studioHive1

สวัสดีทุกท่าน ในคราวนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Studio HIVE ทีมงานคนไทยผู้อยู่เบื้องหลังผลงานด้าน Digital Art ในระดับโลก ซึ่งหากใครได้ไปงานอีเว้นท์ใหญ่ๆ ในบ้านเราในช่วงสองสามปีมานี้ ก็น่าจะเคยเห็นผลงานของพวกเขากันมาบ้าง แต่ที่จริงแล้ว หลายๆ ผลงานที่เราเคยมีประสบการณ์กันมา มักจะมีทีมงานนี้อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นเกมหลายเกมจากค่าย Square-Enix, การ์ดเกม Hearthstone ของ Blizzard, งานของทางคอมมิกตะวันตกทั้ง Marvel และ DC โมเดลของสะสมต่างๆ ที่มีทีมงานนี้อยู่เบื้องหลัง และครั้งนี้ทาง Akibatan ก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมสตูดิโอของพวกเขา เพื่อพูดคุยถึงการทำงานของพวกเขา กับสองหัวเรือของทีมคือ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ถึงสามารถไปสร้างผลงานในระดับโลกขนาดนี้ได้

exclusive-interview-studio-hive-03Akibatan : เริ่มต้น อยากให้เล่าความเป็นมาของการก่อตั้ง Studio HIVE นี้ซักหน่อยครับ

พี่กานต์ : เริ่มมาจากพี่กานต์ ศุภบรรพต กับ พี่สกาล ศรีสุวรรณ เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน เราก็มีความชอบเหมือนๆกัน เรามีความฝันที่จะทำอะไรสักอย่างด้วยกัน มีวันนึงพี่สกาลก็กลับจากสิงคโปร์มาทำงานที่ไทย ก็เลยเริ่มตั้งบริษัทด้วยกันเลย ในตอนนั้นจุดแข็งพวกพี่คือการทำ Character Design พวกเราก็ได้งานแรกเป็น หนังสือ Romeo & Juliet : The War ช่วงนั้นได้เช่าห้องแถวย่านลาดพร้าวมานั่งทำงานกับทีม 5 คน  ออฟฟิศเล็กและแคบมาก ใช้เวลาอยู่หลายเดือน พอส่งมอบงานก็ได้ New York Time Best Seller มาให้ชื่นใจกันเลยทีเดียว

แต่ทางเรามีความสนใจสายเกมมากกว่าทำภาพ ก็ได้มีการติดต่อในการทำดีไซน์กับค่ายเกมญี่ปุ่นต่างๆ  มากมาย อย่างเกม Soul Calibur, Star Ocean และอีกหลายๆ เกม แม้แต่ในเทรลเลอร์  FFVII Remake พวกเราก็มีส่วนร่วมในการดีไซน์อยู่ด้วยนะ  เมื่อมีงานเข้ามามากขึ้น เราก็มีทีมงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้อยู่ที่ 30 คนแล้ว

พอรู้สึกว่าเรามาไกลในฝั่งของเกม เราได้ทำงานกับหลายๆ ค่ายในดวงใจที่เราอยากทำ รู้สึกอิ่มตัวแล้ว ก็เลยเริ่มหาอย่างอื่นทำ ก็เลยมาจับสายของเล่นของสะสม ตอนนั้นนี่เดินสายเรียนรู้การทำของเล่น กันสนุกสนานมาก และได้เจอพาร์ทเนอร์ดีๆ อย่าง XM Studio และได้ร่วมมือกันทำผลงานออกมา ถ้าถามว่าทำไมไม่ทำโรงงานเอง เพราะการผลิตของทางไทยนั้นยังไม่ได้คุณภาพที่ต้องการเท่าไหร่

exclusive-interview-studio-hive-13Akibatan : ปัจจุบัน กิจการหลักๆ ที่ทำกันอยู่ในตอนนี้มีอะไรบ้างครับ

พี่กานต์ : ตอนนี้งานหลักๆ ของเราจะทำ 2D Asset ให้กับเกม อย่างเช่นทำภาพกับการ์ดในเกม Hearthstone ของค่าย Blizzard การปั้นโมเดล 3D ให้กับเกมต่างๆ ทั้งมือถือและคอนโซล รวมไปถึงการออกแบบโมเดลหรือฟิกเกอร์ด้วย งาน 3D ช่วงหลังๆ นี่เริ่มมาเยอะมาก จนเราต้องไปสร้างออฟฟิศ 3D เพิ่มที่ราชเทวีเพื่อให้เป็นทีมสำหรับทำงานด้านนี้โดยเฉพาะเลย

นอกจากนั้นที่ราชเทวีเราก็เปิดคลาสสอน Digital Art ด้วย เราอยากสอนผู้ที่สนใจ  ด้วยสกิลและประสบการณ์จากคนที่เคยทำงานระดับสากลมาจริงๆ เปิดสอนทั้งระดับเบื้องต้นสำหรับผู้ไม่มีพื้นฐาน และระดับมืออาชีพ

exclusive-interview-studio-hive-02Akibatan : พี่มีมุมมองต่อวงการ Digital Art บ้านเรายังไงบ้างครับ

พี่กานต์ : การดีไซน์ของคนไทยยังอ่อน จะสอนการดีไซน์มันต้องสอนกันเยอะมาก  อาร์ทติสกับคาแรคเตอร์ดีไซเนอร์ค่อนข้างต่างกัน ทั้งด้านเนื้อหาและขอบเขตของการทำงาน ไม่ใช่แต่วาดรูปสวย เรนเดอร์สวย แต่ยังต้องเข้าใจอีกหลายๆ ด้านด้วย บ้านเราขาดเรื่องนี้อีกเยอะ

Akibatan : ด้านทีมงานหลักๆ ตอนนี้มีใครบ้าง

พี่กานต์ : พี่ดูแลเรื่องการดำเนินงาน การติดต่องานต่างๆ มีพี่หงส์คอยควบคุมงาน และพี่สกาลดูเรื่องการออกแบบโดยรวมทั้งหมด มีอาร์ตติสระดับหัวหน้างานประจำทีมด้วยอีกสามคน ทีมงานที่เหลือเป็นคนที่เราเทรนจนได้ระดับมืออาชีพ ที่เหลือเป็นเด็กที่ฝึกงานที่นี่บางส่วน

Akibatan : บรรยากาศการทำงานของที่นี่เป็นอย่างไรบ้างครับ

พี่กานต์ : ที่นี่เราทำงานกันเหมือนเป็นบ้าน เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน  มีอะไรสงสัยก็ขอคำแนะนำกันได้ตลอด มีมุมสำหรับให้ผ่อนคลาย จะเล่นเกม จะอ่านการ์ตูน เล่นของเล่นก็ตามสบาย ทำบรรยากาศไม่ให้กดดัน ทำงานเริ่ม 11โมง เลิกทุ่มตรง (เข้าใจคนเล่นเกมดึกตื่นสาย) ส่วนมากทีมงานจะพักอยู่หอแถวๆออฟฟิสนี้ด้วย เดินมาก็ถึง ด้วยเลยมากันง่ายหน่อย

exclusive-interview-studio-hive-40 Akibatan : เทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานมีอะไรบ้างครับ

พี่กานต์ : ที่ใช้หลักๆ ก็ Photoshop และ Wacom เท่านั้นเอง อยู่ที่ฝีมือและประสบการณ์ของทีมงานซะส่วนใหญ่

exclusive-interview-studio-hive-38Akibatan : อยากให้พูดถึงผลงานเจ๋งๆ ที่เคยทำมาซักหน่อย

พี่กานต์ : หนังสือภาพ Romeo & Juliet สไตล์ Sci-Fi งานนี้ถือว่าเป็นงานมาสเตอร์พีซชิ้นแรกของพวกเรา ในเมืองนอกนั้นขายดีมากจนขึ้นเป็น Best Seller ในหมวด Visual Novel เลยด้วย หรือมีอย่าง Samurai Batman งานชิ้นนี้เราได้นำไปแสดงที่งาน TCC2016 ที่ผ่านมาแล้ว มีผู้ให้ความสนใจมากมาย ยอดจองเต็มในพริบตาต้องจับฉลากซื้อ Thanos และ Magneto สองวายร้ายตัวนี้ก็เป็นรูปปั้นที่ได้ลิขสิทธิ์ในการออกแบบมาจาก MARVEL  ซึ่งได้กลายเป็นของในตำนานสำหรับนักสะสมกันแล้ว ราคาในตลาดสูงลิบลิ่ว พวกหุ่น Action Figure เราก็มีทำกับ Storm Collectibles ในซีรียส์ Street Fighter กับ Mortal Kombat ที่จะเน้นคุณภาพสูง ในราคาที่ไม่แพง นอกจากนี้ก็ยังมีปก Comic ที่ทำให้กับทาง MARVEL อีกหลายๆ เล่ม

exclusive-interview-studio-hive-12Akibatan : จากผลงานมากมาย เคยได้รับรางวัลอะไรบ้างไหมครับ

พี่กานต์ : ได้รางวัลหนังสือการ์ตูนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตอนนั้นได้มาแบบงงๆ  เพราะอยู่ดีๆ ก็มีพัศดุมาจาก Guinness World Record ซึ่งไม่คิดว่าจะได้เลย เซอร์ไพรซ์มาก แถมเซอร์ไพรซ์ที่สองคือโดนค่าภาษีจากรางวัลนี้อีกหมื่นกว่าบาท จริงๆ ไม่ค่อยได้รางวัลอะไรเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่จะทำงานเบื้องหลังมากกว่า

exclusive-interview-studio-hive-18Akibatan : ส่วนมากจะได้ร่วมงานกับต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ใช่ไหมครับ

พี่กานต์ : งานที่เราได้มาเกือบทั้งหมดก็เป็นงานที่ถูกจ้างโดยต่างประเทศนี่แหละ  ส่วนใหญ่เราจะทำตรงกับเจ้าต่างๆ รู้จักกันโดยตรง เขาเห็นเรามีฝีมือ เราทำงานเป็น กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้  กว่าเขาจะยอมรับในตัวเราก็ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกัน งานกับทางฝั่งญี่ปุ่นเราก็มีหลายโปรเจกต์ใหญ่ แต่ขออุบไว้ก่อน เพราะเร็วๆ นี้จะมีเซอไพรซ์ให้ร้องอู้หูกัน

Akibatan : ถ้าอยากมาทำงานที่นี่ต้องทำอย่างไรบ้างครับ

พี่กานต์ : ถ้าอยากร่วมงานกับ Studio HIVE ส่งผลงานมาให้เราสกรีนก่อน  ถ้าเห็นแววว่าน่าจะมาช่วยแต่ละส่วนกับเราได้ ต้องเริ่มจากการมาเป็นเด็กฝึกงานที่นี่ก่อน มาเรียนรู้ มาลองทำงานจริงๆ มาเจอกับโลกแห่งการดีไซน์ระดับมืออาชีพ เมื่อฝึกงานจนเรายอมรับกันแล้ว เราก็จะจ้างมาทำงานกับเราเลย

exclusive-interview-studio-hive-49ภาพที่น้องฝึกงานกำลังได้ลองทำ

Akibatan : ความเป็น Studio HIVE คืออะไร

พี่กานต์ : Studio HIVE ไม่ได้เป็นแค่บริษัทแค่รับทำภาพอาร์ท แต่เราทำ Solution Design ให้กับลูกค้า เป็นทั้งการคิดและการสร้างรรค์เพื่อตอบโจทย์ที่ได้มา และสร้างความมั่นใจในการส่งงาน ผลงานเราดี มีคุณภาพ และตรงต่อเวลาเสมอ

Akibatan : มีเป้าหมายต่อไปในอนาคตอย่างไรบ้าง

พี่กานต์ : ก็คิดว่าจะลองหาอะไรใหม่ๆ ทำไปเรื่อยๆ แต่แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องที่พวกเราชอบ และอยากสนุกไปกับมันด้วย อีกเรื่องก็พัฒนาบุคลากรให้มีฝีมือยิ่งขึ้นไป  จะได้ช่วยยกระดับสตูดิโอของเราให้ยิ่งขึ้นไปอีก ล่าสุดเราก็ได้อุปกรณ์ VIrtual Reality อย่าง Oculus Rift มาเป็นเครื่องแรกในไทย ก็ได้ลองหาความเป็นไปได้ในการทำอะไรใหม่ๆ  ด้วยเทคโนโลยีนี้ดูเหมือนกัน

exclusive-interview-studio-hive-08Akibatan : เห็นว่ามีเปิดสอนด้วย คอร์สเรียนของ Studio HIVE เป็นอย่างไรครับ

พี่กานต์ : ทาง Studio Hive ของเราเปิดคอร์สสอน Digital Art ที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง สอนโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ทำงาน ระดับโลกของจริง และถ้าคนที่เรียนกับเราและมีผลงานโดนเด่น ก็มีโอกาสร่วมทำงานกับเราได้ด้วย จะสอนให้เน้นพื้นฐานที่แน่น รวมไปถึงแนวคิดที่ถูกต้องในการทำงานจริง ตอนนี้คอร์สที่ Creative Matters ราชเทวีเปิดเดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้ง ส่วนมากที่เปิดมาก็เต็มตลอด

Akibatan : ต่อไปขอถาม พี่สกาล คนดังของ Studio Hive กันบ้าง ตอนนี้พี่ดูแลส่วนไหนของทีมอยู่ครับ

พี่สกาล : ตอนนี้เป็น Creative Director ของ Studio Hive ดูแลในส่วนของงานดีไซน์ ดูแลทีม และคอยให้คำแนะนำกับน้องๆ

exclusive-interview-studio-hive-20Akibatan : การได้ไปร่วมงานครั้งแรก กับ Stan Lee เป็นอย่างไรบ้างครับ

พี่สกาล : ตอนนั้นก็ได้ทำ Romeo and Juliet: The War ทั้งเล่ม จนตอนนี้ทาง Lionsgate ได้ซื้อไปทำเป็นหนังแล้วด้วย

Akibatan : รู้สึกยังไงกับผลงาน Romeo and Juliet: The War บ้างครับ

พี่สกาล : เป็นงานที่เราภูมิใจมาก งานแรกที่มีหลายๆ อย่างเกิดขึ้นจนมาเป็น Studio Hive อย่างทุกวันนี้เลยครับ

Akibatan : จุดสำคัญของการสร้างผลงานนี้คืออะไรครับ

พี่สกาล : ความอดทนครับ เป็นงาน Paint Comic จำนวนร้อยกว่าหน้า ที่ต้องคอยรักษาคุณภาพ ธีมของภาพให้เป็นไปในทางเดียวกันให้ตลอดลอดฝั่ง ทำทั้งปี ทำจนเอียน แต่ต้องสู้กับความรู้สึกนั้นให้ได้

exclusive-interview-studio-hive-17Akibatan : งานอื่นๆ ที่ทำมีอะไรบ้าง

พี่สกาล : ได้ทำภาพ Cover ให้กับทางมาเวลอยู่เรื่อยๆ อย่างปก Iron Man, X-Men หรือปกอีเว้นท์ Contest of Champions อีเว้นท์ใหญ่ของ Marvel ก็ทำมาแล้ว หลักๆ ก็ทำตามโจทย์ที่เขาให้มาเรื่อยๆ

Akibatan : การรับงานจากทางต่างประเทศนี่ยากไหมครับ มีความลำบากบ้างไหม

พี่สกาล : ก็กว่าเขาจะยอมรับเราได้นี่ใช้เวลามาก ต้องทำหลายๆ ด้าน ให้เข้าถึงเค้า

Akibatan : เป็นเจ้าเดียวในไทยเลยไหมครับที่ได้ทำงานกับทาง Marvel

พี่สกาล : ใช่แล้ว

Akibatan : นอกจากนี้ก็มีค่ายอื่นๆ ที่ได้ร่วมกับทางต่างประเทศไหมครับ

พี่สกาล : มีบ้างนะ แต่เนื่องจากคนทำงานไม่เยอะมาก เลยรับแค่งานจาก Marvel ก่อน

Akibatan : ตอนนี้มีโปรเจกต์อะไรน่าสนใจไหมครับ

พี่สกาล : ก็อยากจะลองทำสายหนังดูบ้างนะ น่าสนุกดี

Akibatan : ทำงานก้บต่างชาติ ต่างกับคนไทยไหมครับ

พี่สกาล : ไม่เคยทำงานกับคนไทย เลยไม่รู้จะเปรียบเทียบยังไง ฮ่าๆ แต่การดีลงาน คนที่มาคุยงานกับเรามี 2 ประเภทคือ คนที่รู้ว่าเขาเองอยากได้อะไร พวกนี้รู้ว่าอยากให้ไปทางไหน เปิดกว้างทางความคิด ต้องการจะก้าวไปข้างหน้าตลอด อีกประเภทก็มาแบบไม่รู้อะไรเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าอยากจะได้อะไร จะจำกัดความคิด ตีกรอบจนเกินไป พวกนี้รับมือยาก เพราะทำให้ถูกใจค่อนข้างลำบาก

Akibatan : พี่สกาลมาถึงจุดนี้ได้ยังไงครับ จุดที่เป็น Digital Artist ระดับโลก

พี่สกาล : ถ้าให้ตอบมันก็จะดูธรรมดาแบบไซตามะเลย คือพี่ทำงาน Digital Art มาตลอด 16 ปี ไม่ได้หยุดการฝึกฝีมือเลย ทำไปเรื่อย ทำมันตลอด จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

exclusive-interview-studio-hive-29Akibatan : ถ้ามีคนที่อยากจะเป็นแบบที่ได้บ้างต้องทำยังไง

พี่สกาล : ต้องฝึกในเส้นทางที่ถูกต้อง ทำให้เป็นธรรมชาติ ไม่หักโหม ไม่โลภมาก ทำให้เหมือนเป็นชีวิตประจำวันของเรา ทำไปเรื่อยๆ และสนุกกับมัน เหนื่อยก็พัก ไปเที่ยว ไปต่อกันดั้ม

ถ้าอยากได้ ทางลัด มันก็มีนะ ก็คือเราก็ต้องไปอยู่กับคนที่เก่งๆ ไปเอาอย่างคนที่เก่งๆ  พยายามทำตัวเองให้เป็นระดับเขา เมื่อถึงเวลา เราก็อาจจะหาแนวทางของตัวเองได้ สมัยพี่เริ่มใหม่ๆ  พี่ไม่ค่อยมีโอกาสอะไรแบบนี้ แต่พอมีสักเสี้ยวของโอกาสให้เห็น พี่ก็จะคว้าไว้  ตัวเราเองก็ต้องพยายามพาตัวเองให้ไปถึงจุดที่เราคว้าโอกาสนั้นให้ได้ด้วย ขอเพียงอย่าหยุดเดิน

อย่าง Marvel กว่าจะได้คุย ใช้เวลากว่าสองปีที่พวกเราจะได้งานมาเลยนะเออ  แต่ตอนนั้นเราต้องตั้งเป้าตัวเองก่อนว่า อยากทำงานกับ Marvel เราก็ต้อง พยายามทำทุกทางที่จะหาทางได้คุยกับ Marvel เรื่องของภาษาก็จำเป็น ถ้าพูดได้ทั้ง อังกฤษ จีน ญี่นปุ่นนี่ การดีลงานจะเป็นอะไรที่ง่ายมากเลย

Akibatan : เป้าหมายต่อไปของพวกพี่ อยากจะทำอะไรบ้างครับ

พี่กานต์ : เป้าหมายสูงสุดตอนนี้ยังไม่เจอนะ เพราะได้ทำเกือบหมดแล้ว แต่ระยะใกล้ก็อยากทำหนัง กับสอนน้องๆ ให้เป็นมืออาชีพนี่แหละ

Akibatan : จะมีการขยายทีมอีกไหมครับ

พี่กานต์ : ตอนนี้ ก็อยากให้เป็นไปอย่างช้าๆ นะ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปดีกว่า

exclusive-interview-studio-hive-64