[Special Scoop] เปิดใจ บก.ยูตะ แห่งสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ “ทำไมหลายเรื่องถึงไม่ได้ไปต่อ”

1
7,684 views

“ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็อ่านการ์ตูนมาตลอด”

คือสิ่งที่เป็นตัวผมครับ และเชื่อว่าเพื่อน ๆ ที่ได้อ่านบทความนี้เองก็คงจะเหมือนกัน รักในการ์ตูนและชื่นชอบที่จะได้อ่านมันเช่นกัน แต่ก่อนนั้น หนังสือการ์ตูนแบบรูปเล่มเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ได้เข้ามาเติมเต็มชีวิตในวัยเด็กของผมให้สนุกสนานมากยิ่งขึ้นก็จริง

…แต่เมื่อเติบโตขึ้นมา โลกมันก็เปลี่ยนไป

ยุคสมัยของหนังสือการ์ตูนก็ย่อมต้องได้รับผลกระทบและมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และแน่นอนว่าสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ที่ออกหนังสือการ์ตูนเหล่านั้นออกมาให้เราได้อ่านกันก็ย่อมต้องได้รับผลกระทบด้วย ในครั้งนี้ ผมจะขอพาเพื่อน ๆ ทุกคนไปพูดคุยกับ คุณ พิธูร ตีรพัฒนพันธุ์ หรือ บ.ก ยูตะ แห่งสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจกันครับ เราจะมาไขข้อข้องใจที่หลาย ๆ คนสงสัยกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสำนักพิมพ์นี้ ทำไมถึงออกช้า ทำไมถึงไม่ออกเล่มต่อ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามชมกันเลยครับ

สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจนั้นก็อยู่คู่กับวงการการ์ตูนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 55 ปี แล้ว บ.ก ยูตะได้เล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นของสำนักพิมพ์นี้ว่า

“สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจแรกเริ่มเดิมทีนั้นมีที่มาจากการเป็นโรงพิมพ์ธรรมดาที่รับพิมพ์งานทั่ว ๆ ไป พวกพิมพ์ปฏิทิน พิมพ์โปสเตอร์ดารา อะไรแบบนี้ จนกระทั่งมีรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งมี่มีความรู้เกี่ยวกับการพิมพ์ได้มาติดต่อขอให้โรงพิมพ์แห่งนี้ร่วมลงทุนในการพิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่น พวกพี่ ๆ กลุ่มนี้เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มคนผู้บุกเบิกวงการและนำพาหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นให้เข้ามาเป็นที่รู้จักในประเทศไทยเลยก็ว่าได้

โดยพวกเขาจะเป็นผู้จัดทำกระบวนการในการพิมพ์ขึ้นมาตั้งแต่การคลีน แปล จัดหน้า ต่าง ๆ ให้ทั้งหมด โดยให้ทางโรงพิมพ์เป็นผู้จัดพิมพ์เท่านั้น จากการพูดคุยและทดลองทำกันมาเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจในยุคแรก ๆ นั้นจะเป็นการ์ตูนฮีโร่เสียส่วนใหญ่ และก็ได้มีการหยิบเรื่องอื่น ๆ มาพิมพ์อีกด้วย จนกระทั่งสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจได้เปลี่ยนโมเดลธุรกิจมาลงที่การออกหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และได้มีการเข้าสู่ยุคการออกหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างถูกลิขสิทธิ์ และกลายเป็นสำนักพิมพ์ที่ออกหนังสือการ์ตูนคุณภาพมากมายหลายต่อหลายเรื่องนับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันให้พวกเราได้อ่านกันมาโดยตลอดนั่นเอง

แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อความเปลี่ยนแปลงของโลกได้เดินทางมาถึง การถือกำเนิดของนวัตกรรมที่เรียกว่า อินเตอร์เน็ต ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกมากมาย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ รสนิยมของนักอ่านเองก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน เราจะสังเกตได้จากเรื่องใกล้ ๆ ตัวอย่างเช่นการติดตามข่าวสารต่าง ๆ จากปกติที่จะไปซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านกันทุกเช้า หรือเปิดโทรทัศน์ดูข่าวกัน

ทุกอย่างถูกสิ่งที่เรียกว่า Facebook เอย Twitter เอย เข้ามาแทนที่ไปเสียแล้ว

ด้วยการที่สามารถอัพเดทเรื่องราวจากทุกมุมโลกได้ภายในไม่กี่คลิก แน่นอนว่ามันก็ส่งผลไปถึงหนังสือการ์ตูนเช่นกัน ร้านเช่าหนังสือการ์ตูน ร้านขายหนังสือการ์ตูนเองก็ปิดตัวลงไปมากมายดังที่ได้ทราบกัน นอกจากนี้ยังมีการมาของ เว็บ Scan เถื่อนที่สร้างความลำบากให้กับสำนักพิมพ์ลิขสิทธิ์มากมาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ทำให้สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจเองก็ต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์เหล่านี้ด้วยเช่นกัน

“ทางวิบูลย์กิจเองในช่วง 4 – 5 ปีที่แล้วก็ได้ประสบกับปัญหายอดขายที่ลดลง และก็ได้มีการหาทางแก้ปัญหาเหล่านั้นมาอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดเราก็พบคำตอบว่า เราเองก็ไม่สามารถพยุงสถานการณ์เหล่านี้ต่อไปได้อีกแล้ว เราไม่สามารถพิมพ์หนังสือมากมายออกมาเพื่อให้มันกลับไปอยู่ในสต๊อคโกดังได้อีกแล้ว และสิ่งที่พวกเราตัดสินใจทำก็คือการบอกกับนักอ่านตรง ๆ ว่าเราไม่สามารถออกการ์ตูนเหล่านั้นได้อีกแล้ว การที่เราประกาศไปตรง ๆ แบบนี้ไม่ใช่ว่าจะลอยแพแต่อย่างใด ทั้งหมดก็เพื่อตัวเราเองด้วย และเพื่อนักอ่านด้วย

อย่างเช่นการที่เราประกาศยุติการออกหนังสือการ์ตูนเรื่อง Berserk ไป ก็มีสำนักพิมพ์อื่นที่มีความพร้อมกว่าเรารับไปออกเล่มต่อ อย่าง โอตาคุน่องเหล็กก็เหมือนกัน เขาได้ไปก็เอาไปออกเล่มต่อซึ่งเร็วมาก ๆ ด้วย นั่นก็เป็นเรื่องที่ดี ขนาดผมเองยังซื้ออ่านต่อเลยนะ ผมคิดว่าเราพูดกันตรง ๆ แบบนี้ดีกว่าจะมากั๊กเอาไว้แล้วให้นักอ่านรอโดยไม่รู้ว่ามันจะได้ออกต่อตอนไหน

เมื่อมองในแง่ของธุรกิจแล้วแนวคิดของทางวิบูลย์กิจเองก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันถูกต้อง แม้จะไม่ถูกใจนักอ่านอย่างเรา ๆ แต่มันก็เป็นเรื่องจริง การทำธุรกิจต้องมีผลกำไรไม่อย่างนั้นจะทำไปเพื่ออะไร? สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ได้มีแต่เพียงด้านเดียว หากเพื่อน ๆ ลองเปิดใจรับฟังในจุดนี้บ้างก็คงน่าจะพอเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันของสำนักพิมพ์ต่าง ๆ กันมากขึ้นนะครับ

แต่ใช่ว่าทางวิบูลย์กิจจะหยุดออกหนังสือการ์ตูนเหล่านั้นไปเสียทั้งหมด บ.ก ยูตะเองได้พูดถึงทิศทางการปรับตัวของทางวิบูลย์กิจให้เราได้ฟังกัน ทางวิบูลย์กิจเองได้มีการออกหนังสือการ์ตูนในรูปแบบของ E-Book มากขึ้น ซึ่งยอดการดาวน์โหลดนั้นเป็นที่น่าตกใจพอควรเลยทีเดียว พอมาถึงตรงหัวข้อนี้ บ.ก ยูตะก็ได้เล่าให้พวกเราฟังว่า

“พวกเราได้เริ่มออกหนังสือการ์ตูนในรูปแบบ E-Book มาได้สักพักแล้วครับ ซึ่งผลตอบรับเองมันค่อนข้างดีทีเดียว เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันก้าวไปแบบเร็วมาก ๆ และราคาของหนังสือการ์ตูนแบบรูปเล่มเองก็สูงขึ้นด้วยเนื่องจากต้นทุนมันสูงขึ้น ลองนึกถึงว่าการ์ตูนเล่มละ 70 – 80 บาท เผลอ ๆ หลัก 100 ก็มี ซึ่งมันแพงกว่าข้าวมื้อนึงไปแล้ว ไหนจะมีค่าเดินทางเพื่อออกไปซื้อหนังสือการ์ตูนอีกล่ะ

ไม่ใช่แค่ตัวสำนักพิมพ์ แต่นักอ่านเองก็จะไม่ไหวเหมือนกัน

ถ้าหากว่าเออเรานั่งอยู่เฉย ๆ อยากอ่านการ์ตูนทำไงดี ลองเปิดแอพขึ้นมามีหนังสือการ์ตูนให้เลือกซื้อกันง่าย ๆ บนเน็ต จ่ายเงินปุ๊บได้อ่านแบบแปลไทยถูกลิขสิทธิ์ทั้งเล่ม แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ?”

พอได้ฟังแนวทางการปรับตัวแบบนี้แล้วเราก็เริ่มสงสัยว่า ในเมื่อเข้าสู่ยุค E-Book แล้ว ในส่วนของการ์ตูนเล่ม ทางวิบูลย์กิจจะมีแนวทางปรับตัวอย่างไรบ้างล่ะ? 

“ในส่วนของการ์ตูนเล่มนั้นเราเองก็ยังจะพยายามออกหนังสือเล่มใหม่ ๆ กันอยู่ ไม่ได้ทิ้งไปไหน เพราะสำหรับนักเขียนบางคนนั้น เขาก็ไม่อนุญาติให้เอาผลงานของเขาไปทำเป็น E-Book เลย เขายังเชื่อมั่นในพลังของหนังสือการ์ตูนแบบเล่มอยู่ สำหรับเรื่องเหล่านั้นเราเองก็จะพยายามออกเป็นหนังสือเล่มต่อให้ได้อ่านกันอย่างแน่นอน ขอให้พวกเราได้เตรียมความพร้อมกันอีกสักนิด ที่ผ่านมาเราเองก็ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและหาทางออกกันอยู่ แน่นอนว่าการออกการ์ตูนแบบรูปเล่มต้องมีต่อแน่นอน โดยในเร็ว ๆ นี้จะมีข่าวดีมาบอกกันให้ทราบอีกครั้งแน่ ๆ ครับ”

มาถึงตรงจุดนี้พวกเราคงได้คำตอบกันแล้วว่า เพราะเหตุใดถึงได้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมายกับสำนักพิมพ์ที่อยู่คู่ฟ้าเมืองไทยมาอย่างยาวนานแบบนี้ ผมเองก็อยากให้เชื่อมั่นในเหล่าทีมงานของวิบูลย์กิจกันว่าทุกคนกำลังพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะให้วงการการ์ตูนไทยก้าวไปข้างหน้า แม้ว่าอาจจะต้องปรับเปลี่ยนหรือลดอะไรลงไปบ้าง แต่ถ้าเพื่ออนาคตแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดไม่ใช่หรือ?

สำหรับใครหลาย ๆ คนที่อาจจะตัดสินวิบูลย์กิจกันไปแล้ว ผมอยากให้ลองมองในอีกมุมดูบ้างครับ ว่าจริง ๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องออกช้า หรือไม่พิมพ์ต่อเนี่ย ในทางค้าขายแล้วไม่ว่าใครก็คงไม่อยากทำหรอกครับ แต่ด้วยเหตุจำเป็นมากมายแล้วเรื่องเหล่านั้นมันก็ต้องเกิดขึ้นในสักวันหนึ่ง เพียงแค่เปิดใจยอมรับและปรับตัวก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปใช่ไหมล่ะครับ?

คุยกันนอกรอบ

ผมได้มีโอกาสพูดคุยถึงเรื่องราวของการ์ตูนในดวงใจของ บ.ก ยูตะ ที่อยากแนะนำให้ได้ลองอ่านกัน ซึ่ง บ.ก ยูตะ ก็ได้แนะนำเรามา 3 เรื่องดังนี้

1.Ai and Makoto (Siam Inter Comics)

เรื่องราวความรักของเด็กหนุ่มผู้เหลวแหลก กับเด็กสาวที่เกิดในตระกูลร่ำรวย Ai และ Makoto ได้พบกันครั้งแรกในช่วงวัยเด็ก โดยที่ Ai นั้นไปเล่นสกี แต่เกิดพลัดเข้าไปในเส้นทางที่อันตราย เธอได้ถูกเด็กผู้ชายคนหนึ่งช่วยชีวิตเอาไว้ และด้วยเหตุนี้เองเธอจึงได้ฝากแผลเป็นรูปจันทร์เสี้ยวเอาไว้บนหน้าผากของเด็กชายคนนั้นด้วย เมื่อทั้งสองเติบโตขึ้นก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ทว่า Makoto นั้นได้กลายเป็นนักเลงไปเสียแล้ว Ai จึงพยายามช่วยเหลือและฉุดดึง Makoto ขึ้นมาให้กลับสู่เส้นทางที่สดใสอีกครั้ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ บ.ก ยูตะยกให้เป็นอันดับหนึ่งเลย ทั้งเนื้อเรื่อง ทั้งลายเส้น มันดีมาก ๆ เมื่ออ่านถึงตอนจบนี่ถึงกับน้ำตาไหล อยากแนะนำให้ลองหามาอ่านกันดูครับ

2.Cobra เห่าไฟสายฟ้า

ผลงานของอาจารย์ Terasawa Buichi เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เราเข้าใจว่า ผู้หญิงสวยเป็นยังไง ลายเส้นของอาจารย์มีความเป็นตะวันตกค่อนข้างมาก ซึ่งมันสวยมาก ๆ ด้วย ทั้งเนื้อเรื่องและลายเส้นมันสุดยอดมาก ๆ มันคือการ์ตูนเรื่องแรกที่เรารู้สึกว่า อ่านครั้งแรกมันสนุก แต่พออ่านครั้งต่อ ๆ มามันกลับสนุกยิ่งกว่าเดิม น้อง ๆ รุ่นใหม่ ๆ ลองหามาอ่านกันดูนะครับ

เรื่องนี้มีลิขสิทธิ์ในบ้านเราเป็นของทาง Siam Inter Comics ครับ

 

 

 

 

3.Microid S

ผลงานของอาจารย์ Tezuka Osamu เรื่องราวของมนุษย์แมลงที่ต่อสู้กัน เป็นการ์ตูนสมัยเก่าที่สนุกมาก ๆ เป็นการ์ตูนที่อ่านในวัยเด็กแล้วชอบมาก ๆ ก็เลยชอบมาจนถึงทุกวันนี้ครับ

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !