จากฮารุมิ ถึงบิ๊กไซต์ ในยุคถัดไปจะเป็นที่ไหนกันนะ?

ด้วยภาพลักษณ์ที่สดใส ตัวละครที่อยู่ในวัยเด็ก อาจทำให้คิดว่าแอนิเมชันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาในยุคปัจจุบัน แต่จริง ๆ แล้ว ประวัติศาสตร์ของเทรนด์แอนิเมชันญี่ปุ่นนั้นอาจต้องย้อนไปกว่า 30 – 40 ปีที่แล้วเลยทีเดียว ซึ่งเป็นการเดินทางข้ามผ่านยุคสมัย มีความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งในเทรนด์ของแอนิเมชันเอง และในตัวของแฟนคลับผู้ชื่นชอบแอนิเมชัน  หรือที่เราเรียกกันว่า “โอตาคุ” (ที่ชื่นชอบแอนิเมชัน) นั่นเอง

ทางเว็บไซต์ Goo Ranking ได้ทำแบบสอบถามขึ้น ในหัวข้อว่า “พฤติกรรมของโอตาคุในยุคโชวะ” โดยมีผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามเป็นชายหญิงวัย 20 – 30 ปี รวมกันได้ 500 คน ระหว่างวันที่ 10 – 12 มกราคม 2018 เพื่อค้นหาว่ามีความแตกต่างกันมากหรือไม่ ระหว่างโอตาคุเมื่อ 30 ปีก่อน กับโอตาคุในปัจจุบัน และได้ผลออกมาดังนี้

10 – สมัยก่อนไม่มีจำนวนคอสเพลเยอร์เยอะเท่าสมัยนี้ (38 คะแนน)

ต้องยอมรับว่าวงการคอสเพลย์ขยายตัวขึ้นมากกว่าแต่ก่อน จนถึงขั้นมีบริษัทที่เป็นโปรดัคชันด้านนี้โดยเฉพาะ จากที่เคยเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กระจาย ๆ กันไป แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตเติบโตขึ้น การแต่งคอสเพลย์ร่วมกันกับเพื่อนฝูงวงเล็ก ๆ ก็ได้ขยายวงกว้างออกไป มีการโชว์รูปในเว็บบล็อกส่วนตัว หรือมีการแชร์รูปถ่ายคอสเพลย์ตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ ทำให้คนรู้จักกันมากขึ้น ด้วยผลของ social media นั่นเอง

9 – เปิดดูการ์ตูนที่ชอบ จากเทปวิดีโอ (VHS) ซ้ำ ๆ จนเทปยืด (39 คะแนน)

จริง ๆ มันก็ไม่ใช่แค่กับการ์ตูนเท่านั้น ในยุคสมัยที่สื่อสำหรับบันทึกนั้นมีเพียงตลับเทป คนที่ชอบดูภาพยนตร์หรืออะไรก็ตามที่อยู่ในเทป ก็มักจะนำมาเปิดย้อนดูซ้ำ ๆ ให้หายอยาก โดยหวังว่าวันที่จะได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังออกมาจากตัวเทปนั้นจะไม่มาถึงในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แย่ยิ่งกว่าอะไรทั้งปวงเลยทีเดียว เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะมันนำกลับมาเปิดดูอีกรอบไม่ได้แล้วยังไงล่ะ

8 – ถ้าการ์ตูนที่อยากดูดันมาฉายตอนไพร์มไทม์ช่วงเย็น ก็ต้องรีบกลับบ้านมาให้ทัน (40 คะแนน)

เพราะแอนิเมชันสมัยก่อนมักจะมาฉายช่วงไพร์มไทม์ เวลาเย็น ๆ ก่อนค่ำแบบนี้ ถ้าไม่อยากพลาดตอนใหม่ ก็ต้องรีบกลับบ้านมาให้ทัน หรือถ้าใครพอมีฐานะ ก็จะมีเครื่องอัดวิดีโอที่สามารถตั้งเวลาได้ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ไปได้หน่อยนึง แต่ถ้าวันไหนลืมตั้งเวลาอัดขึ้นมาล่ะก็ อวสานของโลกเชียวล่ะ ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันที่แอนิเมชันส่วนใหญ่มาลงสล็อตฉายในช่วงกลางดึก ทำให้สามารถอ้อยอิ่งหลังเลิกเรียน หรือเลิกงานได้ ยิ่งตอนนี้มีบริการ streaming เข้ามาอีก จึงแทบไม่ต้องห่วงเลยว่าจะพลาดตอนใหม่ เพราะอยากดูเมื่อไรก็เปิดย้อนดูเอาได้ ไม่จำกัดครั้ง ไม่ต้องกลัวเทปยืดเหมือนข้อข้างบนด้วย

7 – ไอดอล มักไม่เปิดเผยตัวว่าเป็นโอตาคุ (43 คะแนน)

เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน แต่เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมไอดอลและอนิเมนั้นมักจะมีตลาดร่วมกัน ประกอบกับการมาถึงของวัฒนธรรมโอตาคุที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในสังคม จึงทำให้การประกาศตัวเองว่าฉันเป็นโอตาคุ ของไอดอลนั้นทำได้ง่ายขึ้น และยิ่งทำให้ดูเข้าถึงแฟนคลับ (ลูกค้า) ได้ดีขึ้นอีกด้วย

6 – ที่หลังปกโดจินชิ มีการลงชื่อนามสกุล ที่อยู่ของผู้เขียนเอาไว้ชัดเจน (44 คะแนน)

เป็นไปได้หรือ? ที่ข้อมูลสำคัญอย่างชื่อนามสกุล และที่อยู่ จะมาปรากฎอยู่บนหนังสือที่เกิดขึ้นโดยการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือบางกรณีที่เกือบจะกลายเป็นสื่อลามก หากแต่มีการเซ็นเซอร์เพียงเล็กน้อยเพื่อเลี่ยงไม่ให้ผิดกฎหมาย ใช่ มันเคยเกิดขึ้น และมีข้อมูลส่วนตัวของผู้เขียนอยู่บนปกหลังของโดจินชิเหล่านี้จริง นั่นเป็นเพราะ…

4 (ร่วม) – การสั่งซื้อโดจินชิ โดยจ่ายเป็นธนาณัติ (46 คะแนน)

ในยุคนั้น การจำหน่ายโดจินชิของนักเขียน หากไม่นำไปวางขายในงานอีเวนต์ ก็จะต้องจำหน่ายผ่านทางไปรษณีย์ แล้วมันต่างกับปัจจุบันตรงไหน? ตรงที่เมื่อ 30 ปีที่แล้วมันไม่มีบริการธนาคารออนไลน์ยังไงล่ะ ในการชำระค่าสินค้าหรือบริการ หากไม่ใช้การฝากเข้าและโทรแจ้งอีกฝ่าย ก็จะเป็นการจ่ายผ่านทางธนาณัติ ซึ่งเป็นบริการของไปรษณีย์ ไปยังผู้เขียน และให้ผู้เขียนส่งเป็นพัสดุกลับมา นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้เขียนอยู่บนปกของโดจินชินั่นเอง

4 (ร่วม) – เวลาบอกใครต่อใครว่าฉันชอบการ์ตูน ก็มักจะโดนมองด้วยสายตาเยาะเย้ย (46 คะแนน)

จริง ๆ ทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยต่างเท่าไรนัก หากกล่าวถึงใครสักคนที่สามารถอธิบายได้ว่ากันพลาแต่ละตัวนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร ในระดับยิบย่อย หรือสามารถอธิบายรายละเอียดเชิงลึกของการ์ตูนสักเรื่องได้แบบละเอียดยิบ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปได้ยินแล้วอาจจะต้องทำท่าทางแหยง ๆ นั่นเป็นเพราะสิ่งที่เรียกว่า “การ์ตูน” หรือ “แอนิเมชัน” นั้น ในมุมมองของคนทั่วไปเป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อความบันเทิง ดูเพื่อสนุกสนาน แล้วจบไป ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องแปลก น้อยคนที่จะสนใจและหันมาศึกษาข้อมูลเชิงลึกจนเกิดเป็นความเชี่ยวชาญ

แต่ในปัจจุบัน ระยะห่างระหว่างคนสองกลุ่มอาจจะใกล้กันมากขึ้น เพราะแอนิเมชันได้ขยับตัวเข้ามาอยู่ในกระแสหลักมากขึ้น จึงทำให้การพูดว่าฉันชอบดูการ์ตูน อาจได้รับการตอบสนองทำนองว่า “อ๋อ เรื่องนั้นเหรอ ฉันก็รู้จัก” มาก็เป็นได้

3 – ใคร ๆ ก็ไม่เรียกตัวเองว่า “โอตาคุ” (47 คะแนน)

คำว่า “โอตาคุ” มักถูกแปลออกมาในภาษาอังกฤษ เป็นคำว่า “geek” หรือ “nerd” และอยู่ในสถานะเดียวกันคือเป็นคำที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ อะไรเกิดขึ้นในตัวเลยมาตลอดช่วง 10 ถึง 20 ปีนี้ เดิมทีคำว่า “โอตาคุ” เป็นคำที่ใช้ในเชิงดูถูกอย่างชัดเจน และไม่มีใครนำมาใช้เรียกตัวเอง โดยเฉพาะในการสนทนากับคนนอกวงการ (และคนที่ไม่เคยดู OVA ล้อเลียนชีวิตโอตาคุ อย่างเรื่อง Otaku no Video ของทาง Gainax มาก่อน)

ซึ่งต่างจากปัจจุบัน ที่เริ่มมีคนรักการ์ตูนที่กล้าเรียกตัวเองว่าโอตาคุเพิ่มขึ้น เหมือนกับที่คนทั่วไปใช้คำศัพท์ต่าง ๆ มาอธิบายความชอบ ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญของตัวเอง ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใด อาจเป็นความมั่นใจส่วนตัวที่เพิ่มขึ้น หรือเป็นเพราะเกิดทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไป จากการที่อุตสาหกรรมแอนิเมชันเริ่มแมส จะอะไรก็ช่าง แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

2 – เรียก BL ว่า yaoi และเรียก “fujoshi” ว่า “doujin onna”

คำว่า “BL” หรือ “Boys Love” เป็นคำใหม่ในปัจจุบันที่ใช้กล่าวถึงการ์ตูนแนวความรักระหว่างชายและชาย ซึ่งมี “fujoshi” เป็นคำเรียกกลุ่มผู้ชื่นชอบในด้านนี้ แต่ในอดีต “BL” นั้นถูกเรียกด้วยคำว่า “yaoi” ซึ่งหลายคนคงคุ้นเคยกับความหมายของมันอยู่แล้ว และ “ผู้ที่ชื่นชอบ” ก็ถูกเรียกว่า “doujin onna” ซึ่งหมายถึง “ผู้หญิงที่อ่านโดจิน” ซึ่งเกิดจากการเหมารวมในยุคนั้น ว่าโดจินชิที่พวกเธออ่านจะต้องเป็นแนวชายรักชายเท่านั้น

อย่างไรก็ดียังคงพบเห็นคำว่า yaoi ถูกใช้อยู่บ้าง และยังเป็นที่นิยมใช้กันในกลุ่มแฟน ๆ ในต่างประเทศ

มาถึงอันดับหนึ่ง ที่เห็นแล้วยังต้องสะอึกในความโหดร้ายของสังคม เพราะมันคือ…

1 – เมื่อบอกว่าชอบการ์ตูน จะถูกมองว่าเป็นพวกมืดมน

แปลกดีที่ยุค 80 นั้น การ์ตูนแนวที่มีตัวเอกเป็นฮีโร่เลือดร้อนเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมนั้นจ่อคิวฉายกันแทบไม่เว้นว่าง ต่างจากปัจจุบันที่ตัวเอกแนวมืดมน เก็บตัว มีความสั่นไหวทางอารมณ์รุนแรง ร่างกายไม่กำยำล่ำสัน หรือจะเป็นแนว introvert กลับถูกพบเห็นได้บ่อยครั้งขึ้น จนทำให้น่าคิดว่าเทรนด์ของแอนิเมชันนั้นอาจถูกสร้างขึ้นโดยอิมเมจจากตัวผู้ชมเองนั่นแหละ

กระนั้น การถูกมองว่าเป็นพวกมืดมน อาจมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการดูแอนิเมชัน ที่ส่วนมากมักต้องดูคนเดียว หรือกับกลุ่มเพื่อนเล็ก ๆ เพราะการติดต่อสื่อสารเมื่อ 30 ปีก่อนนั้นไม่สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน ในขณะที่ปัจจุบันเราสามารถดูไปพร้อมกับผู้ชมรายอื่น และพูดคุยกันผ่านสังคม social media ได้ แต่ในอดีต นอกจากจะต้องดูที่บ้าน แล้วเม้ามอยกันทางโทรศัพท์ หรือเขียนเป็นจดหมายสำหรับเพื่อนที่มีรสนิยมเดียวกันแต่อยู่ห่างไกล สิ่งที่ทำได้คืออัดเก็บเป็นวิดีโอไว้ แล้วมาเปิดดู พลางเสวนาไปพร้อมกัน

จากการจัดอันดับดังกล่าว เห็นได้ว่าความเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร ที่ทำให้สังคมคนรักการ์ตูนนั้นขยายวงกว้างมากขึ้น และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้วัฒนธรรมโอตาคุ ได้ปรากฎตัวต่อสังคมในหลากหลายมุมมากยิ่งขึ้นอีกด้วย แม้ผลโพลส่วนใหญ่จะกล่าวถึงช่วงปลายยุคโชวะก็ตามที แต่ก็ช่วยแสดงให้เห็นความแตกต่างได้ดีไม่น้อย

ส่วนถ้าใครสนใจอ่านคำตอบแบบสอบถามที่เหลือ ที่ไม่ติดใน 10 อันดับแรก มีดังนี้

แค่มีเพื่อนร่วมชั้น 2 – 3 คนที่ชอบอ่านการ์ตูนเหมือนกันก็ดีมากแล้ว / โอตาคุถูกมองว่าเป็นพวกผมยาว สวมแว่นตา / พลาโมเดลทั้งหลาย ต้องมาลงสีเอง ตะไบเอง / โทรทัศน์ต้องหมุนปุ่มเพื่อเปลี่ยนช่อง / มีการซื้อขายคีย์เฟรมแอนิเมชันกันในราคาสูง / นักเขียนการ์ตูนคนดังค้างฟ้า เคยไปออกงาน Comiket / ไม่มีเว็บรวมบทสรุปเกม เลยต้องวาดแผนที่ในเกมเอาเอง / คีย์เฟรมแอนิเมชันวาดด้วยมือ / แอบไปดักรอที่แผงนิตยสาร เพื่อหาเพื่อนใหม่ที่มีรสนิยมเดียวกัน / ไม่มีสินค้าการ์ตูนอลัง ๆ / ท่องพาสเวิร์ดเกมได้ / ถึงจะไม่ถูกทำเป็นแอนิเมชัน แต่ก็มีเพลงประกอบวางจำหน่าย / หากแถวบ้านไม่มีร้านอนิเมชอป ก็ต้องสั่งซื้อทางไปรษณีย์ จากแคตตาล็อกทางนิตยสาร / เกมที่เป็นตลับ ต้องรอโหลดกว่า 10 นาทีกว่าจะได้เล่น / ถ้าพูดถึงเกมที่เล่นที่บ้าน จะนึกถึงเกมคอมพิวเตอร์ขึ้นมาก่อน / Comiket เขาจัดกันที่ Harumi / ไม่ค่อยมีฟิกเกอร์สาวน้อยขาย / ไม่มีตัวละครอนิเม ไปปรากฎในโฆษณา / ไม่มีอีเวนต์ฮอลล์ให้จัดงานทอล์คโชว์ของนักพากย์ / บ้านใครอัดเทปได้นี่จะฮอตมาก / พ่อแม่ลูกที่เป็นโอตาคุเหมือนกันหมด พบเห็นได้ยาก / ใบปลิวของการ์ตูนเรื่องที่ชอบ จะถูกเก็บเข้าแฟ้มหุ้มด้วยไนลอนกันเปื้อนอย่างดี / เฝ้ารอ และอ่านนิตยสารการ์ตูนกันอย่างจริงจัง / จำใจเผาโดจินชิทิ้ง เพราะเอาไปเป็นสินสมรสไม่ได้ / เล่นเกมที่แถมมากับนิตยสาร / แอนิเมชันฉบับภาพยนตร์ไม่ค่อยทำลงวิดีโอ เลยต้องไปดูซ้ำที่โรงหนังบ่อยๆ / สินค้าตัวละครที่ขายดีจะอยู่ในรูปของเครื่องเขียน / งานอีเวนต์เป็นของหายาก จึงต้องไปเข้าร่วมให้หมด ไม่มีเวลาอยู่บ้านเฉย ๆ หรอก / ซื้อ OVA ที่อยู่ในรูปแบบของ Laser Disc มาดู

Source: Goo Ranking via SoraNews24
Image: Irasutoya