บางทีเรื่องแบบนี้อาจจะถูกเอาไปทำเป็นบอร์ดเกมก็ได้ แต่นี่แหละ คือ 10 เหตุผล ที่ชีวิตจริง ไม่ควรถูกเอาไปทำเป็นวิดีโอเกม

หลายคนเคยบอกว่าชีวิตก็เหมือนละคร ที่แต่ละคนมีบทบาทไม่เหมือนกัน บ้างก็รับบทชีวิตที่สดใสมีอะไรต่อมิอะไรพร้อม บ้างก็ขัดสน หรือชีวิตมีอุปสรรคทำอะไรก็ยากเย็นแสนเข็ญ ต่าง ๆ ปน ๆ กันไป จึงทำให้วิดีโอเกม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการหนีจากความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบากในชีวิตจริงเพื่อหาความสุข หรือเพื่อผ่อนคลาย ได้รับความนิยมจากใครหลาย ๆ คน แต่ผู้ใช้ Twitter รายหนึ่ง นาม @monayoooo ได้ชี้ให้เห็นเหตุผลว่า “ทำไมชีวิตจริงถึงไม่ควรถูกนำมาทำเป็นวิดีโอเกม” ดังนี้

1. รีเซ็ตมาราธอนไม่ได้
ในโลกแห่งเกม ยกตัวอย่างเช่นเกมออฟไลน์ หากผู้เล่นดำเนินเรื่องผิดพลาด สามารถโหลดเซฟเดิมกลับมาแก้ไขความผิดพลาดได้ หรือจะยกตัวอย่างกับเกมกาฉะทั้งหลายในปัจจุบัน ที่มักจะมีโปรโมชันสำหรับผู้เริ่มเล่นด้วยการเปิดให้ “หมุนฟรี” ให้มีโอกาสได้ตัวละคร หรือไอเท็มก่อนเริ่มเกม ทำให้หลายคนเลือกที่จะ “รีเซ็ตใหม่” เพื่อให้หมุนได้ของดี ๆ แบบฟรี ๆ เพื่อการ start dash ที่สบายกว่าการทนเล่นไปพร้อมกับของที่ด้อยกว่าแล้วไปหวังเอาดาบหน้า แต่พอดีชีวิตจริงของคนนั้นไม่สามารถเลือกได้ว่าจะไปเกิดที่ไหน ทั้งการเกิดท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่เพียบพร้อม หรือการเกิดท่ามกลางความขัดสนขาดแคลน

2. เลือกหน้าตารูปร่างตัวละครไม่ได้
เชื่อเถอะ หลายคนกว่าจะเริ่มเล่นเกม RPG สักเกมได้นี่เสียเวลาไปเป็นวัน ๆ กับการแต่งตัวแต่งหน้าตัวละครก่อนที่จะเริ่มเล่น ยิ่งถ้าเป็นเกมที่มีตัวเลือกให้เยอะ เช่นจะปรับส่วนสูงส่วนสัด แต่งเติมเสริมหน้าด้วยออปชันละเอียดยิบ ล่ะก็ กว่าจะได้เริ่มเล่นเกมก็คงเบื่อไปแล้ว และในชีวิตจริงก็ดันไม่มีออปชันแบบนั้นให้เลือกตั้งแต่เกิดด้วย แม้จะสามารถสร้างเองได้เมื่อโตขึ้น ทั้งรูปร่างหน้าตาเสื้อผ้าหน้าผมก็ตาม

3. เซฟไม่ได้
คงตลกดีถ้าชีวิตจริงมีจุดเซฟให้กลับมาได้เสมอหากผิดพลาดอะไร การเริ่มต้นใหม่เป็นสิ่งที่หลายคนโหยหา หรือถ้าไม่ได้ เอาแค่ย้อนไปก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างได้ก็ยังดี กระนั้น เมื่อได้ตัดสินใจทำอะไรไปสักอย่างแล้ว และใช้ชีวิตอยู่กับมันนาน ๆ สักเดือนสองเดือน หรือเป็นปี หลายคนก็อาจจะรู้สึกเสียดายถ้าหากจะต้องกลับไปยังจุดเซฟพร้อมกับทิ้งเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด กลายเป็นสถานการณ์หนีเสือปะจระเข้ ที่ชวนให้ทำใจเลือกได้ยาก เขาถึงมีเพลงที่บอกให้เรียนรู้ ยอมรับ และอยู่กับสิ่งที่ตัวเองมีให้ได้

4. ความสามารถ สำคัญน้อยกว่ารูปลักษณ์ภายนอก
คนที่มักจะพูดแบบนี้ อาจเป็นคนที่มีหน้าตาไม่ได้หล่อเหลาสะสวยพอสู้กับใครเขาได้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่จริงเลยเสียทีเดียว เมื่อเทียบกับในวิดีโอเกม หากเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความสามารถมากกว่า ก็อาจจะยอมถือมีดปอกผลไม้ ที่ดันมีสเตตัสสุดเทพ ไปจิ้มลาสต์บอสของเกม แต่มันจะเท่ตรงไหนล่ะ? หรือเจ้าหญิงพีช จะดีใจไหม หากถูกลักพาตัวไป (หลายครั้ง) แล้วถูกช่วยกลับมา (หลายครั้ง) โดยลุงหนวดพุงพลุ้ย เนื้อตัวสกปรกเพราะทำงานช่างประปา ผู้มีความคุ้นเคยกับเห็ดมหัศจรรย์ทั้งหลาย ภาพลักษณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างช่วยไม่ได้

5. มีชีวิตเดียว
ใด ๆ ในโลกนี้ นอกจากวิดีโอเกมและแมว ล้วนมีชีวิตเดียวกันทั้งนั้น ในเกมเราสามารถกระโดดลงมาจากเหวสูง หรือปีนตึกระฟ้าได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่ามีชีวิตเป็นอมตะไม่มีวันตาย ในขณะที่ชีวิตจริง แค่เอานิ้วก้อยเท้าไปสวัสดีกับมุมตู้ ก็ร้องไห้จะเป็นจะตายกันได้อยู่แล้ว

6. เลือกผิดแล้วเลือกเลย ไม่มี (โอกาสให้ได้) ถอยหลังกลับ
หลายเกมในปัจจุบัน (โดยเฉพาะเกมแนว open world) มักสร้างภาพให้เห็นว่าตัวผู้เล่นนั้นมีอิสระที่จะคิด ที่จะเลือก ที่จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่มีอะไรผิดพลาด หรือทำให้เขวออกจากเนื้อเรื่องหลัก อันมีฉากจบตายตัวอันงดงามเป็นเส้นชัยรออยู่ปลายทางแอบซ่อนอยู่ แต่ชีวิตจริงมันไม่ใช่แบบนั้น อย่างเช่นคำกล่าวที่ว่า “เลือกผิด ชีวิตเปลี่ยน” วันนี้ฉันเลือกที่จะเข้าป่าล่าสัตว์ สไตล์นักล่าในมอนฮัน วันถัดมาฉันอาจจะไปนอนอยู่ในตะรางได้หากเผลอไปล่าเอาสัตว์สงวน เห็นได้ว่าชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เว้นแต่จะมีแบ็ค และเส้นสายที่ดี ก็อาจช่วยซื้อเวลา ชะลอความเปลี่ยนแปลงไปได้

7. เมื่อฆ่าศัตรูตายหนึ่งคน ตัวเราเองก็ตาย (ทางสังคม) ไปด้วย
ในเกม ผู้เล่นอาจจะเดินทางไปกับอาวุธคู่ใจ และฟาดฟันเหล่าศัตรู หรือมอนสเตอร์ได้อย่างอิสระ แถมยังได้รับรางวัลหรือค่าประสบการณ์อะไรต่อมิอะไรเมื่อทำการพรากชีวิตคน/สิ่งอื่นไป ด้วย ผู้เล่นอาจจะฟาร์มสไลม์จนหมดป่าโดยไม่มีนักสิทธิสไลม์มาคอยถือป้ายประท้วงให้หยุดการกระทำ แต่ถ้ามาทำในชีวิตจริงล่ะก็ การฆ่าศัตรู (ที่เป็นคน หรือแม้แต่สัตว์) เพียงหนึ่งครั้งล่ะก็ แน่นอนว่าเหล่าผู้รักษากฎหมายคงจะไม่ยินดีกับการกระทำนี้สักเท่าไร

8. ความยากง่ายในการเปลี่ยนอาชีพอันสุดแสนพิลึก
น่าเสียดายที่ในชีวิตจริงไม่มีการรับสมัครงานตำแหน่งพระนักบู๊ อัศวินพาลาดิน หรือกัปตันยานรบอวกาศ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่เมื่อเลือกสายงานแล้ว ส่วนใหญ่มักจะต้องอยู่กับสายงานนั้นไปจนวันเกษียณ เช่นเป็นพนักงานบริษัทก็เป็นไปจนตาย เป็นวิศวกร แพทย์ ตำรวจ ก็มักจะเป็นไปจนวันสุดท้ายของการทำงาน ซึ่งสร้างความน่าเบื่อหน่ายไม่น้อย ถ้าในชีวิตจริงมีอาชีพนักล่าสมบัติ หรือนักสู้ข้างถนน ที่มาพร้อมกับเงินเดือน สวัสดิการ และโควต้าวันลาล่ะก็ คงพิลึกดี

9. ต่อให้ใช้เวลากี่หมื่นชั่วโมงไปกับการทำงาน กำแพงแห่งการเลื่อนขั้นก็สูงเกินไปอยู่ดี
ว่ากันว่าการฝึกฝนจะยิ่งทำให้สมบูรณ์แบบ แต่ประสบการณ์ที่ได้มาก็ไม่ได้มีผลต่ออาชีพการงานเท่าไรนัก ในขณะที่คู่แข่งที่สามารถทำอะไรได้เหมือน ๆ กันก็มีอยู่อีกเพียบ ดังนั้นการเติบโตในองค์กรส่วนใหญ่นั้น เส้นสายก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดจนเหมือนเป็นตลกร้าย

10. ในขณะที่เคลียร์เกม ก็แปลว่าเกมโอเวอร์ด้วย
ในชีวิตจริง เมื่อปิดฉากลงแล้ว มันคงไม่มีรายชื่อผู้จัดทำขึ้นมาเหมือนในเกม หรือในภาพยนตร์หรอก

เมื่อชาวเน็ตเห็น ก็มีความเห็นที่ตอบกลับทวิตนี้ เช่น
“มันไม่มีจุดเซฟเลย นั่นแหละยากที่สุด”
“ในชีวิตจริง รูปร่างหน้าตามันสุ่มมาตอนเริ่มนี่นะ”
“ฉันคิดว่าฉันเกิดที่ประเทศนี้ ก็ถือว่าได้จุด spawn ที่ดีล่ะมั้ง”
“จริง ๆ แล้วเลเวลอัพได้นะ แต่พอหลังจากอายุ 20 เท่านั้นแหละ มีแต่ขาลง”
“ถึงจะไม่มีปุ่มรีเซ็ท แต่มีปุ่มปิดนะ”
“แต่ตลอดทางชีวิต ก็มีมินิเกมให้เล่นเพียบเลย”

เช่นเดียวกันกับวิดีโอเกม ชีวิตคนเรายังมีตารางความสำเร็จของแต่ละคน รอวันที่จะถูกพิชิตอยู่ เชื่อว่าตลอดชีวิต หลายคนคงมีทั้งเรื่องที่สมหวังและผิดหวัง แต่แทนที่จะมาบ่นในอินเตอร์เน็ต เอาเวลาไปเก็บเลเวลให้ตัวเองมากที่สุด ก่อนที่จอแห่งชีวิตจะดับลง ก็คงเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน

Source: Twitter @monayoooo via RocketNews24