ในสังคมที่การใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะ และการพกพาอาวุธเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งเมื่อเทียบกับสังคมประเทศอื่น อย่างญี่ปุ่น ข่าวเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้น ณ สหรัฐอเมริกา จึงกลายเป็นข่าวที่สร้างความอกสั่นขวัญแขวนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งทุกครั้งที่เกิดเหตุทำนองนี้ขึ้น สื่อญี่ปุ่นก็มักจะประโคมข่าวให้เห็นกันทั่ว และครั้งนี้ ข่าวการกราดยิงที่สำนักงานใหญ่บริษัท Youtube ที่ California ก็เป็นประเด็นขึ้นมา

เหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมานั้น มือปืนคือ Nasim Najafi Aghdam ได้ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 คน ก่อนที่เธอจะฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา ที่เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ของญี่ปุ่น ชื่อ AbemaNews ได้มีการถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธปืนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งภายในการพูดคุยดังกล่าวนั้น มีดาราญี่ปุ่นเชื้อชาติอเมริกัน แถมยังมีดีกรีจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Harvard นาม Patrick Harlan หรือ Pakkun เข้าร่วมอยู่ด้วย ในวงการบันเทิงญี่ปุ่นนั้น เขารับหน้าที่เป็นดาราตลก, นักวิจารณ์ข่าว, ฑูตทางวัฒนธรรม และผู้จัดรายการในอีกหลาย ๆ ช่องทาง ด้วยบุคลิกที่ผ่อนคลาย และคล่องปรื๋อในภาษาญี่ปุ่น

การครอบครองอาวุธปืนนั้นไม่ถูกบรรจุให้เป็นสิทธิ ในรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น และเมื่อมีเหตุยิงกันในสหรัฐอเมริกาทีไร สังคมญี่ปุ่นก็มักจะตั้งคำถามกับข่าวเหล่านี้ว่า ทำไมรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาถึงไม่แก้กฎหมายให้ริบปืนจากมือประชาชนไปให้หมดเสียที (เหมือนกับที่เคยเกิดเหตุการณ์ “ล่าดาบ” (刀狩) ในยุคเซนโกคุ และการออกกฎ “ห้ามพกพาดาบและปืน” (刀と銃規制) ในช่วงศตวรรษที่ 18 ของญี่ปุ่น) คุณ Harlan นักแสดงที่เกิดใน Colorado ก่อนที่จะย้ายมาจบการศึกษาที่ Boston ได้พยายามพูดเพื่อให้มองเห็นภาพความแตกต่างระหว่างสังคมของทั้งสอง ว่า

“กฎหมายควบคุมการครอบครองอาวุธนั้นเข้มงวดเฉพาะในชายฝั่งตะวันออก และตะวันตกของอเมริกา แต่กับผู้คนที่อาศัยอยู่ในรัฐชั้นใน อาวุธปืนนั้นเป็นเหมือนกับบัตรประชาชน หากมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืน พวกเขาจะรู้สึกเหมือนถูกประนาม เพราะมันไม่ต่างกับหมือนบอกให้คนญี่ปุ่นเลิกทานซุปมิโสะ”

นอกจากนี้ คุณ Harlan ยังได้บอกอีกว่าที่บ้านพ่อแม่ของเขา ยังมีการครอบครองปืนกว่า 20 กระบอก เพื่อใช้ในการล่าสัตว์

การเปรียบเทียบกับซุปมิโสะนั้นทำให้เห็นภาพได้ชัดดี ซึ่งคุณ Harlan ได้พยายามที่จะบอกเล่าถึงความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นของการครอบครองอาวุธปืน กับวิถีชีวิตชาวอเมริกันในชนบท ซึ่งชาวญี่ปุ่นหลายคนเองก็มองว่าซุปมิโสะนั้นเหมือนกับสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีคุณค่า การได้ซดน้ำซุปมิโสะทุกวัน เป็นเหมือนการเติมเต็มให้กับชีวิตในทุก ๆ วัน คุณ Harlan ได้บอกว่าสำหรับคนอเมริกันแล้ว การพกปืนถือเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ และการบอกให้เขายกเลิกนั้นเป็นสิ่งที่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายนัก

ความเห็นชาวเน็ตญี่ปุ่นต่อเรื่องนี้ เช่น

“แต่ ซุปมิโสะมันเอาไปฆ่าใครไม่ได้นะ”
“แปลว่าเขายิงปืนกันทุกวันเลยเหรอ?”
“ไม่มีซุปมิโสะฉันก็ไม่เป็นไรนะ แต่ถ้ามีใครมาบอกให้ฉันเลิกใช้โชยุล่ะก็คงรู้สึกแบบนั้นแหละ”
“มันคล้าย ๆ กับที่บอกให้ซามูไรเลิกพกอาวุธ ตอนช่วงปฏิรูปเมจิหรือเปล่า?”
“ถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับการช่วยตัวเอง จะเข้าท่ากว่านะ”
“เปรียบเทียบกันไปคนละทางแล้วเว้ย”

บางที อุปสรรคขนาดใหญ่ที่ทำให้ไม่เข้าใจกันนั้น อาจเป็นเพราะความแตกต่างที่ว่าสำหรับชาวอเมริกันแล้ว การพกปืนถือเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวพันกับความรู้สึกอย่างมาก ไม่ใช่ความชอบ แต่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อพบกับอันตราย แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว มุมมองต่อซุปมิโสะของพวกเขาอาจจะมีแค่ว่า “ฉันชอบนะ” คือเป็นเรื่องของความชอบเสียมากกว่า

กระนั้น ผู้ร่วมวิจารณ์ข่าวอีกท่านหนึ่งได้ให้ข้อเปรียบเทียบใหม่ คือเปลี่ยนจากซุปมิโสะ เป็น โมจิ ซึ่งเป็นอาหารที่ชาวญี่ปุ่นมักทานกันช่วงปีใหม่ ด้วยความเชื่อเรื่องสุขภาพ ทำให้อายุยืนยาว และธรรมเนียมการทานโมจินี้ก็มีมาเป็นศตวรรษ จนทำให้ชาวญี่ปุ่นหลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่าจะฉลองปีใหม่ได้อย่างไรถ้าไม่มีโมจิ แม้ทุกปีจะมีข่าวผู้เสียชีวิตจากอาการโมจิติดคอก็เถอะ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ธรรมเนียมนี้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด

Source: Abema Times via SoraNews24