[Special Interview] พูดคุยกับ ปัฏฐา ทองปาน ผู้กำกับและเขียนบท ซีรี่ส์ Notification เตือนนัก..รักซะเลย

0
716 views

ฟินเว่อร์ไปตามๆ กัน สำหรับใครที่ได้รับชมซีรี่ส์ “Notification เตือนนัก..รักซะเลย” กับเรื่องราวสนุกสนานเคล้าน้ำตา ที่ต้องจิกหมอนกันเลยทีเดียว และด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวกับเหล่าตัวละครที่เป็นสายบ้าการ์ตูนเข้าขั้น “โอตาคุ” ก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้น่าสนใจขึ้นไปอีกขั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว มีหรือที่เราจะพลาด กับการสัมภาษณ์พี่โอ ปัฏฐา ทองปาน ผู้กำกับและเขียนบท ของซีรี่ส์เรื่องนี้ ถึงความเป็นมาของเรื่องราวในซีรี่ส์ อย่ารอช้ามาเริ่มกันเลย!

ก่อนอื่นอยากให้แนะนำตัวให้ผู้อ่านได้รู้จักซักเล็กน้อย และผลงานที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ครับ

สวัสดีครับ โอ ปัฏฐา ทองปาน ผู้กำกับซีรี่ส์ “Notification เตือนนัก..รักซะเลย” ครับ ผลงานก่อนหน้านี้เคยกำกับละครสั้นจบในตอนของจีทีเอชอย่าง “เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน” ตอน “วนิดา” กับ “ปู่โสม” และก็มีผลงานกำกับซีรี่ส์ มาลี เพื่อนรัก..พลังพิสดาร, แก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง ครับ

ปกติเป็นคนอ่านหรือรับชมการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่แล้วหรือเปล่า

ตอนเด็กๆ นี่ยอมรับว่าเป็นพวกบ้าการ์ตูนมากครับ ชอบอ่านการ์ตูนมากๆ เวลาอยู่ในห้องเรียนถ้าว่างๆ ก็ชอบวาดการ์ตูน และก็อ่านพวกนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์อย่าง C-KiDS กับ BOOM ด้วย แต่ก็มีแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมโรงเรียนควบคู่ไปด้วย จนมาถึงจุดเปลี่ยนคือตอนที่เอ็นทรานซ์ติดที่คณะนิเทศน์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลยทำให้ตัวเองได้รู้จักกับอีกโลกนึง และทำให้ตัวเองได้มาเป็นอย่างทุกวันนี้ครับ

มีจุดเริ่มต้นอย่างไรในการทำซีรี่ส์ ที่นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับโอตาคุ หรือกลุ่มคนที่ชื่นชอบการ์ตูนญี่ปุ่น

จริง ๆ เริ่มจากพล็อตเรื่องครับ โดยตอนแรกเราคิดพล็อตที่อยากจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่จู่ ๆ ก็ได้เจอเหตุการณ์ที่รู้ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก่อน จากนั้นก็มาปรึกษากันว่าอยากจะให้ตัวนางเอกเป็นตัวละครแบบไหนที่ดูจะไม่ซ้ำซากจำเจกับแบบทั่ว ๆ ไปที่เคยมีมาแล้ว ก็เลยมานึกว่าถ้าให้นางเอกเป็นผู้หญิงที่บ้าการ์ตูนขึ้นมาจะเป็นอย่างไร จากนั้นก็ได้พัฒนาจนออกมาเป็นเนื้อเรื่องและตัวละครต่าง ๆ ที่เราได้เห็นในเรื่องครับ

ตอนเริ่มต้นมีการทำข้อมูลอ้างอิง (Reference) ในการสร้างซีรี่ส์เรื่องนี้อย่างไรบ้าง

จากตัวผมเองเลยครับ (ฮา) ซึ่งก็โชคดีที่พี่แจนที่เป็นโปรดิวเซอร์เองก็เป็นคนที่บ้าการ์ตูนเหมือนกัน ก็เลยพอจะมีจุดให้เริ่มต้นขึ้นมาได้ แต่เนื่องจากตัวเองออกจะไปทางสายมังงะซะมากกว่าสายอนิเมะ ก็เลยต้องมีการหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วย ทั้งจากเพื่อน ๆ ผู้หญิงที่เป็นสายการ์ตูน รวมไปถึงเพื่อน ๆ และคนรู้จักในวงการการ์ตูน ว่าพวกตัวละคร หรือรายละเอียดต่าง ๆ ในเรื่องนั้นควรออกมาในรูปแบบยังไง

นอกจากนี้ยังต้องพยายามหาเส้นขอบของเรื่องให้พอดีด้วยว่าควรอยู่ประมาณไหนที่นอกจากคนที่ชอบการ์ตูนแล้ว คนทั่วไปดูแล้วจะรู้เรื่องและสนุกไปกับมันได้ด้วย ซึ่งทีมเขียนบทเองก็ไม่ได้มีใครอ่านการ์ตูนเลย เราก็มีการพาพวกเขาไปรู้จักกับพวกงานสายการ์ตูน หรือสายป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่นบ้าง เพื่อให้พวกเขาได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโลกของทางด้านการ์ตูนเพิ่มขึ้น

การเขียนบท มีไอเดียการวางนิสัยตัวละครแต่ละคนอย่างไรบ้าง อย่างเช่น มิน นางเอกที่เป็นโอตาคุ ต้องนิสัยแบบไหน

มิน เนี่ยเราวางว่าอยากได้ตัวละครที่มีจินตนาการสูง แต่ก็มีมุมที่น่ารัก ซึ่งการที่เนื้อเรื่องเราเซ็ตให้มีพระเอกสองคนตั้งแต่แรก ทำให้คาแรคเตอร์ของเธอเมื่อได้ไปเจอกับพระเอกคนใดคนหนึ่งแล้วจะมีมุมที่น่ารักและมีเสน่ห์ที่หลากหลายแตกต่างกันอยู่ และที่ให้เป็นคนบ้าการ์ตูนก็เพื่อที่จะให้สนุกกับเรื่องได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในตอนแรกเนี่ยเราวางคาแรคเตอร์ให้เป็นแค่คนชอบการ์ตูนระดับทั่ว ๆ ไป แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ได้ออกมากลายเป็นตัวละครบ้าการ์ตูนมาก ๆ แบบที่เห็นในปัจจุบันนี่ล่ะครับ

นภัทร เราอยากให้ดูเป็นเทพบุตรเจ้าชายรูปงาม มีความเป็นผู้ใหญ่สูง เป็นคนธรรมดาที่อยู่โลกตรงกันข้ามกับนางเอก ซึ่งเรารู้สึกว่าการที่วางคาแรคเตอร์ให้เป็นรุ่นน้องของนางเอกนั้นทำให้เนื้อเรื่องดูสนุก และได้เห็นมุมที่ดูน่ารักระหว่างพระเอกกับนางเอกด้วย

ต๋อง จะเป็นตัวละครที่ให้ความรู้สึกเหมือนพระเอกในการ์ตูนญี่ปุ่น นิสัยความชอบกวนประสาท ปากเสีย พูดไม่ตรงกับใจ แต่ก็มีมุมที่ชวนให้เราตกหลุมรักเขาได้ง่าย ซึ่งตอนที่อยู่ในช่วงร่างคาแรคเตอร์กันนั้น ภาพของเบสท์ (ณัฐสิทธิ์ โกฏิมรัสวนิชย์ ผู้รับบทตัวละครนี้ในเรื่อง) ก็ลอยขึ้นมาในหัวเลย เราจึงเริ่มพัฒนาตัวคาแรคเตอร์นี้โดยใช้ภาพตัวของเบสท์เป็นหลัก

ซอนย่า ตัวละครนี้เกิดจากการที่เราไปเจอคาแรคเตอร์จากในการ์ตูนไทยเรื่องนึง ซึ่งเรารู้สึกว่ามันน่าจะมีความเข้ากันและสร้างสีสันให้กับเนื้อเรื่องได้ เลยนำคาแรคเตอร์นั้นมาทำการปรับ แล้วก็ออกมาเป็นคาแรคเตอร์สาววายที่มีความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการ์ตูน จอมวางแผน ขี้โวยวาย ตามที่เราเห็นกันในเรื่อง

ลลิน เป็นตัวละครที่เราตั้งใจให้เป็นนางร้ายที่ไม่เหมือนกับนางร้ายในละครไทยเรื่องอื่น ๆ โดยให้มีความตลก ความน่ารัก ซึ่งเมื่อประกบกับนภัทรแล้วจะดูมีความเป็นเจ้าหญิงที่สูงส่ง แต่ความเป็นจริงกลับมีมุมลับ ๆ ที่แอบโก๊ะ ๆ อยู่

อยากให้เล่าถึงตอนที่แคสต์นักแสดงแต่ละคนว่าเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างเบสท์ที่รับบทต๋องนี่ต้องถือว่าเราได้มาตรงกับที่เราวางคาแรคเตอร์ไว้มาก ส่วนมินนี่ตอนแรกที่คิดคาแรคเตอร์เราไม่ได้คิดถึงใครไว้ในหัวเลย แต่พอเริ่มเขียนบทก็มีภาพของ อาย (กมลเนตร เรืองศรี) ขึ้นมาในหัว เราจึงชวนให้มาแคสดู ผลที่ได้คือเรารู้สึกว่าคนนี้แหล่ะใช่เลย ซึ่งเธอก็สามารถแสดงได้ราวกับว่าตัวเธอนั้นคือมินจริง ๆ กว่าที่เราคิดไว้ในหัวเสียอีก ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตัวอายนั้นทำการบ้านดีมาก ๆ และยังเต็มที่กับการแสดง ทำให้เธอสามารถสวมบทบาทการเป็นมินได้เหมือนกับมีตัวตนอยู่จริง ๆ แบบนี้

ส่วนนภัทรนี่เป็นตัวละครที่ค่อนข้างใช้เวลาในการตามหานักแสดงที่มารับบทนานมาก ๆ จนได้มาเจอกับออกัส (วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์) ซึ่งจากการที่ได้ลองพูดคุยกันเราก็ได้เห็นภาพว่า แม้ออกัสจะดูอายุน้อย แต่ก็มีความเป็นผู้ใหญ่ และมีเสน่ห์บางอย่างที่เข้ากับตัวละครนภัทรอยู่ เราก็เลยเลือกออกัสให้มารับบทนี้ครับ

ตัวละครในเรื่อง ส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับการ์ตูน และวัฒนธรรมญี่ปุ่น ในจุดนี้ด้านนักแสดง ต้องมีการเตรียมตัวมากน้อยขนาดไหน

เราก็มีการจัดเวิร์คช็อปให้กับนักแสดงในเรื่องเยอะมาก ๆ เลยล่ะครับ เพราะนักแสดงหลายคนคือไม่ได้มีความรู้หรือความคุ้นเคยเกี่ยวกับเรื่องการ์ตูนเลย การทำเวิร์คช็อปนี้ก็เพื่อที่จะให้เหล่านักแสดงได้เข้าใจ และสามารถแสดงออกมาได้ดูเป็นธรรมชาติไม่รู้สึกขัดตาผู้ชมที่เป็นสายการ์ตูน ซึ่งคนที่ทำการบ้านที่หนักก็คืออายผู้รับบทมิน กับมีน (ชญาณี ฉลาดธัญญกิจ) ที่รับบทซอนย่า เพราะต้องแสดงเป็นตัวละครที่เป็นโอตาคุ ขณะที่เบสท์ที่แสดงเป็นต๋อมนั้นเนื่องจากเคยผ่านประสบการณ์การแสดงในหนัง “อวสานโลกสวย” มาแล้ว เลยทำให้มีสกิลในการเรียนรู้ได้ค่อนข้างที่จะเร็วกว่าคนอื่นอยู่

ซีรี่ส์มีการเดินเรื่องในสไตล์ญี่ปุ่นมาก มีความตั้งใจให้เหมือนหรือใกล้เคียงอย่างไร

เราตั้งใจที่อยากจะให้เรื่องเดินไปในสไตล์แบบญี่ปุ่นตั้งแต่แรกล่ะครับ ซึ่งเราเองก็มีความกังวลเหมือนกันว่ามันจะเวิร์คมั้ย แต่เพราะการที่เราทำการบ้านมาค่อนข้างเยอะและหนัก ทำให้ตัวงานที่ออกมานั้นมีความลื่นไหล สนุก และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมทั้งจากฝั่งคนการ์ตูนและคนทั่วไป

ของสะสมต่าง ๆ ในเรื่องที่นำมาเข้าฉากมีการเจาะจงเลือกมาเป็นพิเศษ หรือร่วมกันหามาอย่างไรบ้าง

พวกของสะสมที่เป็นพร็อพที่เราเห็นในเรื่องนี่คือทีมงานก็ไปสรรหากันมาแหล่ะครับ ซึ่งก็มีทั้งของตัวผมเอง และก็ของพี่แจนที่เป็นโปรดิวเซอร์ด้วย โดยของแต่ละอย่างนั้น ก็พยายามเลือกเพื่อให้เหมาะกับบทของแต่ละคนในเรื่องให้ได้มากที่สุดครับ

แล้วพวกผลงานที่เป็นออริจินอลในเรื่องอย่าง ไลท์โนเวล Blue Cosmos และมังงะเรื่อง Venus Sphere นี่มีที่มาอย่างไรครับ

ก็เริ่มจากเรามีการคิดพล็อตเรื่องไว้กันก่อนอยู่แล้ว จากนั้นก็ตามหาตัวนักวาดที่พอจะมีความเข้าใจในสิ่งที่เราคิดนี้ และก็ช่วยกันคิดพัฒนาต่อให้เป็นรูปเป็นร่างกันเรื่อย ๆ แล้วก็ได้ออกมาเป็นทั้งในรูปแบบหนังสือ, ฟิกเกอร์, โปสเตอร์แบบที่เราเห็นกันในซีรี่ส์ ซึ่งตัวหนังสือเนี่ยถึงขนาดที่เรามีการทำหน้าเนื้อในจริง ๆ ของทั้งสองเรื่องนี้เอาไว้ประมาณ 5-6 หน้าเลยด้วย ซึ่งก็แอบเสียดายอยู่ที่ในซีรี่ส์เราไม่ได้มีโอกาสได้เห็นในส่วนนี้แบบชัด ๆ เท่าไหร่

โห ทำถึงขนาดนี้เลย แล้วแบบนี้ทางทีมงานมีแผนที่จะปล่อยเนื้อในที่ทำไว้แล้วนี้ออกมาให้ได้อ่านกันมั้ยครับ

มีการคุยกับทาง Mello แล้ว และอาจจะมีปล่อยออกมาครับ

แล้วนอกจากสองเรื่องนี้มีผลงานออริจินอลอื่น ๆ ใส่ไว้ในเรื่องบ้างอีกหรือเปล่าครับ

ก็มีอยู่นะครับ อย่างการ์ตูนที่ตัวมินอ้างขึ้นมาหลังฉากที่จูบกับนภัทรนั่นก็เป็นผลงานที่วาดขึ้นใหม่โดย คุณเอกสิทธิ์ อาจหาญ ที่เป็นคนวาด “มาลี เพื่อรักพลังพิสดาล” เวอร์ชั่นการ์ตูนของสยามอินเตอร์คอมมิค ซึ่งการ์ตูนผู้หญิงตาหวาน และคู่มือการ์ตูนที่ปรากฎในซีรี่ส์นั้นก็เป็นผลงานการวาดของคุณเอกสิทธิ์เช่นกัน

เหมือนกลายเป็นอีสเตอร์เอ้กที่ซ่อนอยู่ในซีรี่ส์เลยนะครับเนี่ย

ก็ประมาณนั้นครับ แถมเอาจริง ๆ มีเยอะกว่านี้มากด้วย (ฮา)

ในตอนที่ 5 มีการพูดถึงอีเว้นท์การ์ตูนอย่าง Manga Con ด้วย ตรงนี้มีการทำการบ้านอย่างไรว่างานมันต้องออกมาแบบไหน แล้วเคยไปงานการ์ตูนแบบนี้จริง ๆ ไหม

ฉากงาน Manga Con นี่ยอมรับว่าเป็นส่วนที่เราลังเลอยู่นานมากจริง ๆ ว่าเราจะทำขึ้นมาดีมั้ย แต่เมื่อดูจากพล็อตเรื่องแล้วเราก็ตัดสินใจว่ายังไงเราก็ต้องทำมันขึ้นมา ซึ่งเราก็ทำการบ้านในส่วนนี้ตรงนี้กันหนักมาก โดยได้รับความช่วยเหลือจากคุณโปจิที่เป็นพิธีกรงานการ์ตูนชื่อดัง และเหล่าเพื่อน ๆ คนรู้จักในวงการการ์ตูนหลาย ๆ คน ทำให้ออกมาเป็นฉากแบบที่เราได้เห็นกันในซีรี่ส์นั่นเองครับ

พูดถึงฉากอีเว้นท์ในงาน Manga Con นั้นแล้ว มีหลายคนตกใจเหมือนกันนะครับที่เห็น BNK48 ไปปรากฎในเรื่องด้วย

ก็เป็นเซอร์ไพรซ์ที่เราเองก็ไม่คิดว่าจะได้น้อง ๆ มาปรากฎในเรื่องเหมือนกันครับ ซึ่งที่มาของซีนนั้นเนี่ยมันเริ่มมาจากก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสเจอกับจ็อบซัง ก็เลยคุยรายละเอียดของซีรี่ส์นี้กับซีนฉากคอนเสิร์ตในเรื่องตอนนี้ไป ซึ่งทางจ็อบซังเองก็มองว่าน่าสนใจ ก็เลยส่งน้อง ๆ มาร่วมแสดงในซีนดังกล่าวนี้ด้วยน่ะครับ

ณ ตอนนี้ซีรี่ส์ยังไม่จบ แต่มีการคิดที่จะทำภาคต่อไหม

ตอนนี้ยังไม่มีแผนอะไรออกมาครับ แต่ในอนาคตจะมีโอกาสมั้ยอันนี้คงต้องรอดูกันต่อไปครับ

เพลงประกอบในเรื่องนี่ได้วง Siamese Kittenz มาร้องให้ด้วย ไม่ทราบว่ามีที่มาที่ไปยังไงครับ

จริง ๆ ผมได้มีโอกาสรู้จักน้อง ๆ ครั้งแรกจากเพลงซึนเดเระครับ ซึ่งพอได้ฟังก็รู้สึกประทับใจในเพลงมาก ก็เลยได้มีโอกาสตามผลงานของพวกน้อง ๆ จนพอได้มาทำซีรี่ส์ Notification ก็รู้สึกอยากได้แนวดนตรีแบบการ์ตูนที่คนทั่วไปฟังแล้วก็รู้สึกชอบด้วย ก็เลยมาคุยกับทาง Siamese Kittenz ทางทีมเขาก็นำเสนอเพลง “เตือนฉันที (Notification)” ที่ตอนนั้นยังเป็นแค่ตัวเดโม่อยู่มาให้ได้ฟัง พอเราฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันเหมาะกับเรื่องมาก ซึ่งในตอนแรกเพลงนี้ทางทีมเขามีคิดเนื้อร้องเอาไว้เสร็จหมดแล้ว แต่ก็ยอมปรับเนื้อเพลงใหม่เพื่อที่จะได้เข้ากับซีรี่ส์ให้ ก็ต้องขอขอบคุณพวกเขามากจริง ๆ ครับ

ตัวซีรี่ส์จะมีเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูนออกมามั้ยอ่ะครับ

ตอนนี้เรายังไม่มีแผนในส่วนนี้ครับ แต่ก็มีความสนใจอยู่ครับ

มีอะไรที่อยากจะฝากถึงคนที่กำลังอยากรับชมซีรี่ส์ หรือติดตามซีรี่ส์เรื่องนี้อยู่แล้วบ้าง

ซีรี่ส์นี้เป็นผลงานที่เราตั้งใจมาก ซึ่งเราดีใจที่มีเสียงชื่นชมจากผู้ชมเข้ามาเยอะมาก และดีใจที่มีส่วนช่วยให้คนทั่วไปได้เข้าใจโลกของโอตาคุมากขึ้น ซึ่งถ้าได้มีโอกาสติดตามดูตั้งแต่ต้นจนจบแล้วล่ะก็ เชื่อว่านี่จะกลายเป็นอีกซีรี่ส์หนึ่งที่จะสร้างความประทับใจและความจดจำในใจคนดูได้อย่างแน่นอนครับ