวลำบาก ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่จุนเจือได้นั้นก็คือ ยอดขายของหนังสือ นั่นเอง ตัวสำนักพิมพ์ไม่สามารถแบกรับต้นทุนในการตีพิพม์จนจบโดยที่ไม่มียอดขายหรือรายรับเข้ามาไม่ได้แล้วโดยถ้าจะให้เห็นภาพโปรดดูด้านล่าง

เรื่อง A > รอออกจนจบค่อยชื้อละกัน > ไม่มีเงินทุนที่จะออกเล่มต่อ ๆ ไป > หายยาว

เรื่อง B > ออกมาแฟน ๆ ชื้อ > ยอดขายดี ออกต่อ > ออกจนจบ

ซึ่งด้วยลูปนี้ การที่จะช่วยให้หนังสือออกต่อได้นั้น นั่นก็คือการชื้อในตอนนั้นเลย หาใช่การรอตีพิมพ์จนจบแล้วค่อยชื้อ เพราะใช่ว่าตัวสำนักพิมพ์จะมีต้นทุนหรือสายป่านที่ยาวพอที่จะตีพิมพ์จนจบได้ 

ทั้งหมดนี้ก็คือปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้การออกหนังสือในบ้านเราล่าช้ารวมไปถึงการลอยแพ สำหรับตัวผู้เขียนนั้นเขียนตัวบทความนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อออกตัวหรือปกป้องแก่สำนักพิมพ์ในไทย แต่อยากจะให้เข้าใจถึงมุมมองของตัวสำนักพิมพ์ และขั้นตอนในการทำงานบ้าง ว่าในหลาย ๆ ครั้ง ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง จึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมา

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !