[Review] Death Note ฉบับ Netflix ตีความใหม่ จะเจ๊งหรือเจ๋งมาดูกัน

0
2,354 views

คิดว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องของทาง Netflix ที่แฟนๆ ของ Death Note เฝ้าติดตาม และรอดูว่าจาก Death Note ในฉบับมังงะของญี่ปุ่น เมื่อถูกตีความใหม่แบบตะวันตกออกมาเป็นภาพยนตร์นั้น จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร เชื่อว่าหลายๆ คน กลัวว่าภาพยนตร์จะออกมาพังเป็นแน่แท้ แต่ถ้ามองในแง่ดีหน่อยมันก็อาจจะมีดีในแบบของมันก็ได้ และในครั้งนี้ทาง Akibatan จะมาทำการรีวิวภาพยนตร์ Death Note ฉบับ Netflix กัน

หมายเหตุ เนื้อหารีวิวบางส่วนอาจมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (สปอยล์) ถ้ายังไม่อยากโดยสปอยล์ก่อนรับชมเอง ข้ามไปก่อนนะ

ภาพยนตร์ฉบับนี้กำกับงานสร้างโดย Adam Wingard ผู้กำกับหนุ่มวัย 34 ปี ที่จริง ๆ แล้วมีประสบการณ์ผลิตงานภาพยนตร์ในสายระทึกขวัญ / เขย่าขวัญ เป็นหลัก อาทิ You’re Next หรือ Blair Witch ซึ่งผู้เขียนเองก็กังขาอยู่พอสมควรว่า จริง ๆ แล้วแนวทางที่เป็นแก่นของ Death Note มันไม่ใช่ในทางนี้สักเท่าไหร่นะ แต่ก็ต้องลองดูว่าผู้กำกับท่านนี้จะตีความผลงานนี้ออกมาแบบใด

เรื่องราวในเวอร์ชั่นนี้เกิดขึ้นเมื่อ Light Turner นักเรียน High School แห่งหนึ่งในรัฐ Seattle สหรัฐอเมริกา ได้พบกับ Death Note ที่ร่วงลงมาจากฟ้า และเมื่อ Light ได้รู้ถึงพลังอำนาจของสมุดเล่มนี้ เขาก็ได้เริ่มเขียนชื่อเหล่าอาชญากรลงบนสมุด เพื่อที่จะให้ความยุติธรรมแด่ผู้คนในนามของ Kira

เมื่อมองถึงพล็อตหลักของเรื่องแล้ว ไม่ค่อยแตกต่างกับเวอร์ชั่นเดิมเท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปแบบเป็นหนังคนละม้วน คือสภาพแวดล้อมที่ตัวละครอาศัย วัฒนธรรมตะวันตกที่อยู่ในเรื่อง ด้วยเหตุนี้ทำให้นิสัยของตัวละครแตกต่างไปจากเวอร์ชั่นต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง

โดยตัวของ Light (แสดงโดย Nat Wolff) ในเวอร์ชั่นนี้เป็นเพียงวัยรุ่นธรรมดา ถึงจะดูเป็นคนฉลาด แต่ไม่มีความสุขุมเท่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ ออกแนวเด็กหัวร้อนเสียด้วยซ้ำ อย่างในฉากที่เอาสมุด Death Note ไปโชว์ให้กับ Mia ดูกันตรงๆ นี่ทำเงิบไปเหมือนกัน เพราะในต้นฉบับนั้น Light จะระวังตัวมาก ๆ แม้แต่กับคนใกล้ชิด และแทบจะไม่ไว้ใจใครทั้งสิ้น

จุดนี้ ในทางหนึ่งแฟน ๆ อาจจะผิดหวัง (เพราะ Light ในต้นฉบับนี่ฉลาดเข้าขั้นอัจฉริยะ) แต่มองในอีกทางหนึ่ง นี่ก็จะเป็น Light ที่ดูเป็นวัยรุ่นธรรมดา ๆ ที่อาจจะดูจับต้องได้มากกว่า มีความเป็นการ์ตูนน้อยลง ก็อาจเป็นข้อดีได้อยู่บ้างครับ

คำว่า Kira ในเรื่องนี้มีการปรับเปลี่ยนใหม่ โดยเป็นการนำคำว่า Kira ในภาษารัสเซียและเคลติกที่มีความหมายว่าแสง มาตั้ง แต่ก็ยังมีการอ้างอิงไปถึงคำว่า Kira ที่หมายถึงนักฆ่าของญี่ปุ่น เป็นการลวงไม่ให้ตำรวจรู้ตัวจริง ซึ่งตรงนี้เลือกวิธีตีความออกมาได้น่าสนใจ (และทำให้เรารู้สึกว่า ลูกเล่นทางภาษาทั่วโลกนี่มันวิเศษจริง ๆ)

ส่วน L (แสดงโดย Lakieth Standfield) มีภาพลักษณ์แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อถูกรับบทโดยนักแสดงผิวสี แต่การแสดงให้ออกมาเป็น L (ทั้งบทบาทที่เป็นนักสืบที่วงการตำรวจให้ความไว้วางใจ และการแสดงบุคลิกประหลาด ๆ) ยังคงให้ความรู้สึกว่าเป็น L ยอดนักสืบอัฉริยะอยู่บ้าง แต่ก็ไม่พ้นเป็นเด็กหัวร้อนอย่าง Light อยู่ดี

สำหรับ Ryuk (แสดงโดย Willem Dafoe) ในเรื่องนี้เป็นอีกส่วนที่น่าประทับใจในเรื่องนี้ ด้วยการทำบรรยากาศให้ดูเป็นแนว Horror สัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของยมฑูตทุกครั้งที่ Ryuk ปรากฎตัว รวมไปถึงการกระทำและคำพูดที่คาดเดาไม่ได้

นอกจากนี้ก็มี Mia Sutton (แสดงโดย Margaret Qualley)  ตัวละครใหม่ที่เหมือนจะใส่เข้ามาแทน Amane Misa คนรักของ Light ในเรื่องนี้มีบทบาทสำคัญตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนท้าย เพราะเธอจะมาเป็นผู้ใช้ Death Note อีกคน คล้ายกับ Misa ของต้นฉบับ แต่ว่าครั้งนี้ Death Note ที่ใช้นั้นเป็นเล่มเดียวกันกับของ Light เลย และบทบาทของเธอมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ถูกวางมาให้เข้ากับเนื้อหาของภาพยนตร์ฉบับ Netflix นี้ ให้มองว่าไม่ใช่ตัวละครเดียวกับ Misa เลยอาจจะดีกว่าครับ

พูดถึงข้อดีข้อเสียของภาพยนตร์กันบ้าง

สำหรับเรื่องนี้ถ้าเราดูโดยสลัดภาพของ Death Note ในเวอร์ชั่นก่อนๆ ทิ้งไป (แบบทิ้งไปไกลๆ เลยเท่าที่จะทำได้) ก็รู้สึกว่ามันไม่ถึงกับแย่นัก แต่ก็ใช่ว่าจะดีไปซะเสียทีเดียว หนังมีความยาวไม่มากนัก ประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ดังนั้นการเล่าเรื่องเรียกได้ว่ากระชับรวบรัดตัดความ ด้วยทุนสร้างที่คงไม่อาจเทียบได้กับหนังใหญ่ ในแง่โปรดักชั่นจึงทำทำให้อารมณ์ออกมาเป็นหนังซีรี่ส์ตอนพิเศษอีกเรื่องเท่านั้น

หนังมีกลิ่นอายของความ Horror ในทุกฉากที่ Ryuk ปรากฎตัว ตรงนี้ทำได้ค่อนข้างดี นอกจาก L ที่มาทำหน้าที่เหมือนกับต้นฉบับแล้ว ตัวละครใหม่ที่ใส่เข้ามาอย่าง Mia นั้น สร้างความน่าสนใจแบบใหม่ๆ ให้เนื้อหาได้ โดยเฉพาะกับคนที่เคยดูต้นฉบับมาก่อน ที่อาจจะคาดหวังถึงความแตกต่างจากประเด็นความรักระหว่าง Light และ Mia ในเรื่องนี้ แต่ก็น่าเสียดาย ที่รู้สึกว่าตัวหนังทำประเด็นตรงนี้ไปไม่สุด แค่พอใส่เข้ามาให้มีความแตกต่างเฉยๆ

การแสดงของ Nat Wolff ในบทของ Light ตอนช่วงแรกของเรื่อง พยายามทำให้รู้สึกสุขุม (ถึงจะไม่มากเท่าต้นฉบับ) แต่ในช่วงหลังกลับให้ความรู้สึกว่านายนี่มันเด็กหัวร้อนธรรมดา เช่นเดียวกับ L กับประเด็นของ Watari ผู้เลี้ยงดู L ที่เมื่อรู้ว่า Watari เสียชีวิตแล้ว ก็หัวร้อนไม่แพ้กัน (หรือมากกว่า Light อีก) ซึ่งตรงนี้เข้าใจว่า L เองก็ยังเป็นเพียงวัยรุ่นหัวร้อนคนหนึ่งเช่นกัน ทำให้สิ่งที่ปูไว้อย่างยอดนักสืบที่ตำรวจไว้วางใจ (ที่ไม่ควรจะเป็นเด็กหัวร้อนแบบนี้) ในตอนต้นดูไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่

สำหรับตัวละครอื่นๆ ก็ดูไม่ค่อยมีมิตินัก เหมือนกับมาทำหน้าที่ในบทบาทตัวเองเท่านั้น การเล่าเรื่องและเพลงประกอบให้อารมณ์ไปทางหนังตำรวจยุคช่วง 90 หรือปี 2000 ต้นๆ  ฉากการตายในเรื่องค่อนข้างโหดเอามากๆ จะได้เห็นแขนขาด หัวหลุดแบบชัดเจน ประหนึ่งดู Final Destination ซึ่งคิดว่าไม่ค่อยจำเป็นสำหรับเรื่องนี้เลย แน่นอนว่าทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับวัยรุ่นอายุน้อยๆ ที่คิดจะลองดูอีกด้วย

และสำหรับผู้เขียนก็ค่อนข้างรู้สึกว่า ผู้กำกับท่านนี้ยังคงชำนาญในสไตล์เล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ระทึกขวัญ เขย่าขวัญอยู่เช่นเคย ซึ่งอาจจะเป็นไปในทิศทางที่ต่างจากสาระสำคัญจริง ๆ ของ Death Note ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเฉือนคมในลักษณะแนวสอบสวนอยู่มากทีเดียว จึงทำให้หลายอย่างที่แฟนการ์ตูนคาดหวัง ไม่มีอยู่ในนั้น แต่จากแนวทางที่ฉบับนี้วางไว้เองก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายย่ำแย่อะไร เพียงแค่ตัวละครหลักทุกคนมีความเป็นวัยรุ่นหัวร้อน ซึ่งก็กลายเป็น Death Note ในอีกรสชาติหนึ่ง และจริง ๆ มันอาจจะลงตัวกว่านี้ถ้าทำเป็นซีรี่ส์ความยาวสัก 10 ตอน ที่จะทำให้ผู้ชมได้อินกับตัวละครในแบบที่ไม่คุ้นเคยมากกว่านี้ก็เป็นได้ครับ

อย่างไรก็ตาม หากท่านผู้อ่านคนใดเป็นสมาชิก Netflix อยู่แล้ว จะลองรับชมกันดูก่อน แล้วมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเพจ Akibatan ได้ครับ ส่งท้ายด้วยภาพวาดของ Death Note เวอร์ชั่นนี้โดย อ.โอบาตะ ผู้วาดมังงะต้นฉบับจ้า

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !