สัมภาษณ์โปรดิวเซอร์ P.A.Works กับการผสานโลกอนิเมะและการท่องเที่ยวให้เป็นหนึ่งเดียว!

0
655 views

จากความสำเร็จของการริเริ่มโปรเจ็คเชื่อมโยงระหว่าง 2 โลก ได้แก่ เมือง Manoyama จากอนิเมะ Sakura Quest และเมือง Nanto ในจังหวัด Toyama ที่อยู่ในโลกแห่งความจริง ให้กลายเป็นเมืองพี่น้องนั้น เราจะเห็นได้ว่าทางสตูดิโอ P.A.Works ได้มีอีกหลาย ๆ โปรเจ็คอนิเมะที่พยายามนำเสนอการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ (ที่ซึ่งสตูดิโอเองก็ตั้งอยู่ด้วย) มาโดยตลอด ตั้งแต่อนิเมะเรื่อง Hanasaku Iroha, Koi Tabi, True Tears, Glasslip และอื่น ๆ อีกมากมาย

เนื่องในโอกาสที่ทาง Akibatan ได้มาร่วมทริป Anime Tour ครั้งสำคัญนี้ เราก็ได้สัมภาษณ์คุณ Kikuchi Nobuhiro ผู้บริหารในตำแหน่ง Producer ของทางสตูดิโอ P.A.Works ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโปรเจ็คต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ ว่าทางสตูดิโอนั้นมีแนวคิด มีการวางแผนการทำงานอย่างไร และในอนาคตมีจุดมุ่งหมายอย่างไร ว่าแล้วก็มาติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ได้เลยครับ

Q: ย้อนกลับไปเมื่อครั้ง Hanasaku Iroha ได้ถูกสร้างขึ้นและใช้ฉากหลังเป็นสถานที่จริง ซึ่งก็ได้กลายเป็นต้นแบบไอเดียของการผนวกสถานที่จริงเข้ากับโลกอนิเมะได้อย่างดี จึงอยากทราบว่าโปรเจ็คนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ในเมื่อเดิมทีเป็นการสร้างอนิเมชั่นขึ้นมาเรื่องหนึ่งเท่านั้น?

A: เมื่อ 3 ปีก่อนที่จะมีการออกอากาศแอนิเมชันเรื่อง Hanasaku Iroha ได้เกิดอุทกภัยขึ้นที่เมืองนี้ ในช่วงแรกที่ออกอากาศเรามีแผนว่าจะเปลี่ยนให้เมืองนี้มีงานเทศกาลใน Yuwaku Onsen แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นงานแบบไหน มีแต่ concept เปล่า ๆ ว่าในเดือนตุลาคมจะมีเทพที่มีร่างเป็นเด็กลงมาในเมือง แต่ไม่รู้วิธีกลับสวรรค์ เลยต้องจัดงานขึ้นมาเพื่อให้เทพมีทางกลับไป พร้อมกับเอาคำขอของผู้คนไปทำให้สมหวังด้วย และอยากให้เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 3 ปี การฟื้นจากอุทกภัย

ในตอนแรกเรายังไม่ได้คิดถึงตอนจบว่าจะนำเสนอเป็นงานเทศกาลสำคัญของเมือง (ตามเนื้อเรื่อง) ส่วนฉากงานเทศกาลที่โผล่มาในช่วงต้นเรื่องก็ยังเป็นเพียงแค่อิมเมจคร่าว ๆ เฉย ๆ ไม่ได้ระบุขนาดของงานหรือขั้นตอนใด ๆ ของงานเลย ฉะนั้นแล้วรายละเอียดของงาน Bonbori Matsuri ได้ถูกคิดขึ้นเอาระหว่างการสร้างแอนิเมชัน ประกอบกับการดูสภาพของเมืองจริง ๆ เพื่อทำให้เกิดความเหมาะสม (เช่นขนาดของเมือง จำนวนคนในเมือง เป็นต้น) จากนั้นจึงจับมารวมกัน และออกมาเป็นเทศกาลอย่างที่เห็น

คุณ Kikuchi Nobuhiro ที่ควบตำแหน่งทั้ง producer และกรรมการของงาน Bonbori Matsuri เองเลยก็กล่าวว่า เราสามารถทำให้อะไรเกิดขึ้นก็ได้ในอนิเมะ เช่นมีหุ่นยนต์ยักษ์โผล่ออกมาจากบึง หรืออะไรอื่น ๆ แต่สำหรับงานนี้ เราต้องคิดเผื่อให้คนในเมืองสามารถทำได้จริง และไม่ยากจนเกินไป เพื่อที่จะได้ทำเป็นประเพณีสืบต่อกันไปได้เรื่อย ๆ โดยเริ่มต้นด้วยการกำหนดตัวคนที่เป็นเสาหลักในการจัดงาน ให้ไม่เกิน 10 คน ก็จะเป็นการริเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ได้

หลังจากที่ตอนสุดท้ายได้ออกอากาศในญี่ปุ่นไปแล้ว 2 อาทิตย์ ก็เริ่มมีการวางแผนที่จะจัดงาน Bonbori Matsuri ขึ้นอย่างจริง ๆ จัง ๆ ยังกลัวอยู่เลยว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ ใจจริงอยากทำงานเทศกาลออกมาให้เหมือนกับในอนิเมะมากที่สุด แต่ในเรื่องดันมีโคมไฟแขวนอยู่เยอะเกินไป จนไม่สามารถทำออกมาให้สถานที่จริงเหมือนกับอนิเมะได้ทั้งหมด ถึงตรงนี้ก็คิดแล้วล่ะว่า “งานเข้าแล้ว”

หลายคนอาจจะดูตอนจบของเรื่องนี้แล้วร้องไห้ด้วยความประทับใจ แต่ผมร้องไห้เพราะจำนวนโคมไฟที่มากเกินไปครับ (หัวเราะ)

Q: ในการจัดงานครั้งแรก เคยถูกคัดค้าน เพราะเป็นงานที่มาจากในการ์ตูนหรือไม่?

A: ก่อนจัดงาน ประเด็นที่ชาวเมืองกังวลกันเป็นเรื่องที่ว่าหากคนมาเยอะ จะรับมือไหวหรือไม่ และที่สำคัญคือกลัว เพราะชาวเมืองส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตกับชนบทเป็นหลัก ประกอบกับไม่รู้จักว่าโอตาคุเป็นลูกค้าแบบไหน ย้อนไปตอนที่เริ่มออกอากาศ True Tears ก็เริ่มมีโอตาคุมาเที่ยวแสวงบุญบ้าง ตอนนั้นไม่มีปัญหาอะไรเพราะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก ๆ แต่สำหรับงานเทศกาลครั้งแรกนี้เป็นงานที่ใหญ่กว่าและจริงจังกว่า ฝ่ายผู้จัดงานก็กังวลมาก เพราะไม่รู้ว่าจะมีคนมามากน้อยเท่าไร เป็นคนกลุ่มไหนบ้าง

พอจบงานครั้งแรก วันต่อมาคนของเรียวกังในเมืองก็ให้ข้อมูลว่าแขกที่มาพักนั้นมารยาทดีมาก ดีกว่าลูกค้าทั่วไปด้วยซ้ำ และไม่มีขยะเลย ทำให้ผู้คนในเมืองชอบลูกค้าโอตาคุกันขึ้นมา ส่วนตัวแล้วมองว่า หากคนเรามีที่ ๆ สำคัญสำหรับตัวเองแล้ว จะให้ความสำคัญกับมันมากจนไม่ทำให้มันสกปรก ดังนั้นแฟน ๆ ผลงานจึงแสดงออกด้วยมารยาทที่ดี และรักษาความสะอาดเป็นอย่างมาก

จากการจัดงานมา 7 ครั้ง ไม่เคยมีปัญหาเลย แต่จากครั้งนี้ที่มีสื่อจากต่างประเทศเข้ามาร่วมงานแล้ว (พวกเราเองนี่แหละ) ต่อไปอาจมีแขกจากต่างประเทศมามากขึ้น และเพราะเป็นคนต่างประเทศ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม เราจึงกังวลว่าอาจจะทำออกมาได้ไม่ดี จึงหวังว่าให้แฟน ๆ ต่างชาติที่สนใจจะมาร่วมงาน ช่วยกันรักษาความดีเหล่านี้เอาไว้ และขอฝากให้สื่อช่วยประชาสัมพันธ์รณรงค์ด้วยครับ

Q: จากที่ผ่าน ๆ มา กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเยือนงานเทศกาล Bonbori Matsuri เป็นนักท่องเที่ยวประเทศไหนบ้าง

A: รายละเอียดส่วนนี้ต้องถามกับทาง Yuwaku Onsen ครับ แต่ส่วนตัวดูแล้วในช่วงแรก เห็นว่า 99% เป็นแฟนผลงานอนิเมะ Hanasaku Iroha เพราะมีการเชิญนักพากย์ของเรื่องนั้นมาร่วมงานด้วย

แต่พอเข้าปีที่ 3-4 เป็นต้นมา ทางเรา (P.A.Works) ก็มีส่วนร่วมกับทางงานน้อยลง ในขณะที่กลุ่มลูกค้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากที่มีการเปลี่ยนแปลงประชาสัมพันธ์เป็นนักแสดงมือสมัครเล่นจากในท้องถิ่น เพื่อให้กลายเป็นงานเทศกาลของท้องถิ่นนี้อย่างเต็มตัว จึงทำให้คนธรรมดา เช่น คู่รัก หรือครอบครัว พากันมาเที่ยวมากขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นจุดมุ่งหมายของทางงานที่ต้องการให้แพร่หลายไปสู่คนทั่วไปด้วยนั่นเองครับ

Q: เดิมทีในเทศกาล Bonbori Matsuri นี้ มีนักพากย์จากอนิเมะมาร่วมงาน แต่ปัจจุบันเมื่อไม่มีนักพากย์มาร่วมงานแล้ว ก็มีการเปลี่ยนเป็นนักแสดงมือสมัครเล่นจากท้องถิ่นมาทำกิจกรรมต่าง ๆ แทน และปัจจุบันก็ไม่ค่อยมีสินค้าเกี่ยวกับอนิเมะ Hanasaku Iroha ออกมามากนักแล้ว ตอนนี้ทางบริษัทมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง?

A: ตอนนี้ช่วยทำแค่โปสเตอร์และสินค้าบางอย่างเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานเท่านั้น เพราะอยากให้โมเดลธุรกิจนี้ไปถึงมือผู้คนในท้องถิ่นมากกว่า ไม่ได้คิดจะให้เป็นโมเดลธุรกิจของทางบริษัท ให้บริษัทอยู่ในตำแหน่งที่สร้างสรรค์ผลงานแอนิเมชันดี ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ ดีกว่าครับ

Q: เพราะอะไรทางบริษัท P.A.Works ถึงได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงาน Bonbori Matsuri น้อยลง?

A: เพราะอยากให้เป็นงานเทศกาลของท้องถิ่น จึงไม่เข้าไปยุ่งในส่วนของการจัดการงานมาก แต่จะช่วยในตำแหน่งของบริษัทผู้สร้างสรรค์แอนิเมชันแทน เช่นการทำโปสเตอร์ตัวละครเพื่อนำไปตกแต่งภายในงาน เป็นต้น ซึ่งแบบนี้จะดีกว่าในระยะยาว แต่จากการเว้นระยะห่างออกมานี้ก็ทำให้รู้สึกเหงาอยู่เหมือนกันครับ

Q: จากมุมมองของ P.A.Works ทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาความนิยมของผลงานไว้ให้ได้นานหลายปี อย่างที่ Hanasaku Iroha (ฉายตั้งแต่ปี 2011) เคยทำไว้?

A: เป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะในตอนที่สร้างก็ใช้เวลานานไม่ว่าจะการเขียนบท การสร้างเป็นผลงาน และขั้นตอนอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นการพยายามทำผลงานให้เป็นที่ชื่นชอบได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

Q: จริง ๆ Hanasaku Iroha ที่อวสานไปนั้น เรื่องราวของตัวละครก็ยังดำเนินต่อไป ซึ่งก็มีแฟน ๆ ชาวไทยหลายท่านคาดหวังที่จะได้ชมภาคต่ออยู่ ทีนี้ด้วยความที่เทศกาล Bonbori Matsuri ประสบความสำเร็จ จะมีโอกาสในการสร้างภาคต่ออีกหรือเปล่า?

A: (หัวเราะ) ตอนนี้ยังไม่มีแผนเลยครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีตลอดไปนะ ได้ทราบว่าแฟน ๆ ชาวไทยถามหากันเยอะมากก็รู้สึกดีใจ ตัวผมเองก็เข้าร่วมโปรเจ็คนี้มาตั้งแต่แรก ส่วนตัวแล้วอยากเห็นภาคต่อเหมือนกัน แต่ว่า แม้แต่ตัวผมคนนี้ที่เป็น No.2 ของบริษัทแห่งนี้ ก็ยังไม่เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องภาคต่อเลยครับ

Q: สำหรับการเซ็นสัญญาเมืองพี่น้องที่เรียกได้ว่าเป็นความแปลกใหม่มาก ฉะนั้นแล้ว แรกเริ่มเดิมทีเลย คอนเซ็ปต์ของ Sakura Quest เริ่มอย่างไรถึงมาสู่จุดนี้ได้?

A: คนพูดออกไอเดียเรื่องนี้เป็นคนแรกคือผมเอง ส่วนระหว่างการทำงานนั้นเป็นเพราะความร่วมมือกันของทุก ๆ คน รวมไปถึงโปรดิวเซอร์จากทาง Toho ด้วย จึงเกิดเป็นผลงานดี ๆ แบบนี้ขึ้นมา และเป็นผลงานที่จะเป็นที่รักของผู้คนไปอีกนาน จากการสะท้อนสิ่งที่ผู้คนในแต่ละท้องถิ่นกำลังพยายามกันอยู่ออกมาได้ดี ซึ่งสิ่งที่พวกเราทำออกมานั้นไม่ใช่มีเพียงแค่ความสนุก แต่ยังมีความลุ่มลึกในเนื้อหา ที่ทุกฝ่ายต้องทำการบ้านกันอยู่นานเลยครับ

Q: เช่นเดียวกับ Hanasaku Iroha อย่างในเรื่อง Sakura Quest เองก็มีฉากงานเทศกาลด้วย ทางบริษัทมีแผนจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงแบบ Bonbori Matsuri อีกบ้างไหม?

A: ในตอนนี้ยังไม่มีครับ เรื่องนี้ไม่เหมือนกับกรณีของ Hanasaku Iroha ที่ทางเมืองนั้นเขาไม่มีงานเทศกาลมาตั้งแต่แรก แต่กับเมือง Nanto ที่เราเพิ่งเซ็นสัญญาลงนามกันไปหมาด ๆ นั้นมีงานเทศกาลของเมืองอยู่แล้ว เราจึงไม่สามารถ และไม่อยากเอางานเทศกาลจากในอนิเมะมาจัดปนกับงานเทศกาลที่มีอยู่จริงของเมืองนี้ครับ

แต่ในทางกลับกัน โปรเจกต์ Sakuragaike Quest ที่มีเป้าหมายในการฟื้นฟูต้นซากุระรอบทะเลสาบที่เริ่มเสื่อมโทรมด้วยอายุกว่า 35 ปีนั้น เรามุ่งหวังจะสนับสนุนผู้คนท้องถิ่นเป็นหลัก และให้แฟน ๆ อนิเมะมาร่วมด้วยช่วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเด็นจากในอนิเมะที่ว่าตัวละครหลักของเรื่องนี้ทั้ง 5 คน อยากสร้างเมืองที่มีต้นซากุระ จึงสามารถมองได้ว่าตรงนี้ก็เป็นจุดประสงค์ที่จะนำสิ่งที่อยู่ในอนิเมะมาสู่โลกจริงแบบ Bonbori Matsuri ได้เหมือนกันครับ

บริษัทของเราก่อตั้งขึ้นและอยู่คู่กับถิ่นนี้มากว่า 17 ปีแล้ว เราอยู่กับผู้คนที่นี่ ไม่ใช่ที่ Tokyo เพราะอยากเน้นว่าเราจะสามารถใช้อนิเมะของเราช่วยให้อะไรกับท้องถิ่นได้บ้าง ปกติการจัดทำอนิเมะซีรี่ส์หนึ่งนั้นนั้นจะใช้เวลา 3-5 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นโปรเจกต์ และใช้เวลากว่า 1 ปีก่อนอนิเมะจะเริ่มออกอากาศ ในการพูดคุยตกลงกับผู้คนในท้องถิ่นว่าต้องการจะสร้างอะไรบ้าง เราจะช่วยอะไรได้บ้าง และไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะจบลงเมื่ออนิเมะออกอากาศจบ แต่สิ่งที่จะดำเนินต่อไปคือความสัมพันธ์ต่อโลกความเป็นจริงที่จะคงอยู่ตลอดไปครับ

Q: ก่อนหน้านี้ ทางรัฐบาลญี่ปุ่นมีการจัดโครงการตามรอยสถานที่ท่องเที่ยวอนิเมะในชื่อ Anime Tourism 88 แต่ไม่มีชื่อของเมือง Nanto จาก Sakura Quest อยู่ด้วย พอจะบอกได้หรือไม่ว่าเพราะอะไรเรื่องนี้ถึงไม่มีอยู่ในรายชื่อโครงการนั้น?

A: เรื่องนี้ ทางทีมงานผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถทำอะไรได้ครับ เพราะการที่จะเป็นได้นั้นต้องถูกเลือกโดยทางรัฐเอง แต่การถูกเลือกก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจ ถึงจะแค่ในบางเรื่องก็ตาม

Q: ผลงานชิ้นต่อไปของ P.A.Works จะมาเป็นรูปแบบภาพยนตร์ฉายโรงในช่วงต้นปี 2018 เรื่อง Sayo-Asa (Sayonara no Asa ni Yakusoku no Hana wo Kasarou) นอกจากงานภาพจะสวยงามน่าสนใจแล้ว สิ่งที่น่าแปลกใจคือคุณ Okada Mari (ผู้เขียนบท Anohana, Hanasaku Iroha, Gundam Blood Orphan ฯลฯ) ที่ปกติจะรับงานเขียนบทอนิเมะเป็นหลัก แต่ครั้งนี้จะมารับหน้าที่เป็นผู้กำกับงานสร้างเลย เพราะเหตุใด?

A: มาจากที่เจ้าตัวบอกว่าอยากทำครับ และจากการที่เขียนบทอนิเมะให้กับบริษัทมาหลายเรื่องแล้ว ท่านประธานจึงให้โอกาสเป็นผู้กำกับเรื่อง Sayo-Asa นี้ แต่ทั้งนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ รายละเอียดเพิ่มเติมแนะนำให้ดูในเว็บไซต์เอาจะดีกว่า

Q: ไอเดียในการใช้ “เส้นไหม” มาประกอบในอนิเมะเรื่องนี้มาจากไหน?

A: บอกได้แค่ว่าที่ปรากฎในเรื่อง Sayonara no Asa ni Yakusoku no Hana wo Kasarou นั้น “ไม่ใช่เส้นไหม” แต่เป็นสิ่งทอที่ดูคล้ายทำจากเส้นไหม สำหรับข้อมูลอื่น ๆ ของเรื่องนี้ยังเผยให้ทราบไม่ได้ครับ นอกจากบอกว่าเพิ่งบันทึกเสียงพากย์จบไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ อยากให้ทุกคนได้ลองดูอนิเมะเรื่องนี้ให้ได้ ตัวผมเองดูแล้วยังร้องไห้เลยครับ (เข้าฉายในญี่ปุ่น 24 กุมภาพันธ์ 2018)

Q: สุดท้ายนี้มีอะไรอยากฝากถึงแฟน ๆ หรือผู้ที่สนใจหรือไม่?

A: อนิเมะก็คือภาพ เป็นสื่อหนึ่งที่สามารถสนุกกับมันได้นานกว่าภาพยนตร์คนแสดง จากนี้ไปจะมีการออกอากาศอนิเมะของเราผ่านทางอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลก (แบบถูกลิขสิทธิ์) เราหวังว่าจะให้ผู้ชมได้พบกับความสนุกสนาน และได้เรียนรู้ไปกับผลงานของเราครับ

และนี่ก็คือความเห็นจากหนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมกับงานผลิตอนิเมชั่นของสตูดิโอ P.A.Works มากที่สุดท่านหนึ่งนั่นเองครับ จะเห็นได้ว่าการคิดสร้างผลงานในแต่ละแบบนั้น ก็จะมีหลากแนวคิดผสมผสานกันไป สำหรับ P.A.Works ที่ต้องเรียกว่า ไม่ใช่สตูดิโอที่ผลิตงานสไตล์ธรรมดา ๆ และยังมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องถิ่นที่อาจจะเรียกได้ว่าชนบทมาก ๆ พวกเขาก็จะมีจุดมุ่งหมายในการสร้างผลงานที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะการมุ่งเน้นการสร้างผลงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นควบคู่ไปด้วยกันนั้นก็เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจมาก ก็หวังว่าบทสัมภาษณ์นี้ จะให้ความรู้และอาจจะตอบคำถามในใจแฟน ๆ ได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

และก็ขอให้ทุก ๆ ท่านร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนผลงานของ P.A.Works กันอย่างถูกต้องเท่าที่เราสามารถทำได้ และก็ขอขอบคุณทั้งทางคุณ Kikuchi Nobuhiro ทางสตูดิโอ P.A.Works และทาง JETRO ที่ให้โอกาสทาง Akibatan เราเข้าสัมภาษณ์ครั้งนี้ด้วยครับ

 

 

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !