[Scoop] สนทนาภาษาคนการ์ตูน งานหนังสือแห่งชาติกำลังบอกอะไรเราอยู่?

0
6,012 views

ถ้าหากพูดถึงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และ งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ในแง่ของคนการ์ตูนแล้วล่ะก็ จะนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก หนังสือออกใหม่มากมาย? Promotion โดน ๆ ที่รอให้เราไปจับจ่าย? ของแถมเด็ด ๆ ที่พร้อมจะแจกให้ผู้ที่ซื้อหนังสือแบบไม่อั้น? มันก็มีหลายเหตุผล หลายปัจจัยที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งในครั้งนี้เราจะขอหยิบยกเรื่องราวเหล่านี้มาพูดคุยกันในหัวข้อที่ว่า “งานหนังสือแห่งชาติกำลังบอกอะไรเราอยู่” ถ้าพร้อมแล้วล่ะก็ ไปลุยกันเลยครับ!

หนังสือออกใหม่งานหนังสือทำไมจัดหนักแบบนี้ กะเอาให้ตายกันไปข้างเลยหรือไร?

เปิดมาประเด็นแรกก็ร้อนแรงแล้วกับคำถามที่หลาย ๆ คนอาจจะตั้งคำถามนี้กับเหล่าสำนักพิมพ์ทั้งหลายว่า ทำไมถึงต้องกั๊กหนังสือไว้ออกงานหนังสือทีเดียว ทยอยปล่อยออกมาไม่ได้รึไง!? เรื่องนี้มันเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากปัญหาเดิม ๆ ที่เคยพูดถึงกันมาหลายปีแล้ว ทุกวันนี้ยอดขายสิ่งพิมพ์ที่เป็นแบบรูปเล่มนั้นลดน้อยลงมาก สังเกตได้จากนิตยสารต่าง ๆ ทั้งนิตยสารการ์ตูน นิตยสารอื่น ๆ ทยอยปิดตัวกันไปเรื่อย ๆ ในจุดนี้ก็เป็นเรื่องของการปรับตัวกันไปของแต่ละสำนักพิมพ์

การรวมเอาหนังสือออกใหม่มาวางแผงพร้อมกันทีเดียวในงานหนังสือเองก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ถ้าถามว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น? การขายคนทั่วไปที่ไม่รู้ว่าจะเดินเข้าร้านหนังสือวันไหน กับการขายหนังสือให้กับคนที่มาเดินงานหนังสือซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การมาซื้อหนังสืออยู่แล้ว คิดว่าอย่างไหนมันตรง Target มากกว่ากันล่ะครับ?

Promotion ลดราคา กับของแถมยอดสะสมจากใบเสร็จจำเป็นด้วยหรือ?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ใคร ๆ ก็ชอบของถูก ใคร ๆ ก็ชอบของแถม บางคนอาจจะคิดว่า ก็อยากอ่านหนังสือเฉย ๆ ขอแค่ออกไว ๆ คุณภาพดี ๆ จะลดหรือไม่ลดก็ช่างมันสิ! …. แต่เหตุผลนี้มันใช้ไม่ได้กับทุกคนครับ ตราบเท่าที่ยังเป็นมนุษย์ มันก็ยังคงมีความอยากมากมายอยู่ดี

และด้วยเหตุผลในข้อแรกที่พูดถึงเรื่องยอดขายของสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ลดลง Promotion กับของแถมต่าง ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธิ์ที่สามารถใช้กระตุ้นยอดการซื้อสินค้าได้เป็นอย่างดี ของถูก ของดี และมีของแถม ย่อมมีภาษีดีกว่า ของดีอย่างเดียว จริงไหมล่ะครับ?

ราคาหนังสือที่ปรับตัวสูงขึ้นแบบสุด ๆ อยากรู้ว่าตั้งราคาสูงเกินไปไหม?

การตั้งคำถามนี้กับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ เรื่องราคาที่สูงมากนั้น มันเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็มีสิทธิ์ทำได้ครับ แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง เพื่อน ๆ ก็ต้องมองถึงหลาย ๆ ปัจจัยด้วยว่ามันมีองค์ประกอบอะไรบ้างที่ทำให้ราคาหนังสือต้องปรับตัวสูงขึ้นแบบนี้ ซึ่งมันก็มีหลายองค์ประกอบ หลายปัจจัยอย่างเช่น ราคากระดาษสูงขึ้นบ้าง ค่าต้นทุนที่ใช้ในกระบวนการตีพิมพ์บ้าง อัตราความเสี่ยงที่สินค้าจะขายไม่หมดต้องถูกส่งกลับไปดองอยู่ในสต๊อคบ้าง จำนวนเล่มที่เป็นจุดคุ้มทุนที่ถ้าหากพิมพ์ไปจำนวนเล่มเท่านี้ ๆ แล้วขายหมดด้วยราคานี้ก็จะคุ้มทุนบ้าง เรื่องเหล่านี้มันมีความซับซ้่อนมากมายซึ่งจะนำมาสาธยายตรงนี้ก็คงสามารถพูดได้เป็นบทความใหม่หลาย ๆ บทความเลยทีเดียว

ดังนั้นจึงจะขอสรุปหัวข้อนี้แบบย่อ ๆ ว่า การตั้งราคาของแต่ละสำนักพิมพ์นั้นมันมีเหตุและผลในตัวของมันเองครับ ถ้ามองว่าราคามันสูงเกินไปจนจ่ายไม่ไหว ลองพิจารณาเรื่องที่อยากอ่านที่สุดมา แล้วทำเป็น List หนังสือที่จะซื้อในแต่ละครั้ง จะช่วยคำนวนรายจ่ายได้ดียิ่งขึ้น หรือไม่ก็ลองคุยกับเพื่อน ๆ ดูว่า พอจะแชร์กันได้ไหม เช่นเราอยากอ่านเรื่อง A และเรื่อง B ให้เพื่อนที่อยากอ่านเหมือนเราซื้อไปเรื่องหนึ่ง เราซื้อเรื่องหนึ่ง แล้วก็แลกกันอ่าน อะไรแบบนี้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะลดค่าใช้จ่ายลงไปได้ แถมยังช่วยสนับสนุนสินค้าถูกลิขสิทธิ์ได้ด้วยนะครับ

สินค้า Limited แท้ Limited เทียม จะทำออกมาทำไม?

เมื่อพูดถึงสินค้า Limited แล้ว ต้องขออธิบายให้เข้าใจกันก่อน ดังที่เห็นบาง สำนักพิมพ์ทำสินค้าแบบ Limited นี้ออกมา แล้วเหลือเยอะจนกลัวว่าอาจจะเอาไปลงร้านขายทั่วไปหรือไม่… สินค้า Limited นั้น ไม่ได้แปลว่ามันจะถูกจำกัดให้ขายในเฉพาะงานใดงานหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถ้าให้พูดกันแบบตรง ๆ มันก็คือเรื่องของสำนักพิมพ์เขาว่าอยากจะขายสินค้านั้น ๆ ในรูปแบบใด และการทำ Limited นั้น อาจจะไม่ได้หมายความถึงว่าจะขายแค่งานนี้เท่านั้น แต่อาจจะหมายถึงการทำ Limited ที่ขายเฉพาะประเทศนั้น ๆ เท่านั้น ก็ได้ ซึ่งก็ขึ้นกับความตั้งใจของทางสำนักพิมพ์ ที่อาจเป็นไปตามข้อจำกัดทางการผลิต การขาย หรือแม้แต่การบริหารจัดการ

Ex. ชุด Limited Manga Konosuba และ Kemono Friends ที่เป็นลาย Limited ซึ่งภายหลังจากงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติจบลง อาจจะถูกเอาไปวางจำหน่ายที่ร้านอื่นเช่น animate ต่อก็ได้ ซึ่งจุดนี้ก็คงไม่ขอพูดถึงเพราะเป็นสิทธิ์ของสำนักพิมพ์

ที่ยกตัวอย่างมาเพราะมีหลาย ๆ คนพูดว่ามันเป็น Limited เทียม เพราะผลิตออกมาเยอะมาก ๆ คำว่า Limited ในที่นี้ เข้าใจว่ามันเป็นสินค้า Limited ของแต่ละประเทศ ที่ผลิต และขายเฉพาะประเทศนั้น ๆ เท่านั้น ในแง่ของสัญญาการใช้ภาพ จะไม่สามารถนำไปผลิตขายที่ประเทศอื่นได้ ดังนั้นจะเรียกว่า Limited เทียมมันก็คงไม่ถูกเสียทีเดียวนักนะครับ

การเติม Stock ของสินค้าในงานหนังสือ บอกอะไรเราได้บ้าง?

เรื่องของการเติม Stock สินค้าในงานหนังสือเองก็เป็นอีกเรื่องที่สามารถบอกให้เรารู้ว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นอยู่ในตอนนี้ได้เช่นกัน ถ้าจะพูดว่าวันเสาร์-อาทิตย์แรกของงานสัปดาห์หนังสือ คือวันตัดสินว่าหนังสือเล่มไหนขายดี ควรออกต่อให้เร็วที่สุด มันก็ไม่ผิดนัก ลองนึกถึงว่า หนังสือเรื่อง A สมมุติว่าผลิตมา 1,000 เล่ม ขายหมดในสุดสัปดาห์แรกของงานหนังสือ ก็เท่ากับว่ามันจะถูกเพิ่มลงไปในรายชื่อของหนังสือขายดีที่ควรออกเล่มต่อในงานถัดไป แต่ถ้าเล่มไหนเหลือเยอะ ก็ยังชะลอการผลิตลงไปได้ อาจจะเลื่อนไปอีกซักงานสองงาน ลด Priority มันลงไปนิดนึง ดันเล่มที่ขายดีออกมาก่อน เพราะการที่สามารถขายได้หมดนั้น เท่ากับว่าสินค้าจะไม่เหลืออยู่ในสต๊อคให้เป็นต้นทุนมันจมลงไปอีกนั่นเอง

การที่ต้องเลือกแบบนี้เชื่อว่า บ.ก ของแต่ละสำนักพิมพ์เองก็ไม่อยากทำ ไม่อยากถูกตราหน้าว่าดองหนังสือกันหรอกครับ แต่เรื่องของธุรกิจมันต้องพึ่งพาผลกำไรเป็นหลัก ดังนั้นหากท่านอยากอ่านเรื่องไหนก็ช่วยกันซื้อเถิดครับ ถ้าซื้อไม่หมด หรืองบไม่เพียงพอ หลังจบงานสัปดาห์หนังสือ แต่ละสำนักพิมพ์ก็มีเปิดรอบไปรษณีย์อยู่ ก็ยังสามารถสั่งซื้อหลังจบงานกันได้ ลองหาวิธีปรับตัวกันดูครับ เชื่อว่าไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของเพื่อน ๆ แน่นอน

ยังมีประเด็นต่าง ๆ อีกมากมายที่อยากนำมาพูดคุย อยากจะแชร์ให้ฟังกัน ในครั้งหน้าหากมีโอกาสจะหยิบเรื่องราวจากงานหนังสือแห่งชาติมาพูดคุยกันอีก อย่าพึ่งเบื่อกันไปเสียก่อนนะครับ สุดท้ายนี้ก็อยากฝากเอาไว้ว่า แม้อัตราค่าครองชีพมันจะสูงขึ้น สินค้าต่าง ๆ ราคาถีบตัวขึ้น ยกตัวอย่างเช่นหนังสือที่เราชื่นชอบพวกนี้ แต่งานหนังสือแห่งชาติไม่ได้จัดขึ้นทุกวัน หากในแต่ละวันที่เราใช้ชีวิตอยู่นั้นมีการเก็บออมเอาไว้ ก็จะสามารถนำเงินเก็บเหล่านั้นมาใช้จ่ายเพื่องานอดิเรกของเราได้โดยไม่ต้องเบียดเบียนใครเขานะครับ ลองปรับตัวและหาวิธีที่จะอยู่รอดในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้กันดูครับ ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ ทุกคนต้องทำได้แน่นอน!

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !