พบกับหนังรักญี่ปุ่นน่าดู Kimi no Suizo wo Tabetai : ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ

0
1,044 views

 

สิ้นเดือนนี้ เตรียมพบกับอีกหนึ่งภาพยนตร์ญี่ปุ่นชั้นเยี่ยมจากมงคล ซีนีม่า กับ Kimi no Suizo wo Tabetai : ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ หนังรักสไตล์ญี่ปุ่นที่น่าจับตามองที่สุดก่อนท้ายปี โดยวันนี้เราจะพาไปรู้จักกันมากยิ่งขึ้นกับภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อนฉายจริงกันครับ

Introduction

จากชื่อเรื่องที่ชวนให้รู้สึกสงสัย ภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายที่เรียกน้ำคนทั้งญี่ปุ่นมาแล้ว ในปี 2016 นิยายเรื่องนี้ได้รับรางวัลที่สอง จาก Bookstore Grand Prize และได้รับรางวัลชนะเลิศจาก Yahoo! Search Awards 2016 มาครอง ทำให้ Kimi no Suizo wo Tabetai กลายเป็นนิยายยอดนิยมได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

จากนิยายขายดี ในที่สุด Kimi no Suizo wo Tabetai ก็ได้ถูกหยิบยกมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์คนแสดง โดยเป็นเรื่องราวของ”ยามาอุจิ ซากุระ” รับบทโดย ฮามาเบะ มินามิ ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วยด้วยโรคตับอ่อน โดยมีแค่ “ผม” ที่แสดงโดย คิตะมุระ ทาคุมิ เพื่อนร่วมห้องของซากุระที่รู้เรื่องนี้เพียงแค่คนเดียว

เรื่องราวของภาพยนตร์ จะเล่าผ่าน “ปัจจุบัน” และ “อดีต” ที่ผ่านมาแล้วสิบสองปี ซึ่งเด็กหนุ่มคนนั้นก็ได้เติบโตขึ้นและตัดสินใจมาเป็นครูที่ โรงเรียนเดิม โดยได้ โอกุริ ชุน มารับบท และยังได้คิตางาวะ เคโกะ มาแสดงเป็น “เคโกะ” ที่มาช่วยรื้อฟื้นความทรงจำในวัยเด็กของ “ผม”  ในด้านเพลงประกอบ ได้วง Mr.Children มาสร้างสรรค์เพลง Himawari (ดอกทานตะวัน) ให้ ซึ่งเป็นเพลงที่เปี่ยมไปด้วยท่วงทำนองอันสวยงามและช่วยเติมเต็มความอิ่มเอมให้แก่หัวใจได้เป็นอย่างดี

KIMI NO SUIZO WO TABETAI    คิมิ โนะ ซุยโซ โวะ ทะเบไต  :  ตับอ่อนเธอนั้น ขอฉันเถอะนะ

หากว่าเข้าใจความหมายของชื่อเรื่องได้อย่างลึกซึ้งแล้ว

จะต้องเสียน้ำตาอย่างแน่นอน

Story

ภาพยนตร์ Kimi no Suizou wo Tabetai เล่าเรื่องราวของ ยามากูจิ ซากุระ สาวสวยขวัญใจหนุ่ม ๆ ในโรงเรียนมัธยม และ เด็กหนุ่มหนอนหนังสือผู้ไม่สนใจโลก ทั้งคู่เป็นคณะกรรมการ    ห้องสมุด ซากุระ มีนิสัย ชอบเขียนบันทึก แล้วนำไปวางซ่อนไว้ตามชั้นหนังสือ  วันหนึ่ง เด็กหนุ่ม เจอสมุดบันทึก ที่เขียนว่า “ ฉันกำลังจะตายในไม่กี่ปีต่อจากนี้ “ เขา สืบจนรู้ว่า ซากุระ ป่วยด้วยโรคตับอ่อน หลังจากนั้น เขาก็ใช้เวลาทั้งหมด อยู่กับเธอ จนเธอป่วยเข้าโรงพยาบาล

12 ปีต่อมา เขาได้กลับมาเป็นครูที่โรงเรียนเก่า  และรับหน้าที่ดูแลห้องสมุด ที่นั่น เขาพบความลับบางอย่าง ความลับของหญิงสาวที่อยู่ในหัวใจของเขามาตลอด 12 ปี ความลับที่ถูกซ่อนอยู่ในบันทึกที่เขียนว่า  “ ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ “

คิตะมุระ ทาคุมิ รับบท “ผม”

ผมรู้สึกว่าบทนี้เหมาะกับตัวเองตั้งแต่ตอนที่มาออดิชั่นแล้วล่ะครับ ยิ่งพอได้อ่านสคริปต์ ผมก็ยิ่งเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของ “ผม” มากขึ้น ทำให้ตอนที่ถ่าย ผมรู้สึกว่าทั้งตัวผมและตัวละครมันซ้อนทับกันอยู่เลย

ผมคิดว่าผมสามารถถ่ายทอดบทของ “ตัวละครนี้” ออกมาได้ ตั้งแต่ที่ได้พูดคุยกับผู้กำกับครั้งแรกแล้ว นั่นก็เพราะทั้งผมและผู้กำกับต่างก็มีความประทับใจในตัวละครตัวนี้ตรงกัน แถมยังเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากๆ ที่ผมได้มารับบทเดียวกับโอกุริ ซึ่งเขาเป็นนักแสดงที่ผมให้ความนับถือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ถ้าจะว่าตามตรง ผมรู้สึกเสียใจในความสัมพันธ์ระหว่าซากุระกับ “ผม” มากจริงๆ ครับ เพราะมันคือความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ไม่สามารถเปิดเผยความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างมีอยู่ออกมาได้ ซึ่งนี่ก็ทำให้ผมประหลาดใจมาก ที่ในระหว่างแสดง จู่ๆ น้ำตาผมก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

ถ้าหากว่าได้เข้าไปซึมซับความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนบนจอขนาดใหญ่ ก็จะได้สัมผัสถึงภาพและความสัมพันธ์อันสวยงามที่ดำเนินไปจนกระทั่งจบเรื่อง และก็จะต้องรู้สึกประทับใจในตัวภาพยนตร์ได้อย่างแน่นอน

คิตะมุระ ทาคุมิ

เกิดวันที่ 3 พฤศจิกายน 1997 ที่กรุงโตเกียว

มีผลงานการแสดงครั้งแรกคือภาพยนตร์เรื่อง DIVE (ปี 2008) จากนั้นในปี 2013 ก็ได้เดบิวท์ในนามนักร้องและมือกีต้าร์ของวงร็อค นามว่า DISH ที่ได้มีโอกาสทำเพลงประกอบละครและภาพยนตร์มากมาย อาทิเช่น ภาพยนตร์เรื่อง Girl in The Sunny Place (ปี 2013) Nobunaga Concerto และ Distraction Babies (ปี 2016) รวมถึงละครเรื่อง We’re Millennials Got a Problem? (ปี 2016 / NTV) Aogeba Toutoshi (ปี 2016 / TBS)

ฮามาเบะ มินามิ รับบท ยามาอุจิ ซากุระ

ตอนที่อ่านบทหนัง ฉันเจอบทพูดและฉากที่น่าประทับใจเยอะแยะเลยค่ะ เพราะฉะนั้นก็เลยตั้งหน้าตั้งตาที่จะได้แสดงเรื่องนี้มากๆ ว่าตามตรง ตอนที่เห็นชื่อเรื่องครั้งแรก ฉันรู้สึกแปลกใจมากๆ แต่ว่าพอได้สัมผัสจริงๆ หนังเรื่องนี้กลับพาฉันดำดิ่งไปสู่โลกอันสวยงาม รอยยิ้มของซากุระที่เผยออกมาตลอดเวลา แม้ว่าตัวเธอจะป่วย ก็ยังคงพร้อมที่จะหัวเราะไปกับเพื่อนและครอบครัว เพราะฉะนั้น เวลาที่ต้องแสดงบทบาทนี้ จึงทำให้รู้ว่าเธอต้องพยายามอย่างมากเพื่อที่จะยิ้มออกมา เพราะฉะนั้นก็เลยต้องแสดงออกมาอย่างระมัดระวังค่ะ

ฉันเคยคุยกับผู้กำกับว่ามันยากที่จะจินตนาการถึงความสัมพันธ์ระหว่างซากุระจังและ “ผม” ออก เพราะว่าแม้ว่าทั้งสองคนจะเข้ากันได้ดี แต่ว่าก็ไม่สามารถก้าวข้ามระหว่างคำว่าเพื่อนหรือว่าคนรักได้ แต่ว่าตัวของซากุระจังเองนั้นก็ยังคงซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง ทำให้ชีวิตของเธอในแต่ละวันที่ผ่านไป ล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องยิ้มออกมา ก็หวังว่าความรู้สึกของเธอจะไปกระทบใจผู้ชมให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ค่ะ

ฮามาเบะ มินามิ

เกิดวันที่ 29 สิงหาคม ปี 2000 ที่เมืองอิชิคาวะ ได้รับรางวัลชนะเลิศจาก Toho Cinderella Audition New Generation Award ครั้งที่ 7 ในปี 2011 ซึ่งในปีเดียวกัน ก็ได้เริ่มเดบิวต์ด้วยภาพยนตร์ Hamabe Minami – Ari to Koibumi – และมีผลงานภาพยนตร์โทรทัศน์ที่ดัดแปลงจากอนิเมชื่อดังอย่าง The Flower We Saw That Day (ปี 2015 / CX) ในบทบาทฮมมะ เมโกะ (เมมมะ) และยังมีโอกาสได้ร่วมแสดงละครยาวของช่อง NHK “Mare” (ปี 2015) รวมทั้งเรื่อง Saki ด้วย ซึ่งเธอก็ยังคงมีผลงานออกมาให้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง ในฐานะนักแสดงสาวดาวรุ่ง

โอกุริ ชุน รับบท “ผม” (12 ปี ต่อมา)

นิยายที่เป็นต้นฉบับของภาพยนตร์เรื่องนี้ แค่อ่านชื่อ ก็ดึงดูดให้ผมซื้อมาได้แล้วครับ เพราะแบบนั้น ก่อนที่จะได้มาแสดง ผมก็เลยเคยอ่านนิยายมาก่อนแล้ว โดยในทีแรก ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบพระเอกเท่าไหร่ แต่พอได้ซึมซับเรื่องราวมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายผมก็รักในความเป็นเขาครับ คือดูเผินๆ เหมือนจะเป็นตัวละครที่ยากจะเข้าใจ ทว่ากลับยังคงเข้มแข็ง แม้ว่าจะต้องใช้ชีวิตต่อมาด้วยตัวคนเดียวก็ตาม

ผมตั้งหน้าตั้งตาที่ได้จะแสดงเป็น “ผม” ซึ่งเป็นบทบาทเดียวกับทาคุมิคุงมาก และต้องเอาใจใส่ด้วยว่าบทบาทนี้ในสมัยก่อนทำอะไรบ้าง พอเป็นบทตอนเป็นผู้ใหญ่ ผมก็ต้องแสดงให้สอดคล้องกับการกระทำนั้นๆ

ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนในสมัยเรียนล้วนเป็นไปด้วยควมไร้เดียงสา ไม่มั่นคง ทว่าบริสุทธิ์ ซึ่งก็เต็มไปด้วยความรู้สึกต่างๆ ที่พรั่งพรูออกมา ทำให้ตอนที่ต้องแสดงฉาก “ผม” อ่านบันทึกความเจ็บป่วย ก็เลยทำให้เข้าใจความรู้สึกที่ “ผม” มีต่อซากุระได้ ในการแสดงจะมีฉากที่สื่อให้เห็นถึงความกระอักกระอ่วนในการที่จะพูดคำว่ารักให้อีกฝ่ายได้ฟัง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องใช้แต่ละวันให้คุ้มค่าต่อไปภายใต้ระยะเวลาอันจำกัด

โอกุริ ชุน

เกิดวันที่ 26 ธันวาคม ปี 1982

ตัวอย่างผลงานขึ้นชื่อ

“Space Brothers” “Bayside Shakedaown 4: The Final (ปี 2012) “A Boy Called H” (ปี 2013) “Lupin the Third (ปี 2014) “Galaxy Turnpike” (ปี 2015) “Nobunaga Concerto: The Movie” (ปี 2015) “Terra Formars” “Museum” (ปี 2016) “Gintama” (ปี 2017)

คิตางาวะ เคโกะ รับบท เคียวโกะ

ตอนที่ได้อ่านสคริปต์ครั้งแรก ฉันร้องไห้ให้กับเรื่องราวของซากุระและ “ผม” เป็นบ้าเป็นหลังเลยล่ะค่ะ แต่ว่าพอเข้าใจถึงแก่นของเรื่องราวแล้ว มันกลับทำให้ฉันมีพลังบวกและทำให้ประทับใจมากๆ

เพราะว่าไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไง จึงจำเป็นต้องใช้วันนี้ให้คุ้มค่า และต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “วันนี้จะใช้ชีวิตยังไง” “คำว่าชีวิตนั้นมีความหมายยังไงกันแน่” ซึ่งมันก็ทำให้ฉันเข้าใจมากยิ่งขึ้น เมื่อได้รับชมหลายๆ ฉากความสัมพันธ์ระหว่างซากุระกับ “ผม” ถ้าหากว่าสามารถย้อนกลับไปใช้ชีวิตช่วงม.ปลายได้ ฉันก็อยากจะไปสานสัมพันธ์กับผู้คนให้เยอะๆ

เรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ให้ผู้ชมสะเทือนใจไปกับความเจ็บปวด หรือดำดิ่งไปกับความรักของตัวละคร แต่มันคือเรื่องราวชีวิตไว้วัยรุ่นที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างซื่อตรง ก็เลยหวังว่าจะมีผู้ชมจากหลายๆ ช่วงวัยเข้ามารับชมกัน แล้วพอชมจบแล้ว ก็อยากให้คิดถึงการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน รวมถึงในอนาคตต่อๆ ไปด้วยค่ะ

คิตางาวะ เคโกะ

เกิดวันที่ 22 สิงหาคม ปี 1986 ที่จังหวัดเฮียวโง

ตัวอย่างผลงานขึ้นชื่อ

“The Mamiya Brothers” (ปี 2006) “Last Operations Under the Orion” (ปี 2009) “Paradise Kiss” (ปี 2011) “Hero” (ปี 2015) “Something Like, Something Like It” (ปี 2016)

กว่าจะมาเป็น Let Me Eat Your Pancreas

ทุกวันนี้มีภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับวัยรุ่นถูกสร้างออกมามากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีแนวทางคล้ายๆ กัน จนกระทั่งนิยาย I Want to Eat Your Pancreas ผลงานของ ซูมิโนะ โยรุ ไปเข้าตาโปรดิวเซอร์ อุซุย ฮิซาชิ เข้าอย่างจัง “แม้ว่าตอนที่อ่านชื่อเรื่องครั้งแรก จะชวนให้คิดว่าเป็นนิยายสยองขวัญก็ตาม แต่ที่จริงแล้วมันเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ความดราม่าของมนุษย์ ความดราม่าที่เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทรงพลังมากๆ เพราะช่วงชีวิตวัยรุ่นนั้นมีความพิเศษมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ ผมก็เลยรู้สึกสนใจมากๆ ครับ” ภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมองโลกในแง่ดี ที่ป่วยด้วยโรคตับอ่อน  เป็นเรื่องราวของช่วงชีวิตวัยรุ่นอย่างแท้จริง และเรื่องราวความรักที่ไม่สามารถเปิดเผยออกมาได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีภาพยนตร์เรื่อง Crying Out Love, in the Center of the World ที่เคยสร้างปรากฏการณ์มาแล้วในปี 2004 ซึ่งเรื่องนี้เป็นผลงานโปรดิวซ์โดย ฮารุโนะ เค ซึ่งเคยร่วมงานกับคุณอุซุยมาแล้ว เช่นในภาพยนตร์เรื่อง Tomorrow I will Date with Yesterday’s You แล้วก็ได้มาร่วมงานกันครั้งล่าสุดคือเรื่อง Let Me Eat Your Pancreas

ในภาพยนตร์ จะเล่าเรื่องตั้งต้นจากช่วง 12 ปีให้หลัง เมื่อ “ผม” กลายมาเป็นครูแล้ว ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับการสูญเสียซากุระไป แล้วหลังจากนั้นก็จะเล่าย้อนไปยังช่วง 12 ปีก่อน ที่คราวนี้จะเน้นการใช้สถานที่เป็นส่วนสำคัญในการเล่าเรื่อง เช่น การใช้ห้องสมุดเป็นสถานที่สำหรับเล่นตามหาสมบัติ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ ทีมงานตั้งว่าจะทำขึ้นโดยเคารพต้นฉบับให้มากที่สุด โดยเรื่องราวระหว่าง “ผม” และซากุระ จะไม่เล่าในมุมของเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เพราะประโยคที่ว่า “ฉันอยากกินตับอ่อนของเธอ” นั้น อารมณ์ที่สื่อออกมามันแตกต่างจากความรักไปโดยสิ้นเชิง แต่มันคือคำแทนความสัมพันธ์ที่ต้องถ่ายทอดออกมาอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจความหมายแท้จริงของชื่อเรื่อง

ผู้กำกับ ทสึกิคาวะ โช เป็นคนหนุ่มที่เคยมีผลงานอย่าง I’m Not Just Going to Do What Kurosaki kun Says และ The 100th Love with You มาแล้ว ซึ่งเคยได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์อุซุยและฮารุโนะในเรื่อง Closed Note มาก่อนแล้ว

สำหรับจุดสำคัญของ Let Me Eat Your Pancreas คือการเผชิญหน้ากับความเป็นจริง การถ่ายทอดบรรยากาศ ฉาก และความรู้สึกของที่ผู้กำกับมีลงไป รวมถึงการถ่ายทอดความเปล่งประกายของซากุระ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญยิ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ลงไปด้วย

ฮามาเบะ มินามิ ได้รับรางวัลชนะเลิศจาก 7th Toho Cinderella New Generation 2011 ซึ่งถือได้ว่าเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 10 ขวบ หลังจากเก็บสะสมประสบการณ์มาได้สักพัก ก็ได้รับเลือกมาแสดง Let Me Eat Your Pancreas ซึ่งโปรดิวเซอร์ฮารุโนะได้บอกว่า “เสียง” ของเธอนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เธอได้มารับบทซากุระ “ไม่ใช่เรื่องเกินจริงถ้าจะบอกว่าเธอมีทักษะการแสดงอันโดดเด่น ซึ่งตอนที่เธอต้องอ่านบันทึกนั้น ด้วยพลังของเสียงที่เธอมี ทำให้บรรยากาศของเรื่องราวมันเป็นไปตามที่ควรจะเป็น”

ตัวจริงของฮามาเบะนั้นค่อนข้างมีความขรึมแบบผู้ใหญ่ ทำให้การรับบทเป็นตัวละครที่มีความสดใสอย่างซากุระนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ว่าก็ได้ผู้กำกับคอยให้แนะนำ ด้วยเหตุนี้ ทำให้การเข้าฉากร่วมกันครั้งแรกระหว่างฮามาเบะและคิตะมุระต้องใช้เวลาปรับตัวกันอยู่พักหนึ่ง

วันหนึ่ง ในการถ่ายทำฉากร้าน Desert Paradise (ถ่ายทำที่ร้าน Sweet Paradise สาขาชิโจ เมืองคาวาระ) ซึ่งซากุระต้องเรียก “ผม” ว่า “คุณเพื่อนผู้แสนดี” ต้องมีการถ่ายทำกันอยู่หลายรอบ เพราะสิ่งสำคัญก็คือต้องไม่ให้คำที่ซากุระใช้เรียกนั้น ถูกตีความว่าเป็นการประชดประชัน แต่ต้องให้สื่อออกมาแล้วรู้ว่าเป็นการสื่อออกมาด้วยความรัก

ด้านนักแสดงนำอีกคนหนึ่ง คิตะมุระ ทาคุมิ เขาไม่เพียงแค่เป็นสมาชิกของวง DISH เท่านั้น แต่ว่ายังเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทอีกด้วย โดยเคยมีส่วนร่วมในละครเช่นเรื่อง We’re Millennails Got a Problem และ Aogeba Toutoshi เป็นต้น ซึ่งในคราวนี้เขาได้รับเลือกให้มารับบท “ผม” โดยผู้กำกับให้เหตุผลที่เลือกว่าเสน่ห์ของเขาคือความใสสื่อบริสุทธิ์ ซึ่งฉากที่ต้องอ่านบันทึกความเจ็บปวดแล้วต้องกรีดร้องอยู่ในใจนั้น ก็ทำออกมาได้ดีมากๆ จนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นแค่การแสดงจริงๆ ซึ่งคุณคิตะมุระก็เปิดเผยว่าไม่อายเลยที่ต้องร้องไห้ออกมา เพราะว่ามันคือการปลดปล่อยความรู้สึกที่ถูกเก็บเอาไว้ และความโศกเศร้าเสียใจอย่างถึงที่สุดนี้เองที่เป็นหนึ่งในความเป็นวัยรุ่นอย่างแท้จริง

12 ปีหลังจากการเสียชีวิตของซากุระ ผู้ที่มารับบท “ผม” ที่กลายมาเป็นครูก็คือโอกุริ ชุน ซึ่งเขาเคยร่วมงานกับโปรดิวเซอร์อุซุยมาก่อนแล้วจากเรื่อง Peak: The Rescuers และ Space Brothers ซึ่งการหน้านี้ เขามีผลงานการแสดงที่เน้นหนักไปทางด้านการบู๊ค่อนข้างเยอะ แต่พอมาในเรื่องนี้ บทของคุณโอกุริ จะมีความขรึมอยู่ในตัว ซึ่งการที่ได้เขามาร่วมงาน ก็ช่วยผลักดันศักยภาพของสองนักแสดงรุ่นน้องอย่างฮามาเบะและคิตะมุระได้เป็นอย่างดี อีกทั้งตัวละคร “ผม” นั้นก็เป็นบทบาทที่โอกุริไม่เคยแสดงมาก่อนอีกด้วย นอกจากนั้น ผู้กำกับยังบอกว่าคุณโอกุริมีความกลมกลืนกับพวกเด็กๆ โดยเฉพาะทาคุมิคุงมากๆ

ทางด้านคิตะงาวะ เคโกะ ที่มารับบทเคียวโกะ โปรดิวเซอร์อุซุยก็บอกว่า “บทเคียวโกะต้องได้คุณคิตะงาวะมาเล่นเท่านั้น เพราะว่าเธอมีความสง่างามตรงตามที่ต้องการมากที่สุด” ซึ่งฉากแต่งงานที่เป็นส่วนสุดท้ายของเนื้อเรื่องหลักนั้น ก็สามารถถ่ายทำเสร็จสิ้นได้ในครั้งเดียว โดยไม่ต้องมีการซักซ้อมเลยด้วยซ้ำ โดยที่ฉากไคลแมกซ์นี้ เคียวโกะต้องใจสลาย เมื่อได้อ่านจดหมายฉบับสุดท้าย ซึ่ง เคโกะ เพิ่งรู้เนื้อหาในจดหมายครั้งแรกตอนถ่ายทำนั่นเอง อีกทั้งยังต้องฟังเสียงของซากุระที่ลอยเข้ามา และกล้องที่ค่อยๆ เคลื่อนไปเรื่อยๆ

ผู้กำกับทสึกิงาวะ โช กล่าวว่า “ผมอยากจะถ่ายทำฉากนี้ทีเดียวไปเลย โดยไม่มีการสั่งคัทระหว่างนั้น ซึ่งคุณคิตะงาวะเองก็มีบางส่วนที่ต้องด้นสด ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกมาก เพราะจะมีบางประโยคที่ไม่อยู่ในสคริปต์ แต่มันคือนักแสดงต้องการจะสื่อออกมาเองผ่านตัวละครเคียวโกะ” ซึ่งจุดนี้ทำให้ผู้กำกับประทับใจในการด้นสดมากๆ เพราะยิ่งสวยเพิ่มความลึกให้กับตัวละครยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งเพียงฉากๆ เดียว ก็ทำให้ทั้งผู้กำกับ ทีมงานและนักแสดงคนอื่นๆ ต่างพากันเสียน้ำตาได้อย่างง่ายดาย

ภายในภาพยนตร์ สิ่งที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านช่วงเวลาก็คือสถานที่ ซึ่งสถานที่ๆ ถูกหยิบยกมาใช้ก็คือห้องสมุด โดยที่ห้องสมุดนี้ก็เคยถูกใช้เป็นสถานที่สำคัญในเรื่อง The 100th Love with You มาก่อนแล้วด้วย ซึ่งในคราวนี้ ผู้กำกับเลือกที่จะใช้สถานที่ๆ ซากุระสามารถมองออกไปนอกหน้าต่าง หรือมีระเบียง อีกทั้งยังต้องเป็นที่ๆ มีแสงสว่างลอดเข้ามาผ่านหน้าต่างได้อีกด้วย โดยทีมงานได้ยกกองไปถ่ายทำกันที่อดีตโรงเรียนมัธยมโทโยซาโตะ ที่เขตโทโยซาโตะ อินุงามิ จังหวัดชิกะ ซึ่งที่นี่ก็พร้อมสรรพไปด้วยหนังสือมากมายให้เลือกใช้ โดยนอกจากทีมงานแล้ว กองถ่ายยังได้รับความช่วยเหลือจากอาสาสมัครหลายคน ทำให้ฉากห้องสมุดที่ชวนให้ระลึกถึงความหลังและอบอุ่นเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ โดยการเซ็ตฉากห้องสมุดนี้ ถือเป็นส่วนที่ยากที่สุดของภาพยนตร์

โปรดิวเซอร์อุซุยได้บรรยายถึงความลึกลับของห้องสมุดเอาไว้ว่า “มันไม่เหมือนกับห้องเรียน เพราะว่าห้องสมุดนั้นเคลื่อนไปตามกระแสเวลา มันมีความเงียบสงบ และชวนให้ระลึกถึงความหลังได้ง่ายมาก ซึ่งห้องสมุดนี้เองก็เคยร่ายมนต์ให้กับเรื่อง Love Letter ผลงานของผู้กำกับชุนจิ อิวาอิ มาก่อนแล้วด้วย ซึ่งไม่มีสถานที่ไหนอีกแล้วที่จะสร้างความอัศจรรย์ใจได้ดีเท่ากับห้องสมุด และมันจะต้องเป็นที่ๆ ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของทุกคนได้อย่างแน่นอน”

ด้านเพลงประกอบก็ได้วง Mr.Children มาสร้างสรรค์ผลงานให้ ซึ่งโปรดิวเซอร์อุซุยบอกว่าเพลง Himawari (ดอกทานตะวัน) ของพวกเขา สามารถสื่อแทนความคิด ความรู้สึกของ “ผม” ที่มีต่อซากุระได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเพลงนี้ยังมาช่วยแต่งแต้มสีสันให้เรื่องราวจบลงได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ต้นฉบับ: I Want to Eat Your Pancreas โดย ซูมิโนะ โยรุ

หลังจากอ่านจนจบ ผู้อ่านจะต้องเสียน้ำตาให้กับชื่อเรื่องอย่างแน่นอน

I Want to Eat Your Pancreas เป็นนิยายเปิดตัวในฐานะนักเขียนของคุณสุมิโนะ ที่ว่าด้วยเรื่องราว “ความสัมพันธ์” ของหนุ่มสาวมัธยมปลายสองคนที่ไม่อาจจะก้าวข้ามระหว่างคำว่า “ความรัก” และ “มิตรภาพ” ไปได้ หลังจากวางจำหน่าย ผู้อ่านหลายคนต่างตอบรับเป็นเสียงเดียวกันว่าอ่านแล้วร้องไห้ให้กับฉากสุดท้ายที่คาดไม่ถึง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกประทับใจไปกับการเปลี่ยนผ่านจากช่วงวัยรุ่นไปสู่วัยผู้ใหญ่ ผู้อ่านทุกคนจะได้เรียนรู้และซึมซับความสัมพันธ์ระหว่างซากุระและ “ผม” ที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ความลับของกันและกัน และการเป็น “คุณเพื่อนที่แสนดี โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างซากุระและ “ผม” นั้น ไม่สามารถนิยามด้วยคำว่าเพื่อนหรือคนรักคำใดคำหนึ่งได้ มันคือความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ของวัยรุ่น ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านมากี่ปีแล้วก็ตาม

 

ผู้กำกับ: ทสึคิคาวะ โช

จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ ได้มีโอกาสสร้างสรรค์งานขึ้นมาสี่ชิ้น หนึ่งในนั้นคือผลงานชื่อ “หัวใจ” ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์คุโรซาวะ และได้เข้าร่วม LOUIS VUITTON Journeys Awards 2009 ที่มีหว่อง กาไว เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในฐานะผู้กำกับผู้มีอนาคตไกลจาก The Cinematic and Excellence Award

[ผลงาน] I’m Not Just Going to Do What Kurosaki kun Says (2016) , The 100th Love with You (2017) รวมถึงโฆษณาและ MV อีกมากมาย

โทโมโกะ โยชิดะ  บทภาพยนตร์

[ผลงาน] We Were There part 1 / part 2  (2012) , The Liar and His Lover (2013) , Hot Road , Blue Spring Ride (2014) , Tomorrow I will Date with Yesterday’s You (2016) , ละครยาวของช่อง NHK เรื่อง Warotenka

เพลงประกอบ: Himawari / Mr. Children

ประวัติวง

เดบิวต์ด้วยมินิอัลบั้ม EVERYTHING ในปี 1992 และในปี 1994 ซิงเกิ้ล innocent world ได้รับรางวัลชนะเลิศจาก Japan Record Award ครั้งที่ 36 และซิงเกิ้ล Sign ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศจาก Japan Record Award ครั้งที่ 42 หลังจากนั้นก็มีผลงานยอดเยี่ยมตามออกมาอีกมากมาย จนมาถึงเดือนมกราคม ปี 2017 ทางวงก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ ชื่อ Hikari no Atelier ออกมา และเริ่มเดินสายแสดงทั่วประเทศในชื่อว่า Mr. Children DOME & STADIUM TOUR 2017” ตั้งแต่เดือนมิถุนายน เป็นต้นมา

ซากุไร คาซึโทชิ (Mr. Children)

ความหมายของเพลงนี้คือจากลาอันแสนงดงาม ความเข้มแข็ง ความอ่อนโยน ก็ได้ถูกปล่อยออกมาแล้วครับ ซึ่งทั้งเพลงและภาพยนตร์เรื่องนี้จะมอบพลังให้แก่ทุกคนได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว ยังไงก็ขอฝากด้วยนะครับ

ซูมิโนะ โยรุ

ไม่เคยคิดเลยค่ะว่าจะได้มีโอกาสร่วมงานกับวง Mr. Children โดยส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าเพลงๆ นี้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของภาพยนตร์ เพราะมันช่วยยกระดับเรื่องราวไปได้อีกขั้น และฉันมั่นใจว่าฝีมือระดับ Mr. Children จะต้องสร้างสรรค์เพลงที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดออกมาได้แน่นอน ซึ่งเพลงๆ นี้มีชื่อว่า Himawari (ดอกทานตะวัน) ที่เป็นดอกไม้ที่ชวนให้หลงใหล เหมือนกับที่ทุกคนจะต้องตกหลุมรักซากุระ อีกทั้งเมื่อได้ฟังแล้ว จะต้องช่วยเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนสามารถก้าวต่อไปได้อย่างแน่นอนค่ะ

 

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !