[Scoop] เปิดประเด็น “หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” โดย พี่หลิว The Zero One

0
5,259 views

เป็นเรื่องที่น่าคิดกับคำถามที่ทำให้เราต้องฉุกคิดกันขึ้นมาบ้าง กับคำถามที่ว่า

“วงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยมันมาถึงจุดนี้ได้ยังไงกันนะ?”

แน่นอนว่าเมื่อมีประเด็นแบบนี้ทีมงาน Akibatan เอง ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า

“ถ้าอย่างนั้น วงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทย ในสมัยก่อนมันมีความเป็นมาอย่างไรกันนะ? แล้วอะไรทำให้กลายเป็นแบบทุกวันนี้ไปได้?”

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงต้องลองถามมุมมองของคนที่เคยทำงานอยู่ใน วงการการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยในยุคนั้น มาช่วยเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างมากขึ้น เรียนรู้และศึกษาเรื่องราวในอดีตว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันมีความเป็นมาอย่างไร และในครั้งนี้ทีมงาน Akibatan ก็ได้รับเกียรติจาก พี่หลิว อนันท์ ฐิตาคม ผู้อำนวยการ สถาบันสอนวาดการ์ตูน The Zero One ที่จะพาเราไปเยี่ยมชมสถาบันสอนวาดการ์ตูน และร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นมาของวงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยตั้งแต่ยุคที่บ้านเราทำการ์ตูนได้อย่างอิสระและเริ่มมีความเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้นเราจะพาเพื่อนๆ ที่เกิดไม่ทันไปย้อนเวลากันเลยครับ!

ความเป็นมาของวงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทย

พี่หลิวได้เล่าให้เราฟังว่า หากย้อนกลับไปเมื่อราว ๆ 20 – 30 ปีก่อน ในสมัยที่การ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยนั่นอยู่ในยุคทอง หนังสือจากสำนักพิมพ์น้อยใหญ่วางเต็มแผง ที่ต้องบอกว่าเฟื่องฟูสุด ๆ จึงเป็นสวรรค์ของหลาย ๆ สำนักพิมพ์ที่เข้ามาหาผลประโยชน์กับธุรกิจนี้ ทั้งสำหนักพิมระดับยักษ์จนถึงสำนักพิมพ์เล็กๆ หรือที่หลาย ๆ คนในยุคนี้เรียกกันว่าไพเรท  ในช่วงก่อนญี่ปุ่นเองเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับลิขสิทธิ์เท่าไหร่ หลาย ๆ สำนักพิมพ์ของญี่ปุ่นเองก็ยังบินข้ามน้ำมาถึงไทยและซื้อผลงานของตัวเองเอาไปตีพิมพ์ลงเป็นที่ระลึกตามปกหลังหรือเนื้อในท้ายเล่ม เพราะในตอนนั้นเขาต้องการให้ผลงานของประเทศเขานั้นเผยแพร่ออกไปมาก ๆ และยอดพิมพ์ในบ้านเราตอนนั้นแม้จะหลักแสนแต่ก็ยังน้อยนิดเมื่อเทียบกับระดับหลักล้านของบ้านเขา เราเองจึงถือว่าเป็นแค่ทางผ่านของวัฒนธรรมของเขาที่แฝงมากับการ์ตูน  ซึ่งในสมัยนั้นจะมีนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่มีชื่อเสียงอย่าง The Zero ของสำนักพิมพ์ วิบูลกิจย์ เจ้าตลาดวงการมังงะญี่ปุ่นแปลไทยในตอนนั้น หรือ The Talent ของสำนักพิมพ์มิตรไมตรีที่เอาความเร็วเข้ามาเป็นจุดขาย และ Nova ของสำนักพิมพ์หมึกจีนที่ออกหลังสุด ซึ่งในสมัยนั้นนิตยสารพวกนี้ก็จะหยิบการ์ตูนชื่อดังจากใน Shounen Jump มาแปลลงแข่งกัน ซึ่งในช่วงนั้น Shounen Jump ได้ตีพิมพ์การ์ตูนระดับตำนานมากมายเช่น Dragon Ball, City Hunter, Saint Seiya, Hokuto no Ken และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย

“เชื่อหรือเปล่าว่า ในสมัยนั้นนี่ สนพ. ไม่ต้องออกไปวิ่งหาร้านหนังสือเลย พอหนังสือออกมาจากแท่นพิมพ์ยังไม่ทันหายอุ่นดีเลย ตอนเช้าก็จะมีร้านค้ามารอซื้อนิตยสารกันที่หน้า สนพ. เลย แล้วไม่ใช่ว่าใครมาแล้วจะซื้อกี่เล่มก็ได้นะ แต่ละร้านจะต้องสมัครเพื่อขอโควต้า ร้านนึงกี่มัดก็ว่ากันไป ยอดขายของนิตยสาร  The Zero ช่วงนั้นนี่ ขายได้กว่า 200,000 เล่มต่อสัปดาห์เลยนะ (ยอดขายนี้อยู่ในช่วงปี 2528 – 2530 ซึ่งนิตยสาร The Zero ขายเล่มละ 10 – 12 บาท)”

นับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับยอดพิมพ์สมัยนี้ ที่พิมพ์เพียงหลักพันแต่ขายได้หลักร้อย เราจึงสงสัยกันมากว่า ในเมื่อแต่ละ สนพ. นั้นต่างก็เอาเรื่องดัง ๆ มาแปลลงเหมือนกันหมด จะเปิดไปนิตยสารเล่มไหนก็เจอ Dragon Ball เจอ Saint Seiya เหมือนกัน แล้วอะไรที่ทำให้หนังสือขายได้

“การทำนิตยสารการ์ตูนสมัยก่อน หน้าปก เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลย เด็กที่มาซื้อหนังสือการ์ตูนพอเห็นปกเล่มนี้สวยก็จะหยิบก่อนเลย เพราะสมัยก่อนไม่มีรีวิวในเน็ต  แบบตอนนี้ เรียกกันว่านักอ่านยุคนั้นต้องวัดดวงกันเลยทีเดียว หน้าขาว พิมพ์ผิด หมึกเละ แต่พวกเราก็มีความสุขกันนะ หนังสือพวกนี้แหล่ะแรร์ไอเท็ม บางเรื่องขายกันหลักพันหลักหมื่น นี่เรื่องจริงเลย ไอ้ที่พิมพ์กันไม่ชัด นี่แหล่ะ มันคือเสน่ห์ของหนังสือการ์ตูนยุคนั้นจริงๆ นอกเหนือไปจากปัจจัยของความเร็วแล้ว หน้าปกเองก็เป็นอีกหนึ่งที่ทำให้หนังสือขายดี ซึ่ง  The Zero  นั้นได้เปรียบเจ้าอื่น ๆ เพราะว่ามีมือวาดปกที่เก่งมาก ๆ อยู่หลายคน หน้าปกของ  The Zero  ที่เราเห็นนั่นไม่ใช่ภาพของต้นฉบับอาจารย์ต้นตำหรับเขียนนะครับ แต่เป็นคนไทยเรานี่ล่ะที่หยิบเอาภาพต้นแบบของเขามาวาดแล้วลงสีใหม่ ที่เราจะเรียกตำแหน่งนี้กันว่ามือเขียนปก” 

ตัวอย่างภาพงานเขียนปกของนักวาดไทยในยุคนั้น

เมื่อกระแสหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยกำลังมาแรงแบบสุด ๆ จู่ ๆ ก็เกิดช่วงหยุดชะงักขึ้นและเกิดความเปลี่ยนแปลงของวงการการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยอย่างมากมายจนกลายเป็นการเปลี่ยนผ่านยุคเข้าสู่ยุคของการตีพิมพ์อย่างถูกลิขสิทธิ์ แล้วมันเกิดจากอะไรล่ะ?

“หลังจากที่การตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นในบ้านเรานั้นเข้าสู่ยุครุ่งเรือง เรียกได้ว่าเด็กในสมัยนั้นแทบไม่มีใครไม่รู้จัก Dragon Ball หรือ Saint Seiya เลยก็ว่าได้ แต่แล้ววันนึงกลับมีจดหมายฉบับหนึ่งร่อนมาหาทุกสำนักพิมพ์จาก Advanced Comics แจ้งให้สำนักพิมพ์ทุกค่ายหยุดตีพิมพ์การ์ตูนทั้งหมด เนื่องจากทาง Advanced Comics นั้นได้ลิขสิทธิ์ของเรื่องที่ตีพิมพ์อยู่ในปัจจุบันทั้งหมดแล้ว ทีนี้ทุกค่ายก็เกิดอาการช๊อตกันไปทันที นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ทุกเจ้าไม่ว่าจะเป็น The Zero , The Talent หรือเจ้าอื่น ๆ ต่างก็พากันหยุดตีพิมพ์ไปเดือนนึงเต็ม ๆ เพื่อตั้งหลักดูท่าทีจากผู้ที่ส่งจดหมายมาแจ้ง จนกระทั่งทาง Advanced Comics ก็ได้ตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนออกมา แต่มันกลับไม่ใช่อย่างที่เขาแจ้งไว้ แต่กลายเป็น Comic ของฝรั่งพวกอย่าง Mavel เช่น Spiderman, Hulk แและอีกหลาย ๆ เรื่องที่ถูกปล่อยลงสู่แผงหนังสือ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นั่นคือคำถาม และในที่สุดก้ได้ทราบความจริงกันว่าจดหมายนั่นถูกส่งมาเพื่อต้องการเบรคกระแสของการ์ตูนญี่ปุ่นที่ร้อนแรงดั่งน้ำเชี่ยวก่อนเท่านั้น… และจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้แต่ละสำนักพิมพ์เริ่มหันมาคิดถึงเรื่องราวของลิขสิทธิ์อย่างจริงจังนั่นเอง” 

ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องตลก จากเหตุการณ์ร่อนจดหมายเตือนเพียงฉบับเดียว ทำให้วงการหนังสือการ์ตูนมังงะแปลไทยพลิกจากสีดำไปสู่สีขาวได้เลยหรือ? แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ พี่หลิวได้เล่าให้ฟังว่า สำนักพิมพ์ในยุคนั้นพากันไปเสนอตัวเพื่อขอลิขสิทธิ์ มาทำกันแบบจริงจัง ทั้งค่ายเล็กค่ายใหญ่โดยที่เป้าหมายจริง ๆ ของสงครามครั้งนี้คือการชิงเรื่อง Dragon Ball เท่านั้นเอง การ์ตูนเรื่องนี้ที่เป็นตัวเปลี่ยนทุกอย่างให้วงการการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยมาถึงทุกวันนี้ แต่ของดีนั้นมีแค่ชิ้นเดียว สิ่งที่ได้มาไม่ใช่สิ่งที่เคยทำ Dragon Ball ไม่ได้ตกเป็นของ วิบูลกิจย์ หรือ Siam Inter Comic แต่กลับเป็นค่ายหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nation สำนักพิมพ์ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยในตอนนั้น แต่กระนั้นทุกๆ สำนักพิมต้องอยู่รอดและปรับตัวกับงานลิขสิทธิ์ที่ได้มา จึงกลายมาเป็นนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์อย่าง KC.Weekly, Boom หรือ C-Kids นั่นเอง ใครจะไปรู้ว่าจุดเริ่มต้นของยุคลิขสิทธิ์ของวงการการ์ตูนไทยนั้นจะเริ่มจากอะไรแบบนี้ ซึ่งแน่นอนว่าพอลิขสิทธิ์เข้ามาแล้ว แม้จะยังมีการตีพิมพ์แบบไพเรทอยู่ แต่ยอดขายของนิตยสารรายสัปดาห์นั้นก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย แม้จะไม่ได้ขายดีเท่าแต่ก่อน แต่ก็เฉลี่ย ๆ กันไปเรียกได้ว่าอยู่กันได้แบบมีกำไรกันทุกสำนักพิมพ์ เพราะแต่ล่ะสำนักพิมก็มีการ์ตูนเด่น ๆ ชูโรง และนั่นทำให้เป็นจุดเริ่มต้นสู่ยุคของหนังสือการ์ตูนถูกลิขสิทธิ์อย่างแท้จริง

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของการ์ตูนในยุคเริ่มต้นลิขสิทธิ์

ทางประเทศญี่ปุ่นนั้นได้มีข้อกำหนดว่าค่ายที่จะตีพิมพ์ลิขสิทธิ์ของเขาได้นั้นจะต้องมีทีมงานที่พร้อมและมีการตีพิมพ์การ์ตูนไทยเพื่อเป็นการส่งเสริมควบคู่ไปด้วย และผู้ที่พร้อมและได้ออกนิตยสารการ์ตูนไทยก่อนเป็นเจ้าแรกก็คือทาง วิบูลกิจย์ นั่นเอง โดยใช้ชื่อหนังสือว่า Thai Comic

เรื่องราวของวงการหนังสือการ์ตูนไทยยังไม่จบเพียงเท่านี้ ในครั้งหน้าเราจะมาคุยกับพี่หลิว อนันท์ ฐิตาคม กันต่อถึงวิกฤตของวงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทย และมุมมองที่มีต่อวงการหนังสือการ์ตูนในยุคนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และนอกจากนี้เราจะพาไปเยี่ยมชมโรงเรียนสอนวาดการ์ตูน The Zero One ของพี่หลิวด้วย จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น อย่าลืมติดตามชมกันนะครับ!

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !