Fireworks (อุจิอะเกะฮานะบิ) “ความเอาแต่ใจ ที่บางครั้งชีวิตเราก็ต้องมีบ้างเพื่อเติมเต็ม”

0
2,446 views

“ความเอาแต่ใจ ที่บางครั้งชีวิตเราก็ต้องการมันมาเติมเต็ม”

เคยมีกันบ้างไหม? ช่วงเวลาที่เราต้องมานึกย้อนไปถึงมันอยู่เสมอ มันค้างคา วนเวียนอยู่ในใจซ้ำไปซ้ำมา จนเป็นคำถามว่าถ้าหากวันนั้นฉันทำอีกอย่าง วันนี้ฉันจะเป็นอย่างไร จุดที่ฉันยืนอยู่หากทำเช่นนั้น จะห่างไกลจากจุดที่ฉันยืนอยู่ในตอนนี้เท่าไร ถ้าหากว่าตัวฉันที่อยู่ในกรอบมาตลอด จะเอาแต่ใจบ้าง แม้เพียงครั้งเดียว มันจะช่วยทำให้ฉันรู้สึกพึงพอใจ เหมือนได้รับการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปได้หรือเปล่า?

จากผลงานละครโทรทัศน์ขนาดสั้นในธีม moshimo (ถ้าหากว่า…) ความยาว 50 นาที ที่ออกฉายไปเมื่อปี 1993 กับเรื่องราวเล็ก ๆ ของกลุ่มเด็กหนุ่มสาววัยรุ่นในค่ำคืนของวันเทศกาลดอกไม้ไฟ ที่กลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่าของการก้าวผ่านระหว่างวัย ซึ่งชื่อเรื่องที่ว่า “ดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นไปนั้น จะมองจากข้างล่าง หรือมองจากด้านข้างดีนะ?” (จากนี้จะขอเรียกสั้น ๆ ว่า “อุจิอะเกะฮานะบิ) อาจจะเป็นชื่อเรื่องที่ยาว และชวนฉงนสงสัยว่าตั้งใจจะสื่ออะไรกันแน่

ซึ่งมันก็ให้คำตอบด้วยตัวมันเองไปแล้ว เพราะมันก็คือ…

“การตั้งคำถามให้ตัวเอง”

“อุจิอะเกะฮานะบิ” เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเด็กสาว “นาสึนะ” ที่กำลังจะต้องย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่วันหยุดฤดูร้อนนี้ กับ “โนริมิจิ” เด็กหนุ่มที่แอบชอบนาสึนะมาตลอด วันหนึ่งท่ามกลางฤดูร้อนที่แสนอบอ้าว จะมีงานแสดงดอกไม้ไฟ จู่ ๆ นาสึนะได้ตัดสินใจชวนโนริมิจิ ให้หนีออกจากบ้านไปด้วยกันกับเธอ !

แต่จะเป็นอย่างไร? หากหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ได้เป็นไปตามที่ทั้งสองคาดคิด…

เรื่องราวดำเนินภายใต้ความเชื่อว่า “ถ้าหากว่าตอนนั้น สามารถทำได้ล่ะก็…” ที่ก่อให้เกิดเส้นทางเรื่องราวของทั้งสองที่แตกแขนงออกไปเรื่อย ๆ ที่ค่อย ๆ เติมเต็มความผิดพลาดของทั้งสองเข้าไปเรื่อย ๆ ทั้งที่มันอาจจะเป็นเพียงการหนีความจริงชั่วคราว แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราก็จะได้เห็นว่าทั้งสองเลือกจะให้มันสิ้นสุดลงที่จุดใด

“จากละครสู่แอนิเมชัน”

มองจากภายนอก ระหว่างฉบับละครเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว กับอนิเมชั่นมูฟวี่ที่กำลังออกฉายในปีนี้ แม้จะมีภาพลักษณ์ที่ต่างกันอย่างมาก ทว่าสำหรับสตูดิโอ SHAFT และผู้กำกับ Akiyuki Shinbo ที่เราคุ้นเคย ผู้เคยผลงานสุด “อินดี้” จากอนิเมชั่นที่หลายคนรู้จักอย่าง “Sayonara Zetsubou Sensei – ซาโยนาระ คุณครูสิ้นหวัง” กับ “Mahou Shoujo Madoka Magica – สาวน้อยเวทมนตร์มาโดกะ” และซีรี่ส์ปกรณัม (Monogatari Series) อันเลื่องชื่อในฐานะผลงานที่มีจุดเด่นในความแปลก แหวกแนว และอาร์ตระดับที่เข้าถึงได้ยาก

แต่ผลงาน “Fireworks – อุจิอะเกะฮานะบิ” ชิ้นนี้ แม้จะมีกลิ่นอายเดิม แต่มันก็มีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิมอยู่ด้วย

“Fireworks – อุจิอะเกะฮานะบิ” ฉบับแอนิเมชันนั้น มีโครงสร้างที่เคารพในฉบับละครปี 1993 อันเป็นต้นฉบับมาก ทั้งเส้นทางการดำเนินเรื่อง ฉาก สถานที่ บทสนทนาหลาย ๆ จุด แม้กระทั่งมุมกล้อง ที่ฉบับแอนิเมชันพยายามถอดแบบมาให้ใกล้เคียงที่สุด กับในฉากหลัก ๆ ของฉบับละคร ผ่านการออกแบบตัวละครและฉากด้วยเทคนิคแอนิเมชันสมัยใหม่ เกิดผลลัพธ์เป็นรูปโฉมของอุจิอะเกะฮานะบิที่แตกต่างออกไป แต่ก็ยังคงเป็นอุจิอะเกะฮานะบิที่ชาวญี่ปุ่นยุค 90 คุ้นเคย

“ตัวละคร”

จากทั้งสองฉบับ จุดที่จะเริ่มมองเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนมากขึ้นคือ ในต้นฉบับละครนั้น ตัวละครดูจะอยู่ในวัยประถมช่วงปลาย ซึ่งให้บรรยากาศของภาพยนตร์เด็กวัยรุ่นสดใส อ่อนโยน ห่างไกลจากเรื่องรักใคร่ ในขณะที่อุจิอะเกะฮานะบิฉบับแอนิเมชันนี้ มีการปรับเปลี่ยนให้ทุก ๆ คนกลายเป็นเด็กนักเรียนมัธยมต้น กลายเป็นวัยที่กำลังเริ่มเข้าถึงความรัก จุดหักเหของชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของการหลอมรวมความฝันกับความเป็นจริง ที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างช้า ๆ

ยิ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่า ค่ำคืนของเขาและเธอในวันเทศกาลดอกไม้ไฟนี้ มันยิ่งเลอค่าเหนือสิ่งอื่นใด

ชิมาดะ โนริมิจิ (ให้เสียงโดย Suda Masaki) เด็กหนุ่มตัวเอกของเรื่อง อาจจะเรียกได้ว่าไม่ใช่ตัวละครที่แปลกไปจากตัวเอกชายของแอนิเมชันธรรมดาทั่วไปนัก มีความกล้าหาญ เลือดร้อน และช่างฝัน แต่เพราะความธรรมดาของเขา ทำให้ผู้ชมสามารถแทนตัวเองเข้าไปในความคิดของเขาได้ไม่ยาก และอาจจะเรียกได้ว่าเรื่องราวของฉบับแอนิเมชันนี้ ผู้ชมแทบจะได้เดินเรื่องไปพร้อม ๆ กับเขานั่นเอง

โออิคาวะ นาสึนะ (ให้เสียงโดย Hirose Suzu) ตัวเอกหญิงที่เรียกได้ว่าเป็นเสาหลักของเรื่อง ในฉบับแอนิเมชัน นาสึนะถูกวาดภาพออกมาด้วยรูปโฉมของเด็กสาวที่มีเสน่ห์ บุคลิกที่ดูโตเกินวัย ก่อเป็นตัวตนที่ผสมผสานทั้งความสวยงามและน่ารักเข้าด้วยกันตลอดทั้งเรื่อง แทบจะกลายเป็นตัวละครที่สะกดหัวใจผู้ชมได้ไม่น้อย และไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมโนริมิจิถึงให้ความสนใจเธอมากมายกว่าใคร ๆ

“งานสร้างและการตีความ”

หากกล่าวว่าฉบับแอนิเมชันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ให้แก่จินตนาการ และเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดที่การถ่ายทำด้วยฉบับภาพยนตร์คนแสดงไม่สามารถทำได้ แต่แล้ว “Fireworks – อุจิอะเกะฮานะบิ” ฉบับอนิเมชั่นนั้น มีความจำเป็นใด ๆ หรือ ที่จะต้องเติมเต็มสิ่งที่ต้นฉบับไม่มี ?

สตูดิโอ SHAFT และผู้กำกับชินโบ ได้เลือกที่จะสร้างมุมมองของอุจิอะเกะฮานะบิขึ้นมาใหม่บนรากฐานของต้นฉบับเดิม ดังที่กล่าวไว้ในข้างต้น ว่าเค้าโครงเรื่องนั้นเดินภายใต้การตั้งคำถามว่า “ถ้าหากตอนนั้น สามารถทำได้ล่ะก็…” และเมื่อได้ลงมือทำไปแล้ว ผลลัพธ์ของมันจะก่อให้เกิดสิ่งใดขึ้นได้บ้าง ซึ่งเป็นทั้งจุดตัด และส่วนผสมกันระหว่างความเป็นจริงและภาพจินตนาการอันสวยงามของตัวละครภายในเรื่อง ที่กลายมาเป็นพลังการขับเคลื่อนเรื่องราวให้ไปต่อได้

เช่น ในช่วงต้นเรื่องของภาพยนตร์นั้น เราอาจจะชินตากับภาพลักษณ์ของโรงเรียนในรูปแบบเดิม ๆ ที่แอนิเมชันหลากหลายเรื่องเคยนำเสนอ เรื่องราวในรั้วโรงเรียนเรื่องใดก็แทบไม่หลุดภาพลักษณ์เหล่านี้ ทว่าเมื่อการเดินทางของนาสึนะกับโนริมิจิเริ่มขึ้น ความมหัศจรรย์จากความคิด ความฝัน และความคาดหวังของตัวละครทั้งสอง ก็ได้ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยพลังของงานสร้างแอนิเมชันที่ดี และนำพาผู้ชมไปสู่ฉากจบที่อาจคาดไม่ถึง

จนถึงท้ายที่สุด ก็อาจเรียกได้ว่าเพราะการเป็นฉบับแอนิเมชันนั่นเอง “Fireworks – อุจิอะเกะฮานะบิ” ฉบับปี 2017 ถึงเป็นเช่นนี้ได้

“ไม่ใช่หนังรักเรียกน้ำตา แต่มันคือโรแมนติกของคนช่างฝัน”

“ถ้าหากตอนนั้น สามารถทำได้ล่ะก็…” อาจเป็นคำถามหรือโจทย์ในใจของคนทั่วไปอยู่เสมอ ๆ แต่หากภาพยนตร์เรื่องใดสักเรื่อง หยิบเอาประโยคนี้มาเป็นเงื่อนไขในการดำเนินเรื่องได้อย่างมีสีสันแล้วล่ะก็ มันก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่มีเอกลักษณ์อันสวยงาม ชวนให้เข้าถึงได้ง่าย ในแบบฉบับของตนเอง

และเพราะมันเป็นเรื่องของความคิดระหว่างคนสองคน ผู้ชมจึงอาจจะมีหน้าที่เป็นเพียงแค่คนที่เดินตามทั้งสองก็เป็นได้

บทเพลง Uchiege Hanabi ขับร้องโดย DAOKO และ Yonezu Kenshi

แต่เมื่อดำเนินเรื่องไปถึงจุดหนึ่ง จะเห็นได้ว่าทั้งนาสึนะและโนริมิจิต่างมีความเห็นแก่ตัว และความเอาแต่ใจแบบเด็ก ๆ คิดจะหนีออกจากบ้านก็ทำ คิดจะผิดนัดเพื่อนเพื่อไปกับสาวที่ตนเองสนใจ หรือแม้กระทั่งอยากจะเปลี่ยนแปลงทางเลือกที่ตัดสินใจผิดไป เลยยิ่งทำให้อุจิอะเกะฉบับนี้ เริ่มบีบเส้นทางที่ผู้ชมจะเข้าถึงทั้งสองได้ให้แคบลงเรื่อย ๆ

กล่าวคือ ตลอดทั้งภาพยนตร์นั้น จะค่อย ๆ ตีกรอบทิศทางของเรื่องไปตามความคิด ความปรารถนาของนาสึนะและโนริมิจิเท่านั้น โดยที่ผู้ชมอาจจะไม่เหลืออารมณ์ร่วมใด ๆ ที่จะลึกซึ้งไปกับเขาและเธอได้ เมื่อความคิดของพวกเขาทั้งสองแตกต่างจากของผู้ชม ทว่ากลับกัน หากใครสักคนมีความเป็นหัวขบถ หรือความเป็นคนช่างฝัน อยากจะหาโอกาสทำอะไรสักอย่างที่ช่วยเติมเต็มให้ชีวิตนี้มีความคุ้มค่ามากกว่าเดิม แม้จะเป็นเพียงเรื่องในชั่วเวลาค่ำคืน

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเป็นขุมกำลังใจให้กับท่านได้ไม่น้อย

“ความแปลก ที่สวยงาม”

สิ่งหนึ่งที่ SHAFT และผู้กำกับชินโบ ยังคงเป็นตัวตนของพวกเขาอยู่ โดยไม่สามารถสลัดมันหลุดออกไปได้ (แน่นอนว่าไม่ควรสลัดมันให้หลุด จนกลายเป็นการทิ้งจุดยืนของตัวเอง) นั่นคือ ต่อให้เรื่องนี้จะมีต้นฉบับที่ดำเนินเรื่องราวอย่างเรียบง่ายเพียงใด ด้วยความเป็น SHAFT ที่พยายามจะสอดแทรก “ข้อความลับ” (subliminal message) ถึงผู้ชม หรือการทดลองการนำเสนอในรูปแบบใหม่ ๆ ทั้งงานภาพและเนื้อเรื่อง เราก็ยังคงพบเห็นได้ใน “Fireworks – อุจิอะเกะฮานะบิ” ตลอดทั้งเรื่อง

แล้วใครเล่าจะเข้าถึง?

แม้ว่านาสึนะและโนริมิจินั้นอยู่ในโลกที่มีเพียงสองคนก็ตาม แต่ฟากฟ้าบนจอเงินที่ผู้ชมได้มองเห็น ภาพสะท้อนความคิดและจิตใจของตัวละครในเรื่อง ล้วนเป็นสิ่งที่สวยงาม ทั้งจากสายตาและจากหัวใจ

ตลอดทั้งเรื่อง เราอาจจะรู้ว่านาสึนะและโนริมิจิกำลังทำอะไร แต่เราอาจไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่

กระนั้นเรายังสามารถรับรู้ได้ว่า จิตใจและความฝันของพวกเขาสวยงามอย่างไร การเดินทางเพื่อหนีออกจากบ้านในคืนดอกไม้ไฟระยะสั้น ๆ นี้ มีความสวยงามอะไรที่รออยู่ การได้มองเห็นดอกไม้ไฟจากเบื้องล่าง มันสวยจริง ๆ หรือเปล่านะ แล้วถ้ามองจากด้านข้าง มันจะยังเป็นดอกไม้ไฟวงกลมหรือเปล่านะ ก็ยังคงเป็นคำตอบที่รอผู้ชมเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเองเช่นเดียวกัน

“ไม่ใช่หนังรักเรียกน้ำตา แต่เป็นผลงานที่สร้างมาเพื่อดื่มด่ำ”

ดังที่กล่าวมาเช่นนั้น จึงอาจจะบอกได้ว่า “Fireworks – อุจิอะเกะฮานะบิ” ไม่ใช่แอนิเมชันรักโรแมนติกที่จะเข้าได้กับผู้ชมทุก ๆ คนอย่างง่ายดายนัก ทางผู้เขียนสามารถพูดได้เต็มปากว่า ใน 10 คนที่รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจมี 1 คนที่สนุกกับมันอย่างไม่น่าเชื่อ อีก 1 คนอาจจะซาบซึ้งจนขนลุก และอาจมีอีก 1 คนที่พอจะเข้าถึงความคิดของตัวละครที่แสนจะซับซ้อน ในขณะที่อีก 7 คนที่เหลือ อาจไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า “Fireworks – อุจิอะเกะฮานะบิ” ต้องการจะบอกอะไรกับผู้ชม

แต่เพราะความไม่เข้าใจนั่นแหละ ที่เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันทุกแง่มุมก็ได้ ขอเพียงรับชมภาพที่สวยงาม และรับฟังบทสนทนาของเขาและเธอ แล้วดื่มด่ำ ปล่อยใจไปกับมัน อุจิอะเกะฮานะบิ ที่แม้ว่าจะเป็นเรื่องราวอันแสนเห็นแก่ตัวและเอาแต่ใจของใครสักคนที่ไม่เกี่ยวกับเราเลย ก็อาจกลายเป็นผลงานแอนิเมชันเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราหลงรักในโลกของพวกเขาไปโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

บทเพลง Forever Friends ที่ถูกใช้ประกอบท้ายละครต้นฉบับ
โดยฉบับอนิเมชั่นได้ขับร้องโดย DAOKO ถูกใช้ประกอบฉากท้ายภาพยนตร์เช่นเดียวกัน

สำหรับในบ้านเรามีกำหนดฉายในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ครับ ใครสนใจอยู่ล่ะก็ รอชมกันได้จ้า

#UchiageHanabi #Akibatan

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !