เหล่าสัตว์หางจาก Naruto มีที่มาจากไหนกันแน่นะ?

0
4,262 views

สำหรับแฟน ๆ ของนินจาคาถา Naruto คงจะคุ้นเคยกับเรื่องราวของ สัตว์หาง ที่ปรากฏตัวในเรื่องกันดีอยู่แล้ว แต่รู้กันหรือไม่ว่า ที่มาของสัตว์หางนั้นมันมาจากไหนกันแน่ ทางทีมงาน Akibatan ก็ได้ลองไปสืบค้นตำนานภูตของประเทศญี่ปุ่นมากมาย และได้ข้อมูลเปรียบเทียบมา ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของสัตว์หางที่ปรากฏในเรื่องนี้ก็เป็นได้ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปหาคำตอบกันเลยดีกว่าครับว่า เหล่าสัตว์หางจาก Naruto มีที่มาจากไหนกันแน่นะ?

Ichibi Shukaku「一尾守鶴」

หนึ่งหางนั้นมีรูปลักษณ์คล้ายกับตัว Tanuki (ทานูกิ) ขนาดใหญ่ยักษ์ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า ภูตทราย เจ้าตัวนี้มีความสามารถในการควบคุมทรายมีพลังในการควบคุมทรายจำนวนมหาศาลใช้โจมตีศัตรูหรือป้องกันตัวเองก็ได้ เจ้าของร่างสถิตย์ของมันที่ปรากฏตัวในเรื่องนี้คือ Gaara

ชื่อของ Shukaku (守鶴) นั้นมีความหมายว่า “นกกระเรียนผู้พิทักษ์” ซึ่งใน Naruto นั้นก็ ตัว Shukaku ก็มีความโดดเด่นในด้านพลังป้องกันเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เข้ากับชื่อของเขาเป็นอย่างมาก ส่วนรูปร่างของเขาก็ดูคล้ายกับตัว Tanuki ในเรื่องเล่าของชาวญี่ปุ่น เชื่อว่า Tanuki นั้นเป็นสัตว์ที่ขี้โกง ขี้แกล้ง มักจะชอบแกล้งนักเดินทางที่เดินทางผ่านป่าให้หลงทาง หรือให้กินอะไรแปลก ๆ ด้วยการแปลงร่างเป็นมนุษย์ หรือภาพลวงตาของสิ่งที่น่ากลัวหลาย ๆ อย่าง และด้วยความที่มันชอบแปลงร่างด้วยใบไม้นั่นเอง ทำให้ถูกหยิบยกมาเป็นตัวละครในการ์ตูนต่าง ๆ มากมาย หรือในการ์ตูนนินจาเรื่องอื่น ๆ อย่าง Hattori ที่เวลาจะใช้คาถาแปลงร่างก็จะมีใบไม้อยู่บนหัว เป็นต้น

ชื่อของ Shukaku ได้ปรากฏในเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเชื่อและตำนาน Yokai ต่าง ๆ ของชาวญี่ปุ่น Shukaku นั้นเป็นชื่อของ Yokai ตนหนึ่งที่มีรูปร่างเป็นนักบวช Tanuki บางตำนานก็เล่าว่ามันมีที่มาจากนักบวชคนหนึ่งแห่ง Nara ได้ถูกสาปให้กลายเป็นปีศาจโดย Yamata no Orochi บางตำนานก็ว่ากันว่าเขาเป็นนักบวชจาก Gunma เขาเป็น Tanuki ที่ออกเดินทางไปกับมุนษย์ในฐานะของนักบวช เผยแพร่คติธรรมและความเชื่อต่าง ๆ ของชาวพุทธให้กับผู้คน ซึ่งทั้งสองเรื่องราวนี้ล้วนแล้วแต่มีจุดร่วมเหมือนกันคือ Shukaku จะเป็นนักบวช Tanuki เหมือนกันนั่นเอง

Nibi Matatabi 「ニ尾又旅」

สองหางนั้นมีรูปลักษณ์เป็นแมว 2 หาง หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า Nekomata เจ้าตัวนี้มีความสามารถในการใช้หมอก ล่องหน และพ่นไฟได้ เจ้าของร่างสถิตย์ของมันที่ปรากฏตัวในเรื่องนี้คือ Yugito Nii นินจาสาวแห่ง หมู่บ้าน Kumogakure

ชื่อของสองหางที่ปรากฏในเรื่องคือ Matatabi (又旅) ซึ่งหมายถึง “การเดินทางอีกครั้ง” พ้องเสียงกับคำว่า Matatabi (マタタビ) ที่หมายถึงต้น Catnip หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า ‘ตำแยแมว’ ซึ่งเมื่อพูดถึงแมวกับการเดินทาง ก็เป็นสิ่งที่แมวนั้นหลงใหลเฉกเช่นเดียวกับ Matatabi

สำหรับเรื่องราวของ Nekomata ที่เป็นรูปลักษณ์ของ Matatabi นั้น เราคงจะพบเจอกันได้บ่อย ๆ จากการ์ตูนหลาย ๆ เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับภูตพราย ชาวญี่ปุ่นนั้นเชื่อกันว่า เมื่อแมวมีอายุเกิน 10 ปี ขึ้นไป จะมีหางภูตงอกออกมาอีกหางหนึ่งและกลายเป็นภูตแมว หรือที่เรียกกันว่า Nekomata นั่นเอง

 Sanbi Isobu「三尾磯撫」

สามหางนั้นมีรูปลักษณ์เป็นปีศาจหอยมีกระดองเต่าขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง มีพลังในการควบคุมพื้นน้ำและสร้างม่านพิษ เจ้าของร่างสถิตย์ของมันที่ปรากฏตัวในเรื่องนี้คือ Karatachi Yagura ที่เป็น Mizukage รุ่นที่ 4 ของหมู่บ้าน Kirigakure

ชื่อของ Isobu (磯撫) นั้นจะเขียนเหมือนกับชื่อของ Yokai ในตำนานของญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Isonade (磯撫で) ในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้น ว่ากันว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายปลาฉลามขนาดใหญ่ มันอาศัยอยู่ในน้ำลึกแถบ แหลม Matsuura ทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น มันมักจะล่มเรือของชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาอยู่บ่อย ๆ ในแต่ละเดือน Isonade จะปรากฏตัวขึ้นมาบนผิวน้ำเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ และทุกครั้งที่มันขึ้นมา จะก่อให้เกิดมรสุมในทะเลอย่างรุนแรง เรือที่อยู่บริเวณแถบนั้นก็จะถูกมันทำลายจนหมดและคนที่อยู่บนเรือทั้งหมดจะกลายเป็นอาหารของมันไปโดยปริยาย

Yonbi Son Goku「四尾孫悟空」

สี่หางนั้นมีรูปลักษณ์เป็นปีศาจลิงกอริล่าตัวใหญ่มีสี่หาง มีพลังในการพ่นไฟและสร้างลาวาที่สามารถหลอมละลายได้ทุกอย่าง เจ้าของร่างสถิตย์ของมันที่ปรากฏตัวในเรื่องนี้คือ Roshi แห่งหมู่บ้าน Iwagakure

ชื่อของเขานั้นมาจากนามของผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน ‘ซุน หงอคง’ หรือ Sun Wukong จากตำนานอัญเชิญพระไตรปิฏกข้ามน้ำข้ามทะเล ไซอิ๋ว นั่นเอง และด้วยนามนี้นั่นเอง Sun Wukong ถึงได้มีรูปลักษณ์คล้ายกับลิงยักษ์เช่นนี้ ซึ่งก็ละม้ายคล้ายกับ Son Goku อีกคนหนึ่งจากเรื่อง Dragon Ball ตอนที่เป็นลิงยักษ์ ซึ่งเขาก็มีขนออกโทนสีแดง ๆ เหมือนกัน (ซึ่ง Son Goku ซุนโกคู ก็คือชื่อสำเนียงญี่ปุ่นของ ซุนหงอคง อีกด้วย)

ในเรื่องเล่า Yokai ของชาวญี่ปุ่นนั้น ก็มี Yokai ที่มีสี่หางเช่นเดียวกัน ชื่อของมันคือ Sokou ในตำนานของชาวญี่ปุ่นนั้นมันเป็นสัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายกับ นกครึ่งหนึ่ง งูอีกครึ่งหนึ่ง อาศัยอยู่ที่บริเวณตีนภูเขาไฟ Fuji

Sokou นั้นมีหางทั้งหมดสี่หางและสามารถลาวาและก๊าซพิษออกมาได้ อากาศบริเวณรอบตัวของ Sokou นั้นสามารถฆ่าคนได้ภายในระยะเวลาไม่กี่วินาที นับเป็นสัตว์ประหลาดที่ดุร้ายและน่ากลัวยิ่งนัก ว่ากันว่าลาวาและก๊าซที่พ่นออกมาตอนที่ภูเขาไฟระเบิดตัวการก็คือเจ้า Sokou ตัวนี้นี่เอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้มันจะต่างสี่หางที่เป็นลิงยักษ์ แต่ก็เป็นอสูรกายที่ดุร้ายและมีความเกี่ยวข้องกับไฟเช่นเดียวกัน

Gobi Kokuo「五尾穆王」

ห้าหางนั้นมีรูปลักษณ์เป็นสุนัขผสมกับกวางตัวใหญ่ มี 5 หาง มีเขาเหมือนกวาง มีพลังในการสร้างภาพลวงตา หางทั้ง 5 ของเขามีพลังจักระรวมอยู่มหาศาล เจ้าของร่างสถิตย์ของมันที่ปรากฏตัวในเรื่องนี้คือ Han แห่งหมู่บ้าน Iwagakure

ชื่อ Kokuo (穆王) นั้นหมายถึง ‘ราชาผู้ควรค่าแก่การเคารพ’ ซึ่งน่าจะมาจากพระนามของกษัตริย์จีนโบราณ Zhou Mu Wang (โจวมู่หวาง 周穆王) ผู้ซึ่งได้ไปเข้าเฝ้าเจ้าแม่ Xi Wangmu (ซีหวางหมู่ 西王母) และได้ทานผลไม้อมตะ ทำให้ร่างกายของเขาดูน่าเคารพยำเกรง ซึ่งมันจะไปผูกกับเรื่องราวของ Han ผู้เป็นร่างสถิตย์ของเขา ที่มีร่างกายใหญ่โตน่าเกรงขาม

และในตำนาน Yokai ของชาวญี่ปุ่น ก็มีเรื่องราวของ 5 หาง เช่นเดียวกัน เรื่องราวของ Houkou ที่มีรูปร่างเหมือนสุนัขตัวใหญ่สีขาว มีหาง 5 หาง หางของมันมีพลังธาตุแตกต่างกันถึง 5 ธาตุ มันสามารถใช้พลังจากหางทั้ง 5 ทำให้เกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรงได้ ตอนที่มันไปท้าสู้กับจิ้งจอก 9 หาง และได้รับบาดเจ็บ มันได้หนีไปซ่อนตัวที่ตีนภูเขาไฟแห่งหนึ่งในเกาะ Kyushu และนับจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นมันอีกเลย

Rokubi Saiken 「六尾犀犬」

6 หาง Saiken นั้นมีรูปลักษณ์เป็นตัวทากที่มีพลังแห่งธรรมชาติมากมายสถิตย์อยู่ในตัว มันสามารถดำลงไปในดินและดึงเอาพลังธรรมชาติขึ้นมาใช้ได้ มันมีความสามารถในการดูดจักระของผู้ที่ต่อสู้ด้วย เจ้าของร่างสถิตย์ของมันที่ปรากฏตัวในเรื่องนี้คือ Utakata แห่งหมู่บ้าน Kirigakure

ที่มาของชื่อ Saiken นั้น มาจากสัตว์ประหลาดในตำนานของจีนสมัยราชวงศ์ฉิน เรื่องมีอยู่ว่า มีผู้ชายคนหนึ่งได้ยินเสียงร้องของสุนัขดังขึ้นใกล้บ้านของเขา เมื่อเขาลองออกไปตรวจสอบดูก็พบรูแปลก ๆ ที่มีขนาดพอแค่ไส้เดือนจะลอดผ่านได้เท่านั้น เมื่อเขาลองขุดลงไปก็พบกับลูกสุนัขคู่หนึ่งที่ตายังไม่เปิดด้วยซ้ำ แต่ขนาดของมันกลับใหญ่โตกว่าสุนัขปกติเสียอีก ในสมัยก่อนชาวจีนเชื่อกันว่าหากได้เลี้ยงสุนัขตัวใหญ่จะทำให้กิจการเจริญรุ่งเรือง แต่ด้วยความที่ตาของพวกมันยังไม่เปิด เขาจึงนำมันกลับลงไปในรูที่ขุดมันขึ้นมาและเอาหินมาปิดไว้ รุ่งขึ้น สุนัขทั้งสองตัวก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย และบ้านของชายคนนั้นก็ประสบพบเจอกับโชคร้ายมากมายประเดประดังเข้าใส่จนวอดวาย

เมื่อย้อนกลับมาถึงเรื่องราวของ Yokai ในตำนานญี่ปุ่นบ้าง เรื่องราวของ Raijuu ที่มี 6 หาง ในตำนานญี่ปุ่นกล่าวว่า มันมีรูปร่างเหมือนตัวบีเวอร์ มีเขี้ยวและเล็บที่แหลมคมมาก เสียงคำรามของมันดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง เดิมทีแล้ว Raijuu นั้นคือเทพแห่งสายฟ้า ทว่า ได้รับคำสาปจาก Yamata no Orochi ให้กลายเป็นปีศาจไป กลายเป็นตัวบีเวอร์ขนาดใหญ่ที่มีหกหางเหมือนกับเทพแห่งสายฟ้าของญี่ปุ่นที่มีกลองหกใบอยู่ด้านหลัง ยามที่มันโกรธ ขนของมันจะกลายเป็นสีทองและเกิดฟ้าร้องฟ้าผ่าไปทั่วบริเวณ

Shijibi Chomei 「七尾重明」

เจ็ดหางนั้นมีรูปลักษณ์คล้ายกับแมลงปอตัวใหญ่ที่มี 7 ปีก มีพลังในการควบคุม ดิน ฟ้า อากาศ และพิษ เจ้าของร่างสถิตย์ของมันที่ปรากฏตัวในเรื่องนี้คือ Fuu แห่งหมู่บ้าน Takigakure

ชื่อของ Chomei นั้นมีความหมายประมาณว่า ‘แสงสว่างที่เจิดจ้า’ ซึ่งมาจากการที่ปีกทั้งเจ็ดของเขาสามารถเปล่งแสงสว่างออกมาได้นั่นเอง และสื่อโยงความหมายของ Chomei ได้ในทางศาสนา ที่หมายถึงพระนาง Sarasvati (พระนางสรัสวดี) ที่ในศาสนาพราหมณ์ถือเป็นเทพีแห่งปัญญา เปรียบกับแสงสว่างของปัญญาที่มาจากความรู้หรือเห็นแจ้งนั่นเอง

ส่วนการที่ตัวเขามีรูปร่างเป็นแมลง 7 หาง (ซึ่งเป็นปีกและหางรวมกัน) นั้น อันที่จริงก็ไม่ได้มีการบ่งชี้ว่าทำไมต้องมีรูปร่างเป็นแมลง เพียงแต่ก็มีแมลงบางชนิดที่สามารถสร้างแสงสว่างจากลำตัวแบบ Chomei ได้ เช่น หิ่งห้อย และก็ยังมีการผสมผสานรูปลักษณ์ของแมลงยอดนิยมในญี่ปุ่นอย่างตัวด้วงกว่างที่เด่นชัดจากส่วนหัวของมัน รวมไปถึงปีกที่เหมือนกับแมลงปอ อันเป็นแมลงนำโชคชนิดหนึ่งของชาวญี่ปุ่นอีกด้วย นับว่าเป็นส่วนผสมของแมลงที่มีความหมายดี ๆ ทั้งนั้นครับ

มาดูตำนาน Yokai ของชาวญี่ปุ่นกันบ้าง Yokai ที่มี 7 หางของญี่ปุ่นคือ Kaku ในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้นเป็นกระรอก 7 หางมีพลังแห่งผืนดินคอยปกป้องอยู่ ถูกยกให้เป็นภูตแห่งความเสียสละในตำนานของเมือง Nagoya  ที่ยอมเสียสละตนเอง ตายจากเหตุดินถล่มเพื่อให้เมือง Nagoya อยู่รอด ทำให้เขาได้รับการบูชาให้เป็นภูตแห่งความเสียสละ

Hachibi Gyuki 「八尾牛鬼」

แปดหางที่ปรากฏตัวในเรื่องนี้มีรูปลักษณ์เหมือนกับวัวตัวใหญ่ที่มีหางเป็นปลาหมึก เขามีพลังทำลายล้างมหาศาลเป็นอย่างมาก แต่ก็ปัญญาอ่อนแบบแปลก ๆ ด้วยเช่นกัน เป็นคู่หูของ Killer Bee น้องชายของ Raikage แห่งหมู่บ้าน Kirigakure

ชื่อของ Gyuki นั้นมาจาก ‘อสูรวัว’ ที่มีตัวเป็นวัว และ ขาเป็นแมงมุม มันเป็นหนึ่งใน Yokai ที่อยู่ในเรื่องเล่าของชาวญี่ปุ่น  เป็นสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ที่โหดร้ายอาศัยอยู่นอกชายฝั่งของจังหวัด Shimane และสถานที่อื่น ๆ ในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น มันจะออกมาโจมตีเรือชาวประมงอยุ่บ่อย ๆ  ภาพวาดของมันมักจะแสดงออกมาคล้ายกับวัวผสมแมงมุมหรือหมึกยักษ์อยู่บ่อย ๆ

แต่ถ้าพูดถึง 8 หาง ในตำนานของญี่ปุ่นนั้นยังมี Yokai อีกตนหนึ่งที่มี 8 หางเช่นกัน แถมยังมี 8 หัวด้วย มันคือ Yamata no Orochi นั่นเอง งูยักษ์ 8 หัว 8 หาง ที่เป็นเจ้าแห่งความชั่วร้ายทั้งปวง ไม่ว่ามันจะไปปรากฏตัวที่ใด ที่แห่งนั้นก็จะมีแต่ความพินาศ ทำให้หมู่บ้านต่าง ๆ ที่ Yamata no Orochi จะผ่านต้องทำการส่งหญิงสาวบริสุทธิ์มาเป็นเครื่องสังเวยแก่มัน ท้ายสุดแล้วมันได้ถูกเทพ Susanoo no Mikoto ปราบลงจนได้ แต่สำหรับเรื่อง Naruto นี้ บทบาทของ Orochi ก็ได้เห็นกันไปจากตัวละคร Orochimaru นั่นเองครับ

Kyuubi Kurama「九尾九喇嘛」

เก้าหาง สัญลักษณ์แห่งความพินาศและการทำลายล้าง  รูปลักษณ์ของมันเป็นจิ้งจอกเก้าหางตัวใหญ่ มีพลังจักระมหาศาล เขาเป็นคู่หูของ Uzumaki Naruto พระเอกของเรื่องนี้นั่นเอง

ชื่อของ Kurama นั้นเอามาจากภูเขา Kurama อันเป็นบ้านของ Sojobo Tengu ผู้เป็นอาจารย์ของ Minamoto  no Yoshitsune นักดาบในตำนานของชาวญี่ปุ่น

มาพูดถึงจิ้งจอก 9 หางในตำนานของชาวญี่ปุ่นกันบ้าง เรื่องราวของจิ้งจอก 9 หางนั้นนั้นได้ถูกเล่าขานในตำนานหลายต่อหลายเรื่อง และก็มีที่มาจากมากมายหลายประเทศ คาดว่าเรื่องเล่าของมันจะถูกเล่าส่งต่อกันมาในเส้นทางสายไหม เล่ากันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงประเทศญี่ปุ่น

ในเรื่องเล่าของชาวญี่ปุ่นนั้น ว่ากันว่า จิ้งจอกเก้าหางได้เดินทางเข้ามาในสมัยเฮอัน ปลอมตัวเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในแผ่นดินนาม Tamamo no mae และทำให้จักรพรรดิ์ลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ถูกนักพรตนาม Abe no seimei ปราบได้ในที่สุด

Jubi Datara「十尾ダタラ」

สิบหางที่ถือกำเนิดจากการที่ Kaguya Otsutsuki ต้องการดึงจักระของลูกชายทั้งสองกลับมาสู่ตนเอง จึงรวมพลังเข้ากับต้นไม้แห่งพระเจ้าจนกลายมาเป็นสัตว์หางตนนี้ รูปร่างของมันคล้ายกับต้นไม้ที่หน้าตาเหมือนยักษ์ตาเดียวขนาดใหญ่และมีสิบหาง มันมีพลังมหาศาลถึงขนาดสามารถล้างโลกได้สบาย ๆ

ชื่อของ Datara มาจาก Daidarabotchi (ダイダラボッチ) Yokai ในตำนานของชาวญี่ปุ่นที่ว่ากันว่ามันเป็นยักษ์ตนหนึ่งที่มักจะจำแลงร่างเป็นภูเขาขนาดใหญ่ โดยยักษ์ Daidarabotchi นั้น ถูกเปรียบกับรากฐานของประเทศญี่ปุ่น เพราะภูเขาคือต้นกำเนิดของความอุดมสมบูรณ์ มีภูเขาก็จะมีป่า ก่อเกิดแม่น้ำลำธาร ที่ทำให้เหล่าสรรพสัตว์และมนุษย์สามารถอยู่อาศัยได้ สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างความมั่นคงแก่ชาติญี่ปุ่นนับแต่โบราณกาล โดยที่มี “ภูเขา” เป็นผู้วางรากฐานของประเทศให้หนักแน่น แข็งแกร่ง และยิ่งใหญ่นั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเรื่องราวที่มาของสัตว์หางในนินจาคาถา Naruto บางตัวก็มีรูปลักษณ์เหมือนในการ์ตูน บางตัวก็ไม่เหมือน แต่อ้างอิงจากภูตผีปีศาจอื่น ๆ แล้วตีความออกมาใหม่เช่นกัน ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกดีเหมือนกันที่ได้ค้นหาที่มาของมัน และได้ทึ่งกับไอเดียของผู้เขียนเรื่องนี้ใช่ไหมล่ะครับ จะว่าไปแล้ว ในเกม Naruto Online ที่กำลังจะเปิดให้บริการในประเทศไทยเรานี้จะมีเหล่าสัตว์หางปรากฏตัวขึ้นมาให้เราได้เล่นกันด้วยนะ ใครอยากลองใช้พลังสัตว์หาง ก็เตรียมลุยกันได้เลยเต็มที่

สำหรับเกม Naruto Online เป็นเกมแนว Turn-based MMORPG เล่นบนเบราเซอร์ โดยนอกจากเนื้อหาภายในเรื่องที่อยู่ในตัวเกมแล้ว ก็มีตัวละคร Original ให้เลือกเล่นกันอีกด้วย ซึ่งใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดกันได้ที่เว็บ http://game.sanook.com/naruto/

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนสนใจก็ลองเข้าไปชม ลองเข้าไปลงทะเบียนเล่นกันดูได้นะครับ!

ถ้าชอบให้ "Like!" เลย

Follow on Twitter !