[Scoop] รู้กันหรือไม่!? ที่มาของตัวละครจากตำนานเทพประยุทธ์ Houshin Engi มาจากไหนกันนะ?

0
4,029 views

ปี 2017 นับเป็นปีที่มีการประกาศ Remake และประกาศทำภาคต่อของอนิเมะในตำนานหลายเรื่องจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Mahoujin Guruguru หรือจะเป็น Card Captor Sakura รวมไปถึง ตำนานเทพประยุทธ์ Houshin Engi ด้วย นับว่าเป็นปีที่ดีมาก ๆ ของแฟนอนิเมะวัยดึกจริง ๆ ที่ได้ดูภาคต่อหรือภาคทำใหม่ของอนิเมะในดวงใจของพวกเขาอีกครั้ง และในครั้งนี้ ทีมงาน Akibatan จะขอหยิบยกเรื่องราวของอนิเมะในตำนานที่สนุกมาก ๆ อีกเรื่องที่ได้ประกาศ Remake ใหม่และจะฉายอีกครั้งในปี 2018 ซึ่งเรื่องนั้นก็คือ ตำนานเทพประยุทธ์ Houshin Engi นั่นเอง หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินกันมาว่าเรื่องนี้เอาชื่อเทพของจีนมาทำเป็นตัวละครจริงหรือเปล่า แล้วแต่ละคนมีที่มาจากไหนบ้าง ในครั้งนี้เราจะมาพูดคุยกันครับว่า ที่มาของตัวละครจากตำนานเทพประยุทธ์ Houshin Engi มาจากที่ไหนกันแน่นะ? ว่าแล้วก็ไปลุยกันเลยครับ!

ว่าด้วย “ตำนานฮ่องสิน”

อันที่จริงแล้ว “ตำนานเทพประยุทธ์” หรือในชื่อญี่ปุ่นคือ Houshin Engi จะสามารถออกเสียงในสำเนียงจีนกลางได้ว่า “เฟิงเสินเอี๋ยนอี้” ซึ่งคนไทยจะเคยผ่านตาในชื่อ “ตำนานฮ่องสิน” หรือ ห้องสิน นั่นก็แปลว่า จริง ๆ แล้วการ์ตูนเรื่องนี้ ไม่ใช่เนื้อหาออริจินอลแต่แรกเริ่ม แต่เป็นการ์ตูนที่นำเอาพงศาวดารจีนมาตีความใหม่และสอดแทรกความบันเทิงแบบการ์ตูนโชเนนจัมป์เข้าไปจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำกับต้นฉบับ ถ้าให้เปรียบล่ะก็ เป็นความต่างระดับเดียวกับ “รามายณะ” และ “รามเกียรติ์” เลย ที่เป็นวรรณคดีไทยที่ดัดแปลงจากอินเดีย แม้ว่าจะมีเค้าโครงเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันมากจนเหมือนคนละเรื่องกันไป

ฮ่องสินเป็นพงศาวดารจีน วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ซึ่งประพันธ์ขึ้นโดย “สวี่จ้งหลิน” เมื่อประมาณปี ค.ศ.1550 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนสมัยก่อนคริสตกาล และก่อนยุคของฉินซี (จิ๋นซีฮ่องเต้) เสียอีก ฮ่องสินนั้นหยิบเอาตำนานของการก่อตั้งราชวงศ์โจว หนึ่งในราชวงศ์ที่ปกครองแผ่นดินจีนยาวนานที่สุดก่อนเข้ายุคฉินซี ที่ซึ่งมีต้นกำเนิดจากสงครามโค่นล้มพระเจ้าโจ้วหวางแห่งราชวงศ์ซาง โดยกล่าวกันว่า รัชสมัยของพระเจ้าโจ้วหวางนั้น ประชาชนต่างอดอยาก เพราะพระเจ้าโจ้วหวางได้รีดไถภาษีเข้าวังแล้วใช้ชีวิตอย่างหรูหรามั่งคั่งคู่กับมเหสีนาม ต๋าจี่ ทำให้เจ้าเมืองที่พอมีอำนาจทางทหาร รวบรวมไพร่พลก่อการกบฎและโค่นล้มพระเจ้าโจ้วหวาง ก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ขึ้น

โดยที่ฮ่องสินนั้น ได้หยิบเอาเหตุการณ์ดังกล่าว มาแต่งเติมจินตนาการให้กลายเป็นว่า มเหสีต๋าจี่นั้นแท้จริงคือนางปีศาจจิ้งจอกที่มายั่วยวนให้พระเจ้าโจ้วหวางเสียผู้เสียคนจนเกินเยียวยา เหล่าเซียนและนักพรตจึงตัดสินใจเกื้อหนุนฝ่ายมนุษย์ให้ต่อต้านโจ้วหวาง เพื่อสร้างยุคสมัยของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ โดยที่พวกตนก็จะทำสงครามกับฝ่ายนางปีศาจไปพร้อม ๆ กันนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ตำนานฮ่องสินจึงมีสีสันที่ตื่นตาสนุกสนาน เพราะเต็มไปด้วยตัวละครเซียนนักพรตที่มีวิชา คาถาอาคม และอาวุธพิสดารมากมายเข้าทำสงครามกัน โดยที่ตัวละครหลาย ๆ ตัว ก็ดัดแปลงมาจากตำนานเทพเจ้าต่าง ๆ ที่มีอยู่ในความเชื่อของชาวจีน มาผสมผสานกัน และถูกวางเค้าโครงให้กลายเป็นว่า เมื่อจบศึกนี้ เหล่าเซียนก็ได้ยกระดับเป็นเทพ แล้วสร้างโลกสวรรค์ขึ้นเพื่อเฝ้าดูโลกมนุษย์ ทำให้กลายเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงตำนานเทพท้ั้งปวงของจีนเข้าด้วยกัน

ปัจจุบันนี้ในไทยสามารถอ่านตำนานฮ่องสินในแบบฉบับหนังสือแปลได้ ผลงานของคุณ วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์

สำหรับในจีนนั้นมีการสร้างภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์เกี่ยวกับฮ่องสินมากมายหลายครั้งตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงยุค 2000 ต้น ๆ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็มีภาพยนตร์จีนเรื่อง “สงครามเทพเจ้า” เข้าฉายในไทย โดยที่เนื้อหานั้นก็ดัดแปลงมาจากฮ่องสินเช่นกัน แต่ก็มีการดัดแปลงเรื่องราวไปหลายส่วนอีกด้วย

Taikoubou (太公望)

พระเอกของเรื่องที่เป็นเซียนฝึกหัด เขาได้รับคำสั่งจากสวรรค์ให้ลงมาปราบปีศาจบนโลก โดยได้รับคัมภีร์ปราบมาร ที่ระบุรายชื่อเป้าหมายที่ต้องกำจัด แม้ว่าฝีมือจะไม่ค่อยได้เรื่องเท่าใดนักในตอนแรก แต่เรื่องความเหลี่ยมจัดนี่ก็หาตัวจับได้ยากอยู่ ดังนั้นเขาจึงเป็นตัวเอกสายเจ้าปัญญาอีกคนหนึ่งที่นำพาเรื่องราวให้น่าสนใจ

ที่มาของเขาในตำนานจีนนั้นคือ Taigong Wang หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ Jiang Ziya ซึ่งบ้านเราจะรู้จักเขาในชื่อ เจียงไท่กง ไท่กงว่าง หรือ เจียงจื่อหยา นั่นเอง ชื่อของ เจียงจื่อหยา นั้นได้ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมจีนโบราณเรื่องห้องสิน ในฐานะผู้ที่สั่งประหาร นางต๋าจี ปีศาจจิ้งจอกพันปีที่แปลงกายมาล่อลวงจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ซางให้ลุ่มหลงในอำนาจและกามรมณ์ เจียงจื่อหยาแต่เดิมแล้วเป็นขุนนางในราชวงศ์ซางที่ทนความโหดร้ายในการปกครองของ อ๋องโจ้ว ผู้ปกครองแห่งราชวงศ์ซางไม่ไหว จึงเร้นกายมาพำนักที่ชนบทห่างไกลแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเว่ยสุ่ย เขานั้นได้นั่งตกปลาโดยไม่มีเหยื่อเพื่อรอพบผู้ที่คู่ควรกว่า 50 ปี และก็ได้พบกับ โจวเหวินหวัง ผู้ที่จะมากอบกู้แผ่นดินให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง เมื่อตอนที่เขาอายุได้ 80 ปี เขาได้รับการเชิญจาก โจวเหวินหวัง ให้ไปเป็นนักยุทธศาสตร์ในการโค่นราชวงศ์ซางลง โดยได้รับสมญานามว่า เจียงไท่กงหวั่ง ต่อมาได้ย่อเป็น ไท่กงหวาง แต่บ้านเราจะรู้จักกันในนามของ เจียงไท่กง มากกว่า

เจียงจื่อหยา นั้นได้ถูกยกย่องในเรื่องของการเป็นผู้ที่มีความอดทนสูง ซึ่งก็มาจากการที่เขาได้นั่งตกปลารอพบโจวเหวินหวังถึง 50 กว่าปีเลยทีเดียว ภาษิตจีนนั้นได้ยกย่องเรื่องราวในครั้งนี้ไว้ว่าเป็นเรื่องราวของ “ไท่กงตกปลา” ที่มีความหมายประมาณว่า “ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยินยอมติดกับดักที่ผู้อื่นวางไว้” เปรียบได้ดั่งการที่ไท่กงว่างได้วางอุบายตกปลาด้วยวิธีการประหลาด ใช้คันเบ็ดตรงยกตะขอขึ้นเหนือน้ำและไม่ผูกเหยื่อ ซึ่งวิธีการตกปลาแบบประหลาดของเขานั้นทำให้ โจวเหวินหวัง ที่ได้ยินข่าวต้องเดินทางเพื่อไปพบเขาด้วยความสนใจทั้งที่รู้ว่าเป็นอุบายที่วางเอาไว้นั่นเอง

จะเห็นว่าภาพลักษณ์ของเจียงจื่อหยาในการ์ตูนจะต่างกับตำนานจริงแทบจะเป็นคนละคน โดยตัวจริงจะเป็นชายชราที่ดูเหมือนนักพรตแก่ ๆ แต่ในการ์ตูนถูกออกแบบมาให้เป็นเด็กหนุ่มที่อายุยืนยาวตามคุณลักษณะของเซียนเต๋า นอกจากนี้ปูมหลังของตัวละครยังไม่เหมือนกันเสียทีเดียวอีกด้วย

Supushan (四不象)

สัตว์พาหนะของ Taikoubou นาม Supushan หรือ ซื่อปู่เซี่ยง รูปร่างของเขาเหมือนกับ… เอิ่ม… ม้า(?) ฮิปโป(?) มูมิน(?) อะไรก็ช่างเถอะ… เวลาที่เขาพูดมักจะลงท้ายประโยคด้วยคำว่า “~ su” (เป็นรูปย่อของคำว่า desu ในภาษาญีุ่่น ที่มักใช้กันในหมู่วัยรุ่น) อยู่เสมอ ๆ ติดตาม Taikoubou ลงมาจากสวรรค์เพื่อปราบมาร ในมังงะและอนิเมเวอร์ชั่นเก่านั้น เขามีร่างสุดยอดที่ดูคล้ายมังกรเท่และทรงพลังมาก ๆ ผิดกับร่างฮิปโปลิบลับเลยล่ะ…

ในตำนานฮ่องสินนั้นได้กล่าวถึง ซื่อปู่เซี่ยง ไว้ว่าเป็นสัตว์วิเศษพาหนะของเจียงจื่อหยาที่ขี่ตอนที่ออกรบ ชื่อของเขาในภาษาจีนคือ 四不象 (sì bú xiàng) มีความหมายว่า สี่ไม่คล้าย ซึ่งปัจจุบันเป็นชื่อเรียกของ “กวางปักกิ่ง” กวางชนิดหนึ่งที่มีอยู่จริงในปัจจุบันแต่ใกล้สูญพันธุ์แล้ว ซึ่งเหลือจำนวนหลักพันเฉพาะในส่วนสัตว์ทั่วโลกเท่านั้น ไม่หลงเหลือในธรรมชาติแล้ว โดยสาเหตุที่มีชื่อเช่นนี้ เนื่องจากชาวจีนสมัยก่อนนั้นมองว่ามันไม่คล้ายกับกวางเสียทีเดียว จะเป็นวัวก็ไม่ใช่ (เพราะเขางอไปด้านหลังที่ต่างกับกวางชนิดอื่น) ม้าก็ไม่เชิง เป็นลาก็ไม่ถูก จึงเรียกมันว่า ซื่อปู่เซี่ยง หรือ สี่ไม่คล้าย นั่นเอง

Nataku (哪吒)

เด็กหนุ่มที่เป็นครึ่งเซียนครึ่งอาวุธไซบอร์ก มีพลังในการต่อสู้สูงมาก เขาคอยช่วยเหลือ Taikobou ในการทำภารกิจปราบมาร แม้จะเป็นคนที่ดื้อรั้นมาก ๆ แต่เมื่อถึงเวลาก็สามารถฟังคำสั่งของ Taikobou อย่างเต็มที่และจะช่วยเหลือผู้อื่นอย่างสุดกำลัง

เรื่องราวของ Nataku หรือที่บ้านเรารู้จักกันในชื่อ นาจา ตามตำนานได้กล่าวว่า แต่เดิมแล้ว นาจา เป็นบุตรของ หลี่จิ้ง เทพผู้ถือครองเจดีย์สวรรค์ (อันเดียวกับที่เคยกักขังเห้งเจียเอาไว้นั่นล่ะครับ) เขาได้ถูกส่งลงมาเกิดในโลกมนุษย์เป็นบุตรของแม่ทัพหลี่ เขาเกิดมาพร้อมกับห่วงทองและมีพละกำลังและอิทธิฤทธิ์มหาศาล ในวัยเด็ก นาจานั้นซุกซนเป็นอย่างมาก เขาได้ออกไปเล่นน้ำทะเลและเผลอฆ่ามังกรน้ำบุตรของเจ้าสมุทรตาย เจ้าสมุทรจึงบุกมาหาแม่ทัพหลี่ต้องการจะเอาเรื่อง เจ้าสมุทรขอให้ส่งตัวนาจาให้เพื่อแลกกับการที่จะไม่ทำลายเมือง เมื่อนาจาได้ยินดังนั้นก็บุกลงไปในวังบาดาลแล้วถลกเส้นเอ็นมังกรของเจ้าสมุทรออกมาแลัวสาปให้เจ้าสมุทรกลายเป็นงูเขียว

เมื่อแม่ทัพหลี่รู้เข้าจึงโกรธเป็นอย่างมากและประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับนาจาทันที ด้วยความน้อยใจบิดา นาจาจึงฆ่าตัวตายด้วยการแล่เนื้อตนเองคืนแก่แม่และแล่กระดูกตนเองคืนแก่พ่อ หลังจากที่นาจาตายไปแล้ว เซียนซือจุน นั้นเห็นว่านาจามีความสามารถในการปราบมารเป็นอย่างมาก จึงได้ทำการชุบชีวิตให้แก่เขาโดยใช้ก้านบัวแทนกระดูก รากบัวแทนเนื้อ ใยบัวแทนเอ็น และใบบัวแทนเสื้อผ้าอาภรณ์ขึ้นมาใหม่ ภายหลังเง็กเซียนฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งให้เป็น “จงตั๋นหง่วนโส่ย” หรือ “จงตั๋นเหยียนฟู่” (中壇元帥) แม่ทัพแห่งสวรรค์ ทำหน้าที่ปกป้องประตูสวรรค์ เช่นเดียวกับ เอ้อหลางเสิน หรือ เทพสามตา

สาเหตุหนึ่งที่สื่อปัจจุบันบางสื่อตีความนาจาให้ดูต่างจากเซียนที่เป็นมนุษย์ กลายเป็นกึ่ง ๆ มนุษย์ดัดแปลง ก็เพราะการถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่โดยใช้ต้นบัวเป็นวัตถุดิบ มันให้ความรู้สึกทั้งแฟนตาซี และมองเป็นความไซไฟในแบบหนึ่งก็ได้เช่นกัน

Yozen (楊戩)

เซียนสวรรค์ที่มีรูปลักษณ์เป็นชายหนุ่มผมยาว ดูทรงภูมิ เขาเป็นเซียนหนุ่มที่ฉลาดมาก ๆ เคยทดสอบฝีมือกับ Taikoubou และได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อร่วมภารกิจปราบมารด้วยกัน

สำหรับ Yozen นั้น ในบ้านเรามักจะรู้จักเขาในชื่อ หยางเจี่ยน หรือ เทพสามตา เอ้อหลางเสิน นั่นเอง หยางเจี่ยน เป็นบุตรคนที่สองของ หยางเทียนโหย่ว เสนาบดีของราชวงศ์ฉิน และมีมารดาที่เป็นถึงน้องสาวของเง็กเซียนฮ่องเต้นามว่า เหยาจี มารดาของ หยางเจี่ยน นั้นได้ทำผิดกฏสรรค์หลบหนีลงมาจากสวรรค์เพื่อแต่งงานอยู่กินกับหยางเทียนโหย่วบนโลกมนุษย์ และนางก็ได้ถูกลงโทษให้ถูกจับไปขังไว้ที่ ภูเขาเถาซาน (桃山) แต่ก่อนที่นางจะถูกจับไปนั้น เง็กเซียนฮ่องเต้ ได้สั่งให้ แม่ทัพเทียนเผิงและวิหคทองคำ ลงมาฆ่าล้างตระกูลหยางด้วย หยางเทียนโหย่ว และบุตรชายคนโตจึงถูกฆ่าตาย แต่แม่ทัพสวรรค์เกิดความสงสารเด็กที่เหลือจึงไว้ชีวิตบุตรอีกสองคนไว้

หยางเจี่ยน และ หยางฉาน เติบโตมาเป็นเด็กเร่ร่อนไม่รู้ว่าแม่ของตนเองเป็นใคร ด้วยความเมตตาของ เจ้าแม่หนี่วา เจ้าแม่จึงมารับ หยางฉาน ไปเลี้ยง ส่วน หยางเจี่ยน ก็ได้ถูกส่งเรียนวิชาทั้งบุ๋นและบู๊อยู่ที่ เขาเหมยซาน กับ เทพอวี่เติ้นเจินเหริน แห่งสำนักถ้ำจินเซี่ย เมื่อได้เติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ หยางเจี่ยนก็ได้รับทราบเรื่องราวของมารดา จึงไปช่วยมารดาด้วยการผ่าภูเขาเถาซานออกเป็นสองซีก เง็กเซียนฮ่องเต้ เมื่อทราบเรื่องจึงให้ทหารสวรรค์จับตัวมาลงโทษ เจียงจื่อหยา ได้ร้องขอต่อ เง็กเซียนฮ่องเต้ ให้ลดโทษด้วยการให้ หยางเจี่ยน ทำความดีชดใช้ความผิด หยางเจี่ยนได้ทำความดีมากมายเพื่อไถ่โทษ จนมนุษย์ให้การนับถือและเรียกว่า “เทพเอ้อหลาง” ในเวลาต่อมานั่นเอง

เทพเอ้อหลางหรือเทพสามตา ชาวไทยเราจะคุ้นเคยกันมากที่สุดในภาพยนตร์จีนชุดไซอิ๋ว เพราะเขาคือหนึ่งในแม่ทัพสวรรค์ที่เป็นคู่ปรับสำคัญของซุนหงอคง หรือเห้งเจีย ที่มีวิทยายุทธ์ไม่ด้อยไปกว่ากัน และเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีคนจดจำได้มากนั่นเองครับ อย่างไรก็ตาม ประวัติความเป็นมาของเขาในวรรณกรรมฮ่องสิน (ต้นฉบับของตำนานเทพประยุทธ์) และในมังงะตำนานเทพประยุทธ์นั้นก็แตกต่างกันออกไปอีก ซึ่งเพราะด้วยผู้แต่งนั้นเป็นคนละคน ก็ต่างมีมุมมองในการนำเสนอตำนานในแบบฉบับของตนเอง ดังนั้นจึงไม่มีฉบับใดผิดหรือถูกครับ

Ko Hiko (黄飛虎)

แม่ทัพแห่งราชวงศ์ซาง เขาให้ความเคารพนับถือแก่ พระเจ้าอินโจว เป็นอย่างมาก และเคียดแค้น นางจิ้งจอกต๋าจี่ ที่เข้ามาล่อลวง พระเจ้าอินโจว และทำให้บ้านเมืองเกิดเพศภัย

Ko Hiko หรือ หวงเฟยหู่ แม่ทัพแห่งราชวงศ์ซางที่ถูกการยุยงของ นางจิ้งจอกต๋าจี่ ทำให้ครอบครัวพังพินาศจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนออกจากเมือง และได้ถูก หวงเทียนฮั่ว บุตรชายของตนช่วยชีวิตเอาไว้ ภายหลังได้เข้าร่วมกับกองทัพของ พระเจ้าโจวอู่หวาง และ เจียงจื่อหย๋า รบกับกองทัพของ พระเจ้าอินโจว จนได้รับชัยชนะในที่สุด

โดยการตายของเขาในวรรณกรรมห้องสินนั้น เขาพลาดท่าถูกสังหารโดยขุนพลฝ่ายอินโจว แต่ในการ์ตูนได้ทำการตีความเสียใหม่ให้เป็นหนึ่งในฉากดราม่าที่พีคที่สุดช่วงหนึ่งของเรื่องเลยทีเดียว

Ko Tenka (黄天化)

นักพรตที่มีพลังฝีมือในการต่อสู้สูงมาก นิสัยค่อนข้างใจร้อนมักจะคาบบุหรี่อยู่ในปากตลอดเวลา แม้จะใจร้อนเกินไปสักนิดแต่ก็เป็นพรรคพวกที่ Taikoubou เชื่อใจมากคนหนึ่ง

ในบ้านเราจะรู้จัก Ko Tenka ในชื่อ อึ้งเทียวฮั่ว หรือ หวงเทียนฮั่ว เขาเป็นบุตรของ หวงเฟยหู่ กับนาง กาซื่อฮูหยิน เมื่อตอนที่เขาอายุได้ 3 ขวบ นักพรตเต๊กจินกุน หรือ ไต้เต๋อจวินกวน แห่งเขาเซิงหัวซาน เห็นว่าเด็กคนนี้จะเติบใหญ่เป็นนักรบผู้เก่งกาจในภายภาคหน้า เขาจึงได้สอนวิชาบู๊และบุ๋นให้

ภายหลัง เมื่อเขาอายุได้ 13 ปี นักพรตเต๊กจินกุน (เต้าเต๋อจิง) ได้ส่งเขากลับไปช่วยบิดาของตนที่กำลังมีภัยจากการยุยงของ นางจิ้งจอกต๋าจี่ ที่ล่อลวง พระเจ้าอินโจว เขาได้เข้าร่วมกับฝ่ายของ พระเจ้าโจวอู่หวาง และ เจียงจื่อหยา รบกับกองทัพของ พระเจ้าอินโจว ในระหว่างรบนั้น หวงเทียนฮั่ว ก็ได้สิ้นชีพในระหว่างสงครามด้วยฝีมือของ โกแกหลง เมื่อสงครามสิ้นสุด ฝ่าย พระเจ้าโจวอู่หวาง และ เจียงจื่อหย๋า ได้รับชัยชนะ เมื่อ เจียงจื่อหย๋า ได้รับการแต่งตั้งเป็น เจียงไท่กง เขาก็ได้ประกอบพิธีเรียกดวงวิญญาณของผู้ตายในสนามรบกลับมาและได้แต่งตั้งให้ดวงวิญญาณของ หวงเทียนฮั่ว ผู้กตัญญูต่อบิดาและช่วยเหลือแผ่นดินให้ดำรงตำแหน่ง เปงหลงกง เจ้าแห่งภูเขาซำซาน สืบต่อไปนั่นเอง

ตัวละครตัวนี้เป็นอีกหนึ่งตัวที่ถูกตีความใหม่ในฉบับการ์ตูนค่อนข้างมาก คือเดิมทีนั้น หวงเทียนฮั่ว เป็นตัวละครที่บทบาทไม่ได้มากนัก แต่เพราะการออกแบบที่เป็นเด็กหนุ่มนักสู้ ทั้งยังมีอาวุธเป็นกระบี่แสงแบบอัศวินเจไดใน Star Wars จึงเป็นตัวละครที่ได้รับความนิยมสูงในสมัยตีพิมพ์ และบทของเขาก็ถูกเพิ่มเติมเข้าไปมาก จนถึงขั้นได้ดวลกระบี่กับพระเจ้าอินโจวเพื่อล้างแค้นให้พ่อเลยทีเดียว

Fugen Shinjin (普賢真人)

ฝู่เสียนเจิ้นเหยิน หนึ่งในสิบสองเซียนแห่งเขาคุนหลุน ที่รูปโฉมดูเป็นหนุ่มน้อยท่าทางอ้อนแอ้น แต่จริง ๆ แล้วเป็นเซียนที่มีอายุยืนยาวและมีพลังระดับสูงมาก มีอาวุธเซียนที่สามารถควบคุมสสารและแปรเปลี่ยนพลังธาตุในธรรมชาติรอบตัวได้ ตามเนื้อเรื่องของการ์ตูนนั้น เขาเป็นเพื่อนสนิทของ Taikoubou และมีบทบาทสำคัญในช่วงกลางเรื่องที่เกิดสงครามระหว่างเซียนมนุษย์และเซียนปีศาจ

หนึ่งในจุดเด่นที่ตำนานฮ่องสินนั้นต่างกับไซอิ๋วก็คือ ในตำนานไซอิ๋วนั้น จะเน้นที่การเดินทางอัญเชิญพระไตรปิฎกของคณะพระถังซัมจั๋ง ที่เน้นหนักในด้านพุทธศาสนา ดังนั้นฝ่ายเทพ จะมีระดับสูงสุดก็คือพระโพธิสัตว์และพระยูไล โดยที่นักพรตเต๋านั้นมักจะเป็นฝ่ายปีศาจ หรือพวกเล่นคุณไสยหลอกลวงมนุษย์

แต่ในตำนานฮ่องสินนั้น ได้เขียนให้นักพรต เซียน และพระโพธิสัตว์ ถือเป็นผู้วิเศษระดับเท่า ๆ กัน โดยอันที่จริงแล้ว ฝู่เสียนเจิ้นเหยิน คือ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของสมาธิและความกรุณา มีเอกลักษณ์เด่นในรูปโฉมของพระโพธิสัตว์ทรงช้างขาว ก็จะเห็นว่าต่างกับฝู่เสียนในการ์ตูนอย่างชัดเจน โดยบทบาทของฝู่เสียนในตำนานฮ่องสินนั้นก็จะคล้าย ๆ กันคือเป็นผู้ที่ช่วยเหลือเซียนฝ่ายคุนหลุนในการสู้รบกับฝ่ายอินโจวและปีศาจ แต่ไม่ได้มีความสนิทสนมกับไท่กงว่างเป็นการส่วนตัวแบบในการ์ตูน

ซึ่งไม่เพียงแต่ฝู่เสียนเท่านั้น ยังมีพระโพธิสัตว์อีกหลายองค์ที่ร่วมกับฝ่ายคุนหลุนในการต่อสู้กับปีศาจ โดยที่ในการ์ตูนตำนานเทพประยุทธ์ก็ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวละครเซียนที่ไม่เหมือนกับพระแต่อย่างใด เช่น หยานเติ้งเต้าเหริน ที่ในการ์ตูนคือเซียนฝ่ายคุนหลุนที่มีพลังต่อสู้สูงส่ง ที่แท้จริงเขาคือ พระทีปังกรพุทธเจ้า หนึ่งในพระพุทธเจ้าที่เป็นคนละองค์กับพระโคตมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

So Dakki (蘇妲己)

นางปีศาจสาวผู้ล่อลวง พระเจ้าอินโจว ให้ลุ่มหลงในกามารมณ์จนลืมเลือนการบริหารแผ่นดิน และคอยยุยงให้ พระเจ้าอินโจว จัดการกับเหล่าขุนนางที่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับนางจนแผ่นดินระส่ำระสาย

ในตำนานฮ่องสินได้กล่าวไว้ว่า ที่มาของนาง ต๋าจี่ นั้น เกิดมาจากการที่ พระเจ้าอินโจว ได้เสด็จไปไหว นางฟ้านฺหวี่วา ที่วัดและเมื่อได้เห็นรูปสลักของนางก็เกิดความกำหนัดเข้าครอบงำ นางฟ้าหนี่วา จึงได้ส่งปีศาจจิ้งจอกมาสิงร่างหญิงสาวนามว่า ต๋าจี่ หนึ่งวันก่อนที่บิดาของนางจะพานางไปถวายตัว หลังจากที่ถวายตัวแล้ว นางต๋าจี่ ก็ได้ล่อลวงพระเจ้าอินโจว ให้ลุ่มหลงมัวเมาในกามารมณ์จนไม่อาจบริหารบ้านเมืองด้วยความเที่ยงธรรมได้ ไพร่ฟ้าประชาชีต่างพากันสาปแช่งก่นด่าไปทั่วแผ่นดิน นางได้ทำการยุยง พระเจ้าอินโจว ให้ประหารเหล่าขุนนางและขุนศึกที่ไม่ยอมศิโรราบแก่นาง ท้ายที่สุดแล้วก็ถูกกองทัพของ พระเจ้าโจวอู่หวาง และ เจียงจื่อหย๋า ปราบจนพ่ายแพ้ย่อยยับไปพร้อมกับการสิ้นสุดของราชวงศ์ซาง

นางต๋าจี่และพระเจ้าโจ้วหวาง จากภาพยนตร์ “สงครามเทพเจ้า”

ส่วนนี้ถ้าเทียบกับในการ์ตูนแล้ว ก็มีความแตกต่างกันในระดับหนึ่ง ตั้งแต่บุคลิกของต๋าจี่ในการ์ตูนที่ดูรั่ว ๆ ตลก ๆ น่ารัก ๆ ปนเซ็กซี่ ต่างกับต้นฉบับที่เน้นเซ็กซี่ยั่วยวนร้ายกาจเต็มที่ไปอีกแบบหนึ่ง แต่ที่สำคัญก็คือ เนื้อหาได้วางบทให้เธอนั้นมีความสำคัญมากกว่าเป็นแค่ตัวร้ายตัวหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นตัวละครสำคัญของเรื่องที่มีเป้าหมายลึกลับน่าสงสัยอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

Chuu Ou (紂王)

พระเจ้าอินโจว หรือโจ้วหวาง พระราชาแห่งราชวงศ์ซาง (ยุคนั้นยังไม่มีตำแหน่งฮ่องเต้ ยุคของฮ่องเต้เริ่มที่ ฉินซี ซึ่งเกิดหลังจากฮ่องสินหลายร้อยปี) ที่ลุ่มหลงในมนต์เสน่ห์ของ นางจิ้งจอกต๋าจี่ จนไม่เป็นอันว่าราชการ ถูกล่อลวงจนทำให้แผ่นดินเกิดความระส่ำระสายไปทั่ว ไพร่ฟ้าประชาชนเดือดร้อนถ้วนหน้า ทำให้เกิดกลุ่มกบฏของ พระเจ้าโจวอู่หวาง และ เจียงจื่อหย๋า ที่รวมตัวกันเพื่อต่อต้านเขาและสภาปณาราชวงศ์โจวขึ้นมาแทนที่

ในวรรณกรรมตำนานฮ่องสินเองก็ได้พูดถึงเขาในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน กล่าวได้ว่าเรื่องราวในการ์ตูนเรื่องตำนานเทพประยุทธ์นั้นแทบจะถอดแบบเขามาจากตำนานฮ่องสินเลยก็ว่าได้ แต่ที่ต่างกันก็คงเป็นเรื่องรูปโฉมที่ดูเหมือนชายหนุ่มหล่อเหลา โดยที่โจ้วหวางในประวัติศาสตร์จริงหรือวรรณกรรมต้นฉบับนั้น มักมีภาพลักษณ์เดียวกันคือราชาวัยกลางคนไว้หนวดเครา บ้างก็มีหน้าตาโหดเหี้ยม แต่ไม่มีฉบับใดเลยที่นำเสนอรูปลักษณ์แบบการ์ตูนเรื่องนี้

โปสเตอร์ตำนานฮ่องสินฉบับละครโทรทัศน์ที่ฉายในประเทศจีนเมื่อปี 2007 ซึ่ง นางจิ้งจอกต๋าจี่รับบทโดย ฟ่านปิงปิง (ซ้ายสุด) และ พระเจ้าโจ้วหวาง รับบทโดย Steve Ma (คนที่สอง จากซ้าย ข้าง ๆ นางต๋าจี่)

Bunchuu (聞仲)

เซียนสวรรค์ผู้มีสามตา แม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรอินโจว เขามีฝีมือต่อสู้ร้ายกาจมาก ครอบครองอาวุธวิเศษระดับสุดยอด แส้ต้องห้าม ที่ฟาดเพียงครั้งเดียวก็สามารถถล่มภูเขาได้ จนแม้แต่เซียนสวรรค์ทั่วไปก็ไม่อาจสู้กับเขาเพียงลำพังได้ หรือแม้แต่ยกกองทัพมาก็ไม่อาจล้มเขาได้โดยง่าย เขาเป็นคนที่ไม่ถูกมนต์สะกดของ นางต๋าจี่ แต่ก็ไม่อยากให้ราชวงศ์ซางถูกล้มลง จึงได้อยู่คนละฝั่งกับ Taikoubou นั่นเอง

ในตำนานเทพประยุทธ์มังงะแปลไทยได้เรียกชื่อเขาว่า อุ้นจ้วง แต่ในสำเนียงจีนกลางนั้นต้องอ่านว่า เหวินจ้ง ในตำนานฮ่องสินนั้นได้กล่าวถึงเขาว่า เขาเป็นขุนศึกที่แข็งแกร่ง เขาได้บรรลุถึงตาที่สามที่สามารถมองทะลุคำลวงได้ เขาเป็นขุนศึกที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าโจ้วหวางเป็นอย่างมาก และพยายามที่จะดึงพระองค์กลับมาสู่ทำนองคลองธรรมอีกครั้ง แต่ก็มิอาจทำได้ สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้แก่กองทัพของ พระเจ้าโจวอู่หวาง และ เจียงจื่อหยา และสิ้นชีพในสนามรบอย่างสมศักดิ์ศรี

แน่นอนว่าเมื่อเทียบด้านรูปโฉมกับในการ์ตูน ก็ต่างกันมากแล้ว แต่ในด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นยอดขุนพลที่ซื่อสัตย์กล้าหาญ เป็นเลิศในการรบ และสิ้นชีพในสงครามอย่างมีเกียรติ์ ก็ต้องเรียกว่าเหวินจ้งทั้งสองฉบับนี้ไม่ได้แตกต่างกันเลย อีกทั้งยังเป็นตัวละครยอดนิยมอันดับต้น ๆ ในฉบับมังงะอีกด้วย

Maka Yonshou (魔家四将)

สี่ขุนพลปีศาจแห่งกองทัพอินโจว พวกเขามีนามว่า “หมอหลี่ชิง” พี่ใหญ่ผู้ใช้ดาบลวงตา ถนัดการโจมตีทั้งระยะใกล้และระยะไกล, “หมอหลี่หง” น้องรองผู้ใช้อาวุธรูปร่างคล้ายร่ม ถนัดการโจมตีสวนกลับ, “หมอหลี่ไห่” น้องสามผู้ใช้อาวุธเป็นเครื่องดนตรี ถนัดการสร้างเสียงรบกวนประสาท และ “หมอหลี่ซิ่ว” น้องสุดท้องผู้เชี่ยวชาญในการบงการสัตว์ยักษ์โจมตี

ที่มาของพวกเขาทั้งสี่นั้นก็มาจาก สี่ขุนพลสวรรค์ ที่ในบ้านเราจะเห็นพวกรูปปั้นของพวกท่านอยู่ใน วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ ย่านเยาวราชนั่นเอง ชาวจีนจะเรียกว่า “ซี้ไต๋เทียงอ้วง” หมายถึงเทพเจ้าที่ปกปักษ์รักษา คุ้มครอง ทิศต่างๆ ทั้ง 4 ทิศ โดยทั้ง 4 นั้นจะถืออาวุธแตกต่างกันไปได้แก่ ดาบ พิณ ร่ม และ เจดีย์

อย่างไรก็ตาม สี่ขุนพลนี้ไม่ได้ปรากฎตัวในตำนานเทพประยุทธ์ฉบับอนิเมะ ทั้งเวอร์ชั่นเก่าและรีเมค แต่ในฉบับมังงะนั้น พวกเขาถือเป็นศัตรูที่ร้ายกาจมากทีเดียวครับ

Jyoka (女媧) และ Fukki (伏羲)

ทั้งสองนั้นคือผู้ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาบนโลก Fukki นั้นได้เกิดความขัดแย้งกับ Jyoka จึงได้ลงมาเป็นมนุษย์ชื่อ Ou Eki และได้ปกครองมนุษย์ในฐานะของ ราชาคนแรก ก่อนที่เขาจะตาย เขาก็ได้แยกวิญญาณออกเป็นสองคือ Otenkun และ Taikoubou เมื่อเขาตายลงไป

ยุคสมัยก็เปลี่ยนผ่านเรื่อยมาจนกระทั่ง Jyoka มีความคิดผิดแปลกออกไป นางต้องการที่จะเขียนประวัติศาสตร์ของโลกเสียใหม่ จึงได้ส่ง นางต๋าจี่ ไปล่อลวง พระเจ้าอินโจว ทำให้เกิดเรื่องราวที่ Taikoubou จะต้องลงมาปราบมารนั่นเอง และเมื่อวิญญาณของ Otenkun และ Taikoubou รวมเข้าด้วยกันก็จะสามารถเรียกตัวตนของ Fukki กลับมาได้อีกครั้งเพื่อต่อสู้กับ มหาราชินี Jyoka

สำหรับในบ้านเรานั้น จะรู้จักทั้งสองในนามของ นางฟ้าหนี่วา และ ฝูซี ชื่อของทั้งสองนั้นได้ปรากฏอยู่ในตำนานต่าง ๆ ของจีนมากมายอาทิเช่น ปรากฎในตำนานผานกู่ – ไคเภ็ก เป็นต้น สำหรับ นางฟ้าหนี่วา นั้นเรามักจะเคยได้ยินตำนานของ หนี่วาผู้สร้าง ตำนานเล่าว่านฺหวี่วามีช่วงชีวิตอยู่ตอนที่โลกเพิ่งเกิดขึ้น แต่แล้วนางก็เกิดรู้สึกเหงา จึงได้สร้างสัตว์และมนุษย์ขึ้นมา หลังจากนั้นนางก็เริ่มสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ ทีละวัน ๆ วันแรกสร้างไก่ วันที่สองสร้างสุนัข วันที่สามสร้างแกะ วันที่สี่สร้างหมู วันที่ห้าสร้างวัว วันที่หกสร้างม้า จนกระทั่งมาถึงวันที่เจ็ด นางได้ใช้ดินเหลืองผสมกับน้ำปั้นเป็นมนุษย์ขึ้นมา โดยที่แต่ละตัวหน้าตาไม่เหมือนกันเลย หลังจากสร้างไปได้หลายร้อยตัว นางเกิดเบื่อขึ้นมาและเห็นว่ามันสร้างได้ช้า นางจึงคิดหาวิธีใหม่โดยการนำเอาเชือกจุ่มลงในดินโคลนจากนั้นยกขึ้นมาสะบัด เศษโคลนที่หลุดจากเชือกก็ตกลงสู่พื้นแล้วกลายเป็นมนุษย์ แต่ก็เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก พิการบ้าง อัปลักษณ์บ้าง ภายหลัง นางได้ต่อสู้กับปีศาจจนพลังหมดไม่สามารถสร้างมนุษย์และสัตว์ได้อีก นางจึงเลือกที่จะมาเป็นมนุษย์แล้วแต่งงานกับ ฝูชี นั่นเอง

เรื่องราวของฝูซี และหนี่วา สามารถอ่านได้จากหนังสือ “ไคเภ็ก ตำนานกำเนิดโลก”

Shinkohyo (申公豹)

เซียนสวรรค์ที่ไม่ฝักใฝ่กับฝ่ายใด เขาชื่นชอบในการต่อสู้และจะรู้สึกพึงพอใจทุกครั้งที่ได้ต่อสู้กับผู้ที่แข็งแกร่ง ยามที่เขาได้เป็นศัตรูกับใครแล้วล่ะก็ การที่จะล้มเขาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย เพราะเขามีทั้งอาวุธวิเศษระดับสุดยอด แส้อสุนีบาต ที่อานุภาพทำลายล้างสูงที่สุดในหมู่เซียน และสัตว์พาหนะ เสือดาวลายจุดดำ ที่ทรงพลังอย่างมาก แต่แม้ว่าจะมีพลังมหาศาล แต่เขากลับไม่แสดงออกว่าฝักใฝ่ฝ่ายใด และมักทำตัวเป็นผู้ชมอยู่เสมอ

สำหรับตำนานฮ่องสิน นั้นก็ได้กล่าวถึง เสิ่นกงเป้า ผู้นี้ว่าเป็นศิษย์น้องของ เจียงจื่อหย๋า ผู้ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะขัดขวางไม่ให้เป้าหมายของ เจียงจื่อหย๋า สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างคำสั่งของ นางฟ้าหนี่วา เพื่อเปิดทางให้พวกปีศาจทั้งหลายเข้าไปในวังเพื่อรับใช้ นางต๋าจี่ อัญเชิญสามเทพธิดาเพื่อล่อให้สิบสองเซียนที่ลงมาช่วยเจียงจื่อหย๋าติดอยู่ในค่ายกล

จุดที่ต่างกันแบบชัดเจนก็คือ ในตำนานฮ่องสินนั้น เสิ่นกงเป้าถือเป็นตัวละครวายร้ายฝ่ายอินโจวอย่างเต็มตัว และมักมีอุปนิสัยขี้โกงยุยงให้เกิดความวุ่นวาย คล้ายกับโลกิ ในตำนาน Ragnarok แต่ในการ์ตูนนั้น เสิ่นกงเป้าแม้ว่าดูเหมือนจะอยู่ข้างนางจิ้งจอกต๋าจี่ แต่เขามักจะวางตัวเป็นกลาง และเอาแต่เฝ้าดูการกระทำของทั้งสองฝ่ายมากกว่าเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังนั้นจุดจบของเขาในต้นฉบับและการ์ตูนจึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยต้นฉบับฮ่องสินนั้น เสิ่นกงเป้าได้ถูกสังหาร และเป็นเซียนองค์เดียวที่ไม่ได้ถูกแต่งตั้งเป็นเทพเจ้าเช่นเดียวกับเซียนที่สิ้นชีวิตคนอื่น ๆ แต่เขาได้ถูกกักวิญญาณไว้ใต้ท้องทะเล เป็นการลงทัณฑ์ความชั่วร้ายที่ยุยงให้มนุษย์ทำสงครามต่อกัน ขณะที่การ์ตูนตำนานเทพประยุทธ์นั้น เขาก็ลอยตัวอยู่เหนือทุกปัญหาจนจบเรื่องนั่นเอง

Chou Komei (趙公明)

หรือในชื่อสำเนียงจีนกลางคือ จ้าวกงหมิง หนึ่งในเซียนระดับสูงของฝ่ายเซียนปีศาจ ที่เหวินจ้ง (อุ้นจ้วง) ขอให้มาร่วมรบกับพวกตนในการปกป้องอินโจว จ้าวกงหมิงในการ์ตูนถูกตีความออกมาเป็นเซียนที่นิยมความหรูหรา มีสติปัญญาเจ้าเล่ห์เฉียบแหลม เป็นหนึ่งในศัตรูที่ร้ายกาจเป็นอันดับต้น ๆ สำหรับฝ่ายไท่กงว่าง ด้วยความที่มีเซียนปีศาจที่ฝีมือร้ายกาจในสังกัดมากมาย และยังถือครองอาวุธวิเศษระดับสุดยอดอย่างกรรไกรมังกรทอง (จินเจียวเจี่ยน) ที่สามารถเรียกมังกรเจ็ดสีออกไปสังหารศัตรูได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

แน่นอนว่าเห็นภาพอย่างนี้แล้วก็คงทราบได้ว่าจ้าวกงหมิงในการ์ตูนนั้นต่างกับต้นฉบับฮ่องสินอย่างไร แต่ที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็เพราะว่า ตามตำนานฮ่องสินนั้น หลังจากเสียชีวิตในการรบแล้ว แม้จะเป็นฝ่ายศัตรู แต่ดวงวิญญาณของเขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพเจ้าเพราะถือว่าเป็นเซียนที่ต่อสู้อย่างกล้าหาญยุติธรรม และสมญาเทพเจ้าของเขา ก็คือชื่อของเทพเจ้าที่ชาวไทยเชื้อสายจีนรู้จักกันดี ก็คือ “ไฉเสิน” หรือ “ไฉสิงเอี๊ย” เทพเจ้าแห่งโชคลาภนั่นเอง

แต่ว่าจริง ๆ แล้วไฉเสินมีสองปาง คือปางบุ๋นและบู๊ โดยจ้าวกงหมิงจะเป็นเทพปางบู๊ มีรูปโฉมดุร้าย ส่วนชาวไทยอาจจะคุ้นกับปางบุ๋น ที่มีต้นกำเนิดจาก “ปี่กาน” ขุนนางตงฉินที่ถูกพระเจ้าโจ้วหวางสั่งประหาร (ซึ่งคนผู้นี้มีบทบาทในตำนานฮ่องสินด้วย แต่ถูกตัดออกไปจากการ์ตูนตำนานเทพประยุทธ์) ฉะนั้นแล้ว จ้าวกงหมิงในต้นฉบับจะดูเป็นขุนพลที่ดูน่าเกรงขาม ตรงกันข้ามกับเซียนที่ดูอ้อนแอ้นหรูหราอย่างในการ์ตูน และทั้งนี้การต่อสู้กับจ้าวกงหมิงระหว่างสองฉบับก็ต่างกันโดยสิ้นเชิงอีกด้วยครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับที่มาของตัวละครจากการ์ตูนเรื่อง Houshin Engi ตำนานเทพประยุทธ์ ซึ่งในปี 2018 นี้อนิเมะเรื่องนี้ก็ได้ถูกนำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้งและกำลังฉายอยู่ในประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง เพียงแต่ตำนานฮ่องสินนั้น ยังมีตัวละครอีกมากมายที่แตกต่างกับในการ์ตูน ถ้าใครที่ชื่นชอบตำนานเทพจีนแล้วล่ะก็ ลองหาฉบับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ของจีนติดตามเพิ่มเติมครับ เราจะได้เห็นโฉมหน้าของตัวละครที่เราคุ้นเคยในแบบที่เราไม่รู้จักมาก่อนอีกมากมายเลยทีเดียวล่ะ!