[Scoop] สิ่งชั่วร้ายจงออกไป! สิ่งมงคลจงเข้ามา! มาสนุกไปกับเรื่องราวของวัน Setsubun ที่ใครหลายคนอาจไม่เคยรู้!

0
1,156 views

‘สิ่งชั่วร้ายจงออกไป! สิ่งมงคลจงเข้ามา!’ คำพูดนี้สำหรับแฟนการ์ตูนแล้วคงเคยได้ยินบ่อย ๆ ในการ์ตูนที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับวัน Setsubun ซึ่งมักจะพูดพร้อมกับทำการปาถั่วไปด้วย โดยจะปาใส่ตัวละครที่รับบทเป็นยักษ์ บ้างก็ปาอัดหน้าพระเอก(?) หรือไม่ก็ตัวตบมุกประจำเรื่อง หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ว่า พวกเขาเหล่านั้นปาถั่วกันไปทำไม เป้นการเล่นสนุกหรืออะไรแบบนั้นรึเปล่า ในครั้งนี้ทีมงาน Akibatan จะขอพาเพื่อน ๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องราวของวัน Setsubun หรือรู้บ้างแต่ไม่ละเอียดนัก ไปเรียนรู้เรื่องราวและความหมายของวัน Setsubun กัน จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ตามไปชมกันเลยจ้า!

วัน Setsubun คืออะไร?

วัน Setsubun (節分) นั้นเป็นวันที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นวันแบ่งฤดูกาลระหว่างฤดูหนาวกับฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมักจะตรงกับ วันที่ 3 หรือ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี ในวันนี้แบ่งฤดูนี้ชาวญี่ปุ่นนั้นจะมีการจัดประเพณีปาถั่วมงคลที่เรียกว่า Mamemaki (豆撒き) ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่าการปาถั่วนั้นทำเพื่อขับไล่สิ่งที่ไม่ดีออกไปและต้อนรับความสุขในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังมาถึงให้เข้ามาสู่ครอบครัวของตนเอง

ประเพณีปาถั่ว Mamemaki (豆撒き) นั้นเป็นประเพณีเก่าแก่ที่มีเริ่มต้นมาจากพิธีขับวิญญาณชั่วร้ายที่เรียกว่า พิธี Tsuina (追儺) ซึ่งพิธี Tsuina นั้นได้รับอิทธิพลมาจากพิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายของชาวจีนที่เข้ามาเผยแพร่วัฒนธรรมในประเทศญี่ปุ่นเมื่อสมัย ยุค Muromachi (室町時代) หรือเมื่อประมาณ ปี ค.ศ. 1336 – ค.ศ. 1568 นั่นเอง

ในวัน Setsubun มีกิจกรรมอะไรบ้าง?

ในวันนี้จะมีกิจกรรมเกิดขึ้นตามศาลเจ้าหรือบ้านคนทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะมีมากมีน้อยก็แล้วแต่ศาลเจ้า หรือ ครอบครัวนั้น ๆ

ในส่วนของศาลเจ้า จะมีการคัดเลือกเมล็ดถั่วเหลืองที่รูปร่างดีและนำมาคั่วจนสุก ก่อนจะบรรจุลงไปในกล่องไม้รูปร่างสวยงามเพื่อนำไปทำพิธี โดยการโปรยถั่วมงคลนั้น มักจะให้นักบวชหรือคนที่มีชื่อเสียงเป็นผู้โปรยเพื่อความเป็นสิริมงคล และนอกจากนี้ศาลเจ้าบางแห่งก็อาจจะมี Fukumochi (福餅) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นโมจิมงคลแจกจ่ายหรือวางขายให้เอาไปกินกันเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

ตัวอย่างหน้าตาของ Fukumochi

มาถึงส่วนของครอบครัวทั่วไปกันบ้าง ในวัน Setsubun นั้น เหล่าชายหนุ่มในบ้านเช่น คุณพ่อ หรือลูกชาย ก็จะได้รับบทเป็นคุณยักษ์

โดยจะต้องสวมหน้ากากยักษ์หรือหน้ากากปีศาจแล้วยอมเป็นเป้าให้คนในบ้านเอาถั่วเหลือคั่วมาสาดใส่พร้อมกับพูดว่า Oni wa soto! Fuku wa uchi! (鬼は外! 福は内! // おに はそと ふくはうち) ซึ่งมีความหมายว่า สิ่งชั่วร้ายจงออกไป! สิ่งมงคลจงเข้ามา! นั่นเอง และนอกจากกิจกรรมปาถั่วไล่ยักษ์แล้ว ก็ยังมีการนั่งกิน Futomaki (太巻) แท่งใหญ่ ๆ แบบไม่ตัดแบ่งรวดเดียวให้หมด ถ้าใครนึกหน้าตาของ Futomaki ไม่ออกล่ะก็ ดูได้จากภาพเลยจ้า

โดยการกิน Futomaki รวดเดียวนั้น จะต้องนั่งกินแบบเงียบ ๆ โดยหันหน้าไปทางทิศมงคลของแต่ละปีนั่นเอง ซึ่งในช่วงวัน Setsubun นั้นจะมี Futomaki ขายตามร้านสะดวกซื้อเยอะมาก ๆ แถมยังมีราคาถูกกว่าปกติด้วย ทำให้ไกจิน (ชาวต่างชาติ) หลาย ๆ คนได้รับอานิสงของวันนี้ไปด้วยและสามารถดื่มด่ำกับประเพณีและวัฒนธรรมของวัน Setubun กันจนจุกไปถึงคอหอยเลยทีเดียว (ฮา)

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อกันด้วยว่า ในวัน Setsubun ของทุกปี ให้กินถั่วเหลืองคั่วตามอายุของตัวเอง เช่นถ้าเกิดอายุ 16 ปี ก็ให้กินถั่วเหลืองคั่ว 16 เม็ด เป็นต้น ซึ่งการกินถั่วในวัน Setsubun นี้เชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่ได้กินมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยไปตลอดทั้งปี

ทำไมวัน Setsubun ถึงต้องปาถั่วไล่ยักษ์?

คำถามข้อนี้ เหล่าไกจินทั้งหลายอาจจะเคยสงสัยและตั้งคำถามกันว่า ทำไมถึงต้องไล่คุณยักษ์ล่ะ? คุณยักษ์นิสัยไม่ดีเหรอ? ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นโบราณนั้น เชื่อกันว่า ยักษ์ หรือ Oni (鬼) นั้นเป็นตัวแทนแห่งความชั่วร้าย มักจะนำพาเอาสิ่งที่ไม่ดีมาสู่ผู้คนอยู่ตลอดเวลา ดังที่ปรากฏในเรื่องเล่าหรือตามตำนานต่าง ๆ ซึ่งยักษ์ที่ปรากฏตัวในเรื่องเล่าเหล่านั้นก็มักจะคอยแกล้งผู้คน จับกิน ฆ่า หรือทำอะไรไม่ดีต่าง ๆ นา ๆ จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นนั้นมองว่ายักษ์เป็นตัวแทนของสิ่งชั่วร้ายนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเรื่องราวของวัน Setsubun ดูเผิน ๆ แล้วเป็นเทศกาลปาถั่วเอามันส์ใช่ไหมล่ะ แต่การปาถั่วนั้นกลับมีเรื่องราวของวัฒนธรรม และความเชื่อของชาวญี่ปุ่นแฝงอยู่ในพิธีกรรมที่ดูเรียบง่ายไว้ด้วย ประเพณีนี้มีการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 หรือเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ก็ยังสืบทอดกันมาได้อย่างครบถ้วนและแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ

อยากให้เพื่อน ๆ ดูเรื่องราวของ วัน Setsubun นี้เอาไว้เป็นตัวอย่างและนำมาประยุกต์ใช้กับประเพณีและวัฒนธรรมของบ้านเรา ประเพณีและวัฒนธรรมนั้นจะเลือนหายไปตามกาลเวลาถ้าไม่ได้รักษามันเอาไว้ เรียนรู้ที่จะอนุรักษ์ ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย และสืบทอดต่อไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน อย่าปล่อยให้ประเพณีและวัฒนธรรมดี ๆ เหล่านั้นสูญหายไปตามกาลเวลา

ถ้าชอบ "Like!" เลย

Follow on Twitter !