ผู้เขียน Berserk เผย กองพันเหยี่ยวมาจากเพื่อนสมัยเรียน และคำแนะนำการเขียนสำหรับนักเขียนหน้าใหม่

0
2,051 views

เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา มีงาน “Hakusensha Sokujitsu Debut Manga Shou” ซึ่งเป็นงานมอบรางวัลให้กับนักเขียนหน้าใหม่ของทางสำนักพิมพ์ Hakusensha ซึ่ง อ.Miura Kentaro เจ้าของผลงานที่คอการ์ตูนแทบไม่มีใครไม่รู้จักอย่าง Berserk ได้ไปร่วมงานนี้ด้วย

ภายในงานดังกล่าว เหล่าบรรณาธิการผู้รับผิดชอบนิตยสารการ์ตูนชื่อดังอย่าง Hana to Yume, Betsu Hana to Yume, LaLa, Melody และ Young Animal ได้มาร่วมงานเพื่อวิจารณ์ผลงาน และให้คำแนะนำกับนักเขียนหน้าใหม่ ที่มาร่วมภายในวันงานนี้ ซึ่งสำหรับตัวนักเขียนหน้าใหม่ที่ได้มาร่วมงานนี้จะได้รับคำวิจารณ์จากเหล่าบรรณาธิการแล้ว ยังได้ฟังบรรยายจากนักเขียนการ์ตูนโดยตรง ในหัวข้อ “ป้ายบอกทางสำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนอะไรยังไง” ซึ่ง อ.Miura ผู้บรรยายในวันนี้ได้ให้ข้อคิดไว้กับเหล่านักเขียนหน้าใหม่ที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ว่า “การที่ได้ฟังคำแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนที่เริ่มเอาผลงานมาเองแบบนี้ คือสิ่งจำเป็น” ก่อนที่จะกล่าวต่อไปว่า “เพราะเป็นการบรรยายครั้งแรก จะพยายามช่วยให้คำแนะนำให้ได้หลาย ๆ อย่างครับ” จากนั้นการบรรยายเกี่ยวกับแนวคิดไอเดีย ตัวละคร และการแต่งเนื้อเรื่อง ก็ได้เริ่มต้นขึ้น…

เริ่มต้นด้วยหัวข้อไอเดีย อ.Miura ได้กล่าวว่า “วิธีการคิดไอเดียนั้นมีอยู่ 4 แบบ” ซึ่ง “แบบจับมารวมกัน” คือ 1 ใน 4 แบบนั้น อ.Miura ได้ยกตัวอย่างของเรื่องที่ใช้การคิดเนื้อเรื่องแบบจับมารวมกันนี้ เช่น Girls und Panzer ที่นำเอา “รถถัง” มารวมกับ “กิจกรรมชมรม” หรือ Kantai Collection ที่เกิดจากการนำเอา “สาวสวย” และ “เรือรบชื่อดัง” มารวมกัน หรือจะเป็นแนวที่นำเอา “อาหารการกิน” มารวมกับ “แฟนตาซี” อย่าง Isekai no Shokudou ก็เจ๋งไม่แพ้กัน ซึ่ง อ.Miura ได้วิเคราะห์ให้ฟังว่า “ข้อดีของมันคือภาพลักษณ์ที่ดูดี มีอิมแพกต์ที่หนักหน่วง และง่ายต่อการนำไปต่อยอดเป็นสื่อในรูปแบบอื่น หรือสินค้าต่าง ๆ ถ้าบอกว่าเป็นเรื่องแนวต่างโลกอย่างเดียว มันก็มีอยู่ถมไป ต้องทำให้เป็นเรื่องที่เตะตาและเป็นผลงานที่ดีให้ได้ ดังนั้นการใช้ประสบการณ์และความรู้ประกอบกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ข้อเสียของมันคือจะขาดความสมจริง ซึ่งอาจจะเป็นที่นิยมในกลุ่มโอตาคุ แต่สำหรับการเป็นที่รู้จักในวงกว้างนั้นยากนัก”

จากนั้น อ.Miura ก็ได้อธิบายเกี่ยวกับวิธีการคิดไอเดียแบบอื่น ๆ ที่เหลือ เช่น “แบบลึกซึ้ง” ที่เด่นในการคิดอยู่กับไอเดียอย่างใดอย่างหนึ่งจนถี่ถ้วน, “แบบแรงบันดาลใจ” ที่ตัดสินกันด้วยมุมมองของผู้เขียน, “แบบปรับให้ทันสมัย” ที่เกิดจากจุดด้อยของ “แบบลึกซึ้ง” ซึ่งจะทำให้ผลงานที่สร้างออกมานั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง โดยแต่ละแบบนั้นมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป สำหรับผลงานของ อ.Miura เองอย่าง “Berserk” นั้น เป็นประเภท “แรงบันดาลใจ” โดยอาศัยการถ่ายทอดเรื่องราวเพิ่มเติมออกมาจาก “ดาบยักษ์” ของ Guts ที่เป็นจุดเริ่มต้นนี่เอง

มาที่หัวข้อถัดไป คือ “ตัวละคร” ซึ่งมีจุดสำคัญในการออกแบบคือ “ต้องถึงที่สุด” และ “มีเอกลักษ์ชัดเจน” โดย อ.Miura ได้ยกตัวอย่างว่า “อย่างในผลงานเรื่อง Berserk ของผม ตัวละคร Mozgus นี้เป็นตัวละครที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนมาก มีความศรัทธาในศาสนาอย่างไม่หวั่นไหว ซึ่งเป็นตัวละครที่มาจากการสรุปคีย์เวิร์ดคำว่า “แข็งทื่อ” เป็นการสร้างจุดเด่นตัวละครด้วยการสรุปความหมายของคีย์เวิร์ดหนึ่งขึ้นมาครับ” และแนะนำว่า “ปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาจนแตกย่อยออกมาหลากหลายมาก ตัวอย่างเช่นการนำคีย์เวิร์ดว่า Tsundere, Cool, Oresama, Hetare ฯลฯ มารวมกันเพื่อสร้างเป็นตัวละคร การอาศัยคำใดคำหนึ่งแทนการแสดงตัวละคร จะทำให้สะดวกต่อการสร้างตัวละครครับ” และ “การออกแบบตัวะละครจากรูปลักษณ์ภายนอกก็ดี ถึงจะบอกว่าคนเราตัดสินจากภายนอกไม่ได้ก็เถอะ แต่การทำความรู้จักก็เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอกนี่เอง เพราะฉะนั้น ในการ์ตูน Seinen จึงได้เน้นเรื่องรูปลักษณ์ตัวละครเป็นสำคัญ แบบที่ว่ากำหนดรูปที่เห็นก่อน แล้วค่อยมากำหนดนิสัย หรือองค์ประกอบภายในกันทีหลังเลยครับ”

 

อ.Miura ยังกล่าวว่า “หากตัวละครในเรื่องถูกออกแบบมาไม่เข้ากับตัวเรื่อง ปัญหาก็จะเกิดตามมาแน่นอน” พร้อมทั้งอธิบายว่า “การออกแบบโดยคำนึงถึงความเกี่ยวข้องกันของตัวละครจึงเป็นเรื่องสำคัญ” “ก่อนอื่นจึงต้องกำหนดตัวละครหลักขึ้นมา จากนั้นค่อยกำหนดตัวละครอื่น ๆ” อย่างในเรื่อง Berserk ที่มี Guts เป็นตัวเอก ตัวละคร Griffith ที่เป็นฝั่งตรงข้ามจึง “เป็นตัวละครที่สื่อถึงความใจร้อน, ชอบการต่อสู้ และโดดเดี่ยว” ส่วนตัวละคร Pack นั้นประกอบไปด้วยคำว่า “พักหายใจ, หัวเราะ, ผู้ทำลายความตึงเครียด” สำหรับตัวละคร Casca นั้นเป็น “ตัวละครที่สื่อถึงความรู้สึกผิด, ร้อนรน, โศกเศร้า” ซึ่ง อ.Miura ได้ให้เทคนิคเกี่ยวกับการสร้างตัวละครโดยเทียบกับผลงานของตนเองไว้อีกว่า “เพราะอยากจะให้ Guts ได้แสดงสีหน้าออกมาแบบนั้นแบบนี้ ถึงได้สร้างตัวละครขึ้นมาหลายแบบ เพื่อให้ตัวเอกได้แสดงสีหน้าที่หลากหลายออกมาครับ”

และ “การนำเอาความสัมพันธ์กับคนรอบตัวของตัวเองมาเขียนลงในการ์ตูน ก็สำคัญ ยิ่งเป็นเรื่องจริงยิ่งมีพลัง และมีเสน่ห์ครับ ผมรู้เพราะผมก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน แต่กลุ่มโอตาคุนั้นเขามองว่าเรื่องของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่โต แถมยังน่าเบื่อ ดังนั้นจึงต้องวาดมันออกมาเป็นการ์ตูน แต่ถ้าหากจะให้มันกลมกลืนไปกับการ์ตูน ก็ต้องตัดออกจากความเป็นจริงให้ขาด อย่างตัวละครกองพันเหยี่ยวของผม ก็มาจากความสัมพันธ์ของตัวผมกับเพื่อนในสมัยมัธยมปลาย ที่ผมใส่ตัวละครกลุ่มกองพันเหยี่ยวลงไปในเรื่อง เพราะคิดว่าจะสามารถคว้าเอาความสนใจของแฟน ๆ ไว้ได้ครับ” อ.Miura กล่าวสำทับ

หัวข้อสุดท้ายคือการพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง อ.Miura ได้บอกว่า “ในโลกของการ์ตูนนั้น มันมีสิ่งที่เรียกว่า “แม่แบบ” อยู่ ซึ่งมันเยี่ยมมากจนถูกใช้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้งในหลาย ๆ ผลงานเสียด้วย” ยกตัวอย่างเช่น “สไตล์กัปตัน” ที่มักจะมาในรูปแบบของ “ชมรมที่อ่อนแอจนใกล้จะถูกยุบ ภายใต้บรรยากาศความสิ้นหวัง จู่ ๆ ก็มีตัวเอกสุดเทพโผล่ขึ้นมา และถูกขอร้องให้เข้าร่วมชมรม ก่อนที่ชมรมจะถูกยุบในอีกไม่ช้า พอเข้าชมรมมาแล้วก็จะต้องเจอกับดราม่าของชมรม ของสมาชิกชมรม แต่ทุกคนก็จะร่วมมือผ่านมันไปได้ และเติบโตไปด้วยกัน ลงท้ายที่ตัวเอกจะต้องมาเจอกับกิจกรรมชมรม ที่ตัวเองเคยเข้าร่วมด้วยเมื่อนานมาแล้ว”

ตัวอย่างของเรื่องที่ใช้ “แม่แบบ” นี้ เช่น Girls und Panzer และ Saki หรือแม่แบบอื่น ๆ เช่น “สไตล์ YAWARA!” “สไตล์เชน” และยังมีการแนะนำผลงานที่ใช้แม่แบบเหล่านี้ พร้อมกล่าวว่า “แม่แบบนั้นไม่มีลิขสิทธิ์ และจะเป็นเรื่องที่ดีมากหากบรรณาธิการรู้จักแม่แบบที่หลากหลาย และสามารถให้คำแนะนำกับผู้เขียนได้” “ในตอนที่พวกคุณยังเป็นนักเขียนหน้าใหม่ การคิดว่าอะไรที่ “แปลกใหม่ และ “เป็นออริจินอล” เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แน่นอนว่าการคิดแบบนี้ก็เป็นเรื่องดี แต่ “แปลกใหม่” และ “เป็นออริจินอล” นั้น ไม่ได้แปลว่ามันจะมาพร้อมกับ “สนุก” และ “มีเสน่ห์” เสมอไป แม้ “แม่แบบ” จะเป็นสิ่งที่ดูซ้ำซากจำเจ แต่มันก็เป็นสิ่งที่มีความน่าเชื่อถือสูง และถูกสืบทอดข้ามผ่านกาลเวลา ถ้าได้ใช้มันในการเขียนการ์ตูน คงจะเป็นเรื่องที่สุดยอดไปเลย”

นับเป็นอีกหนึ่งคำแนะนำจากมือโปรที่มอบให้กับนักเขียนหน้าใหม่และผู้ที่สนใจจะเข้ามาแสดงฝีมือบนเส้นทางนักเขียนการ์ตูน แม้ในตอนนี้เราไม่รู้ว่าจะได้อ่านผลงานตอนใหม่ของ อ.Miura อีกเมื่อไร (ด้วยปัญหาสุขภาพ) แต่ก็หวังว่าอย่างน้อย คำแนะนำจาก อ.Miura จากงานครั้งนี้ คงเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลาย ๆ คนได้บ้างล่ะนะ

Source: Natalie

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !