ร้อยเหตุผลยังน้อยไป กับเหตุผลที่ว่า “ทำไมใคร ๆ ถึงได้รัก Utada Hikaru”

0
3,102 views

เชื่อว่าเพื่อน ๆ ชาว Akibatan นอกจากที่จะฟังเพลงจากอนิเมะ หรือ เกม ต่าง ๆ แล้วนั้น น่าจะเคยฟังเพลง J-pop หรือเพลงญี่ปุ่นประเภทอื่น ๆ กันมาบ้าง และคงมีศิลปินในดวงใจกันอยู่พอสมควรเลยใช่ไหมล่ะครับ เชื่อว่าชื่อของ Utada Hikaru สำหรับแฟน ๆ วัยดึกนั้นคงเป็นชื่อที่ได้ยินมาอย่างคุ้นหูแน่ ๆ แต่สำหรับแฟน ๆ รุ่นใหม่ ๆ นั้นอาจจะรู้จักเธอน้อย หรือรู้จักแค่เฉพาะเพลงดัง ๆ เท่านั้น ในครั้งนี้ทีมงาน Akibatan จะขอพาเพื่อน ๆ ทุกคนไปรู้จักกับนักร้องสาว Utada Hikaru กันให้มากขึ้นกว่าเดิม รวมไปถึงผลงานที่อยากแนะนำให้ฟังกันด้วย จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปชมกันเลยครับ!

Utada Hikaru (宇多田ヒカル) นักร้องสาวผู้มากความสามารถที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1983 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ครอบครัวของเธอนั้นเป็นคนดนตรีโดยแท้จริง คุณพ่อของเธอเป็น Producer ทำงานอยู่ที่ New York ส่วนคุณแม่ก็เคยเป็นอดีตนักร้องที่มีชื่อเสียง ส่วนคุณตาและคุณยายก็เป็นนักร้องเพลงญี่ปุ่นโบราณที่ฮอกไกโด เรียกได้ว่าความเป็นคนดนตรีสืบทอดกันมาทาง DNA เลยก็ว่าได้ Utada Hikaru เคยออกอัลบั้มที่ชื่อว่า Star ในปี 1993 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก จนกระทั่งเธอได้กลับมายัง Tokyo ประเทศญี่ปุ่น และได้เซ็นสัญญากับ Toshiba EMI และได้ออกซิงเกิ้ล “Automatic” และ “Time Will Tell” ในปี 1998 ซึ่งทั้งสองเพลงทำยอดขายได้อย่างถล่มทลายจนชื่อของ Utada Hikaru เข้าไปอยู่ในความทรงจำของชาวญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็ว และในปี 1999 อัลบั้ม First Love อัลบั้มเพลงภาษาญี่ปุ่นอัลบั้มแรกในชีวิตเธอก็ได้ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก แน่นอนว่ามันขายดีมาก ๆ เช่นกัน และนั่นก็ทำให้ Utada Hikaru ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งศิลปินหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่นในเวลานั้นทันที

Time Will Tell และ Automatic สองบทเพลงที่ทำให้ชื่อของ Utada Hikaru เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของแฟนเพลงชาวญี่ปุ่น ในปี 1998 ซิงเกิ้ลแรกที่เป็นภาษาญี่ปุ่นของเธอได้เปิดตัวด้วยยอดขายที่เรียกได้ว่าสูงเอามาก ๆ และด้วยเพลงที่ฟังสบาย ๆ เมื่อรวมกับเสียงร้องที่แสนไพเราะของเธอ ทำให้ทั้งสองเพลงนี้กลายเป็นเพลงยอดฮิตไปในเวลาไม่นาน และทั้งสองเพลงนี้ก็ยังเป็นเพลงในดวงใจของใคร ๆ หลายคนอยู่จนถึงทุกวันนี้

First Love เพลงรักแรกในความทรงจำที่แม้จะผิดหวังแต่ก็ยังสวยงาม ในปี 1999 อัลบั้มแรกของเธอ First Love ได้ออกวางจำหน่ายและมียอดวางจำหน่ายสูงกว่า 7 ล้านแผ่นในญี่ปุ่นและ 3 ล้านแผ่นในต่างประเทศ ซึ่งนั่นทำให้ซิงเกิ้ล First Love ที่วางจำหน่ายหลังจากอัลบั้มเปิดตัวไปไม่นานนักก็ได้รับความนิยมมากมายด้วยเช่นกัน และด้วยเหตุนี้เองทำให้เธอถูกบันทึกว่าเป็นสุดยอดศิลปินอันดับ 5 ของการจัดอันดับศิลปินที่ดีที่สุดในคริสตวรรษที่ 20 เลยทีเดียว

นอกจากนี้เพลง First Love ยังเป็นที่นิยมมาก ๆ จนมีศิลปินหลาย ๆ ท่านนำไปร้อง Cover กันมากมาย แม้กระทั่งนักร้องชายผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง Ken Hirai ก็ยังเคยหยิบเพลงนี้ไปร้องในคอนเสิร์ตของตัวเองหลายต่อหลายครั้งเลยทีเดียว

อัลบั้มที่ 2 Distance กับแนวเพลงที่โตขึ้น ในปี 1999 – 2001 เธอได้ปล่อยซิงเกิ้ลที่ดูเป็น Pop มากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีกลิ่นอายความเป็น R&B ที่เป็นตัวตนของเธอให้เห็นอยู่อย่างชัดเจน และอัลบั้มที่สองที่ชื่อว่า Distance ก็ได้ออกวางจำหน่ายในวันที่ 28 มีนาคม ปี 2001 ซึ่งนับเป็นอัลบั้มที่สามารถทำยอดจำหน่ายได้ถึง 3 ล้านแผ่นในสัปดาห์แรกที่เปิดตัวเลยทีเดียว ในอัลบั้มนี้ได้รวมเพลงฮิตอย่าง Wait & See (Risk), Can You Keep a Secret? และ Distance เป็นต้น

Deep River อัลบั้มที่รวมเพลงระดับขึ้นหิ้งเอาไว้มากมายของ Utada hikaru ในปี 2002 อัลบั้มที่สามของเธอ Deep River ก็ได้ออกวางจำหน่ายในวันที่ 19 กรกฏาคม ปี 2002 ซึ่งในอัลบั้มนี้จะเป็นเพลงที่เน้นให้เห็นถึงพลังเสียงอันงดงามของเธอเสียเป็นส่วนใหญ่ อัลบั้มนี้มีเพลงที่กลายเป็นเพลงขึ้นหิ้งระดับตำนานอยู่มากมายทั้ง Sakura Drop ที่ PV ของเพลงนี้เป็นที่ฮือฮามากในสมัยนั้น รวมไปถึง Traveling ที่เป็นเพลงจังหวะเร็วแต่ก็มีจุดโชว์พลังเสียงอยู่พอควร เพลง Final Distance ที่นำเพลง Distance ในอัลบั้มที่แล้วมา เรียบเรียงใหม่เป็นเพลงช้าที่แสดงพลังเสียงอันทรงพลังของเธอได้อย่างเต็มที่ แม้แต่เพลงที่เป็นชื่ออัลบั้มอย่าง Deep River ก็ยังไพเราะและสวยงาม และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับอัลบั้มนี้คือเพลง Hikari ที่ถูกนำไปใช้เป็นเพลงประกอบเกมซีรี่ส์ระดับตำนานอย่าง Kingdom Heart เป็นอัลบั้มที่แสดงให้ทุกคนได้รู้ว่า ผู้หญิงคนนี้เกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักร้องระดับแนวหน้าจริง ๆ

ในปี 2004 เธอได้ย้ายกลับไปที่ New York และได้อัลบั้มภาษาอังกฤษที่มีชื่อว่า Exodus กับค่าย Island Def Jam Music Group แม้อัลบั้มนี้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แต่ในอัลบั้มนี้ก็ยังมีอยู่เพลงหนึ่งที่อยากแนะนำให้ลองฟัง เพลงจังหวะสบาย ๆ ที่มีชื่อว่า Easy Breezy เพลงนี้มีการผสานจังหวะสบาย ๆ เข้ากับการร้องแบบ Rap และด้วยความที่เป็นเพลงภาษาอังกฤษจึงเข้าถึงผู้คนได้ในวงกว้างกว่าเพลงภาษาญี่ปุ่น และในเพลงนี้ก็ยังได้เผยด้านที่แอบเซ็กซี่ของเธอให้ได้เห็นอีกด้วย

ในปี 2005 เธอก็ได้กลับมาที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งและได้ออกอัลบั้ลที่มีชื่อว่า Ultra Blue และอัลบั้มนี้ก็ได้ทะยานขึ้น Oricon Chart อันดับ 1 ในสัปดาห์แรกทันที และถล่มยอดขายไปถึงกว่า 5 แสนแผ่น แม้จะไม่ได้แรงเท่ากับอัลบั้ม Distance แต่สำหรับยุคนั้นถือเป็นเรื่องที่สุดยอดมาก ๆ เลยทีเดียว สำหรับอัลบั้มนี้ก็เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่มีเพลงเพราะ ๆ มากมายสามารถฟังได้ทั้งอัลบั้มคุ้มค่าสุด ๆ ไปเลย ไม่ว่าจะเป็นเพลง Colors, BLUE, Keep Tryin, Wings เป็นต้น

ปี 2007 ชื่อของ Utada hikaru ก็โด่งดังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเธอได้ขับร้องเพลงที่มีความหมายดี ๆ อย่าง Flavor of Life และนอกจากนี้ก็ยังได้ร้องเพลง Kiss & Cry ที่ถูกนำไปใช้เป็นเพลงประกอบ PV Animation ของ Freedom Project ซึ่งเป็น Project โฆษณาของบริษัท Nissin Cup Noodles และนอกจากนี้ก็ยังได้ร้องเพลง Beautiful World ที่ถูกนำไปใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง  Evangelion: 1.0 You Are (Not) Alone อีกด้วย

ในปี 2008 อัลบั้มที่มีชื่อว่า Heart Station ได้ออกวางจำหน่ายสร้างกระแส Utada Hikaru Fever ขึ้นมาอีกครั้ง โดยในอัลบั้มนี้ได้รวมเพลงดังหลายเพลงมาไว้ด้วยกันอีกเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่ถูกนำไปเป็นเพลงประกอบโฆษณาอย่าง Stay Gold, Kiss & Cry, Beautyful World, Heart Station, Prisoner of Love และนอกจากนี้ยังมีเพลง Flavor of Life ที่ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่กลายเป็น Ballad Version ที่สุดแสนจะไพเราะ และเพลงนี้ยังเป็นเพลงประกอบซีรี่ส์เรื่อง Hanayori Dango ภาค 2 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ F4 เวอร์ชั่นญี่ปุ่นอีกด้วย

ปี 2009 เธอก็ได้ออกอัลบั้มภาษาอังกฤษอีกครั้งโดยใช้ชื่อว่า This is the one และในครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จซึ่งทำให้เพลง Come Back to Me โด่งดังไปทั่วโลกเลยทีเดียว

ในปี 2010 เธอได้ออกซิงเกิ้ลที่ชื่อว่า Goodbye Happiness มาให้แฟน ๆ ได้ชื่นใจอีกครั้งก่อนที่เธอจะ หยุดพักงานเพลงไปชั่วคราวในปี 2011 ซึ่งแม้เธอจะหยุดพักงานเพลงไป แต่ก็ยังมีออกซิงเกิ้ลเล็ก ๆ และ Promotion Single มาให้แฟน ๆ ได้หายคิดถึงอย่าง Sakura Nagashi, Arashi no Megami, Can’t Wait ‘Til Christmas และ Show Me Love (Not a Dream)

ล่าสุดในปี 2016 ที่ผ่านมา เธอก็ได้หวนกลับมาสู่วงการเพลงอีกครั้งหลังจากห่างหายไปเกือบ 6 ปี โดยช่วงที่หายไปนั้นเธอก็ได้คลอดลูกชายที่แสนน่ารักออกมาและได้ประกาศจะทำอัลบั้มใหม่อีกครั้ง โดยใช้ชื่อว่า Fantôme ซึ่งคุ้มค่ากับการรอคอยจริง ๆ เป็นอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมจนแฟน ๆ หายคิดถึง และเพลงที่ผู้เขียนยกให้เป็นที่สุดของอัลบั้มนี้ก็คือเพลงที่มีชื่อว่า Sakura Nagashi ที่ถูกนำไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง Evangelion: 3.0 You Can (Not) Redo เมื่อปี 2012 นั่นเอง

สำหรับผลงานของนักร้องสาวผู้นี้ยังมีอีกมากมาย หากเพื่อน ๆ คนไหนยังฟังเพลงของเธอไม่ครบทุกเพลงอยากให้ลองหาฟังดูครับ รับรองว่าคุณภาพของเธอนั้นไม่อาจจะบรรยายได้หมดจริง ๆ หวังว่าเพื่อน ๆ ที่อาจจะยังไม่รู้จักเธอดีนัก หากได้ลองฟังเพลงของเธอแล้วอาจจะกลายเป็นแฟนคลับของเธอไปเลยก็ได้ แต่เชื่อเถอะครับว่าพลังเสียงของเธอคนนี้ต้องสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วจะรู้เหตุผลว่าทำไมใคร ๆ ถึงได้รัก Utada Hikaru ครับ

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !