Anime Site Collaboration Project Vol. 1 : สตูดิโอ Kamikaze Douga

0
275 views

ปัจจุบัน แอนิเมชันญี่ปุ่นได้รับความนิยมมากกว่าที่ผ่านมา และบทสัมภาษณ์ฉบับนี้จะเปิดเผยเบื้องหลัง เบื้องลึก เกี่ยวกับกระบวนการ และความรู้สึกที่ผสมผสานกันเข้าไปในการสร้างแอนิเมชัน นี่คือโปรเจกต์ขนาดมหึมาที่เกิดจากการร่วมมือกันโดยเว็บไซต์ผู้นำเสนอข่าวสารวงการแอนิเมชันหลายเจ้าทั่วโลก เช่นเว็บไซต์ Anime!Anime!, Tokyo Otaku Mode ที่มีผู้ติดตามกว่า 20 ล้านคนบน Facebook หรือจะเป็นเว็บไซต์ Bahamut จากทางประเทศจีน รวมถึงเว็บไซต์ Akibatan ของเราในประเทศไทย และอีกมากมาย

สตูดิโอ Kamikaze Douga ผู้มีผลงานสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักไปทั่ว อย่างเช่น Batman Ninja, Pop Team Epic, ฉากเพลงเปิดของ Jojo no Kimyou na Bouken ทั้ง 3 ภาคแรก, ฉากเพลงปิดของ Touken Ranbu: Hanamaru, มิวสิควิดีโอของ Idolish7 เพลง “WiSH VOYAGE” และอีกมากมาย

ในแต่ละคัท อัดแน่นไปด้วยแรงบันดาลใจที่มีต่อผลงาน บางสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เมื่อกล่าวถึงผลงานของ Kamikaze Douga คืองานภาพอันเป็นเอกลักษณ์ ในครึ่งปีแรกของปี 2018 พวกเขาได้ร่วมฉลองให้กับการออกอากาศของแอนิเมชันสุดฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง Pop Team Epic พร้อมไปกับการเปิดตัวผลงานภาพยนตร์เรื่องยาวชิ้นแรกของทางสตูดิโอสู่สากล กับเรื่อง Batman Ninja ซึ่งผลงานเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สตูดิโอ Kamikaze Douga ได้กลายมาเป็นสตูดิโอแอนิเมชันญี่ปุ่นแนวหน้าภายใน 15 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง

คำว่า “Kamikaze” ในชื่อนั้น มีความหมายว่า “การลุยทำอะไรสักอย่างแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง อย่างไม่ลดละ” เราได้สัมภาษณ์คุณ Mizusaki Junpei ผู้ดำรงตำแหน่ง CEO ของ Kamikaze Douga สตูดิโอที่มีแนวทางตามชื่อของมัน และผู้กำกับของ Batman Ninja

ทางเข้าของ Kamikaze Douga ที่ตั้งอยู่ในจิงกุมาเอะ ย่านแห่งหนึ่งในโตเกียว ใกล้ ๆ ฮาราจุกุ

สัญลักษณ์ของ Kamikaze Douga บนประตู

สตูดิโอที่มีโลโก้แขวนอยู่

นี่คือภาพของเหล่าพนักงานในสตูดิโอที่กำลังทำหน้าที่

คุณ Thibault Tresca ผู้เคยปรากฎตัวใน Pop Team Epic กำลังสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง!

คุณ Mizusaki Junpei ผู้ก่อตั้ง แต่ CEO ของ Kamikaze Douga ผู้เคยรับตำแหน่งผู้กำกับของ Batman Ninja และเพลงเปิดของ Jojo no Kimyou na Bouken Part 1 กับเพลงปิดของ Touken Ranbu: Hanamaru

ผมอยากจะสร้าง CGI ที่เหมาะสมกับคนญี่ปุ่น

ช่วยบอกเหตุผลที่ก่อตั้งสตูดิโอนี้ขึ้นหน่อยครับ

Mizusaki: นานแล้วที่ผมไม่ได้พูดถึงการก่อตั้งสตูดิโอ ตอนแรก ผมไม่ได้จินตนาการว่าจะสร้างสตูดิโอที่มารับงาน หรือโปรเจกต์ใหญ่ ๆ ขนาดนี้เลย ตอนแรกเราทำงานกันเป็นกลุ่ม 3 คน โดยไม่มีสภาพเป็นบริษัทเลยด้วยซ้ำ

ผมไม่คิดเลยว่าจะมีแอนิเมชันหลายเรื่อง ที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนกลุ่มเล็ก ๆ นี้มาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน แต่เราก่อตั้ง Kamikaze Douga กันเพื่อทดสอบดูว่าหากพวกเราสามคนสร้างแอนิเมชันด้วยซอฟท์แวร์ CGI โดยมองมันเหมือนเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของทีม

เราไม่ได้อยากจะสร้างผลงานที่เน้นความสมจริง หรือแนวโมเดลฟิกเกอร์ อย่าง Pixar หรือสตูดิโอเจ้าอื่น ๆ ในฮอลลีวูดเขาทำกัน เพราะฉะนั้นเราจึงทดลอง และค้นคว้าวิธีที่ทำให้ใช้ CGI เข้ามาแทนที่การทำแอนิเมชันแบบแผ่นเซลล์

มันเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่เคยลอง และเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดภาพยนตร์ เพราะมันไม่ค่อยมีใครทำกัน เราจึงตัดสินใจที่จะทุ่มเทกับมันให้เป็นงานเป็นการ และเริ่มก่อตั้งสตูดิโอขึ้นมาเป็นองค์กรหนึ่ง

เราเองก็มีปัญหากับวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์และแอนิเมชัน คือการที่สตูดิโอญี่ปุ่นทั้งหลายมุ่งไปที่การใช้ CGI ให้ออกมาดูเหมือนงานของ Pixar และสตูดิโออื่น ๆ ในฮอลลีวูด ทำไมทุกคนถึงอยากใช้ CGI ให้งานมันออกมาดูอเมริกันจ๋ากันนะ? ชื่อของสตูดิโอเรานั้นมาจากความรู้สึกอันแรงกล้าที่มีอยู่ว่า “มันจะผิดอะไรไหม ถ้าคนญี่ปุ่นจะพยายามอย่างเต็มที่ในการใช้ CGI ในแบบที่เหมาะสมกับคนญี่ปุ่นเอง?”

พัฒนาคุณภาพในคัทที่เลวร้ายที่สุด

งานภาพของสตูดิโอ Kamikaze Douga นั้นมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก เราเชื่อว่าสตูดิโอนี้มีเป้าหมายเป็นอะไรสักอย่าง ที่อยู่ระหว่าง 2D และ 3D ในทางที่มีแต่สตูดิโอนี้เท่านั้นที่สามารถทำได้ ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้มาจากไหนกัน?

Mizusaki: ผมไม่คิดว่าพวกเรากำลังฝืนตัวเอง ในการเดินบนสายนี้ แต่มันเป็นรากฐานของเราแต่แรก ซึ่งผมชอบความหนาแน่นแบบนี้นะ ถ้านึกไม่ออก ลองนึกถึงหน้าปกของโชเน็งจัมป์รายสัปดาห์ดูก็ได้

การมีประสบการณ์ในด้านกราฟิกดีไซน์นั้นมีประโยชน์มาก ทำให้รู้ว่าจะต้องทำใบปลิว เว็บไซต์ การจัดวางเลย์เอาท์ก่อนพิมพ์ จัดวางตัวอักษร ภาพ และบล็อกก็อปปี้ อย่างไร รู้ว่าถ้าวางเจ้านี่ไว้ตรงนี้ จะดูแน่น หรือหากวางตรงนี้ จะทำให้การจัดวางดูดีขึ้น ซึ่งรากฐานตรงนั้นตอนนี้ได้กลายเป็นความทรงจำในกล้ามเนื้อไปแล้ว ฉะนั้นการที่งานภาพจะออกมาดูแน่น นั่นไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องทำงานเยอะขึ้นเลย เพียงแค่โฟกัสไว้กับการที่ว่าจะวางอะไรไว้ตรงไหน เท่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่เราทำกันแบบตรง ๆ ซื่อ ๆ คือการดูภาพยนตร์ทั้งเรื่อง เพื่อเลือกคัทที่แย่ และพัฒนาคุณภาพของมันขึ้น เมื่อเราทำแบบนี้ เราก็จะพบกับคัทที่แย่ที่สุดรองลงมา มันไม่ใช่การทำส่วนที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้น แต่เป็นการมองหาอะไรที่ไม่ดีพอ แล้วปรับปรุงมัน เพียงเท่านี้ คุณภาพของผลงานในภาพรวมก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ

เรามักจะพูดว่า “นี่มันน่ารำคาญชะมัด แต่มันไม่ร้ายแรง ปล่อยไปแบบนั้นก็ได้” แต่วันต่อมา เราก็ต้องมาแก้มันให้เสร็จอยู่ดี (หัวเราะ) ขอบคุณทุกคนจริง ๆ ครับ

“การประนีประนอมโอนอ่อน คือความตาย”

วลีโปรดของชาว Kamikaze Douga ว่า “การประนีประนอมโอนอ่อน คือความตาย” บนแก้วที่สลักไว้

อะไรเคยเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของสตูดิโอ

Mizusaki: ตอนนี้ ในฐานะผู้กำกับ ผมอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ และได้โชว์ฝีมือในหน้าที่ต่าง ๆ กัน แต่สิ่งที่ยากที่สุด คือตอนที่ต้องอยู่เบื้องหน้าต่อสิ่งต่าง ๆ

พวกเราเคยพยายามที่จะผลักดันผลงานโดยใช้เทคนิคการผลิตแอนิเมชันที่ทั่วโลกไม่เคยยอมรับมัน เพราะฉะนั้นตัวผมเลยต้องรับผิดชอบในการดูแลจำนวนคัทของ CGI เยอะที่สุด จำนวนงานมันบ้ามาก เคยมีช่วงนึงที่ผมไม่เคยได้เอนตัวลงนอนเลยตลอด 21 วัน

จากนั้น จุดเปลี่ยนก็มาถึงในรูปแบบของมิวสิควิดีโอที่ใช้แอนิเมชัน ในตอนนั้น หากเราทำโปรเจกต์นั้นสำเร็จได้ จุดยืนของ Kamikaze Douga จะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

ในตอนท้ายที่สุดของโปรเจกต์นั้น ผมยอมแพ้ เลิกทำไปคัทนึง ซึ่งเป็นคัทที่คนทั่วไปไม่สังเกตเห็นแน่นอน มันไม่ใช่ข้อผิดพลาดร้ายแรงอะไร และในตอนนั้นเองเราก็สามารถปล่อยงานนั้นให้ออกมาด้วยคุณภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แต่เพราะผมใกล้จะเดี้ยงแล้วในตอนนั้น เลยปล่อยมันออกมาโดยไม่ได้แก้ไข ทั้ง ๆ ที่ปกติผมก็ไม่ใช่คนที่จะทำแบบนั้น

แต่หลังจากนั้น พอมาดูคัทนั้นหลาย ๆ ครั้งเข้า มันก็ยิ่งทำให้รู้สึกผิด ผมรู้ว่าผมเป็นคนเดียวที่สังเกตเห็นมันได้ แต่ก็คิดว่าจะต้องทำอย่างไรให้มันดีขึ้นแม้นิดนึงก็ยังดี ผมรู้สึกเสียเซล์ฟทุกครั้งที่เห็นมัน จนไม่สามารถจะมีความภาคภูมิใจกับมันได้ แม้ทุกคนจะร่วมมือกันทำมันอย่างภาคภูมิใจก็เถอะ ผมก็รู้สึกผิดอยู่ดี

มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนตายไปแล้ว หากประนีประนอมโอนอ่อนล่ะก็จะต้องตาย ที่บอกว่า “การประนีประนอมโอนอ่อนจะต้องตาย” นั้นไม่ได้หมายความว่า “ห้ามประนีประนอม” หรือ “หากประนีประนอมล่ะก็ควรไปตายเสีย” แต่อย่างใด แต่มันหมายถึงว่า “คุณมีความรับผิดชอบมากพอที่จะแบกโปรเจกต์นี้จนตัวตายหรือเปล่า?” ต่างหาก

ผมอยากเห็นเอกลักษณ์ ที่สร้างสรรค์โดยคนที่มีพร้อม

Mizusaki: อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าพวกเรานั้นทำงานกันแบบเก็บทุกเม็ดตั้งแต่จุดที่เลวร้ายที่สุด แต่อุตสาหกรรมแอนิเมชันญี่ปุ่นนั้นส่วนใหญ่จะมีมุมมองที่เหมือนกัน ซึ่งมันเป็นแนวคิดทำนองว่า “อุตสาหกรรมแอนิเมชันก็เป็นแบบนี้ มันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว” ที่ผมเองก็ไม่ชอบเลย

(ในญี่ปุ่น สถานการณ์ค่าจ้างที่ต่ำ และความโหดในงานของแอนิเมเตอร์นั้นมักถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นทางสังคมอยู่บ่อย ๆ)

ที่ Kamikaze Douga พวกเราสร้างสภาพแวดล้อมที่มีทุกอย่างที่ทีมงานต้องการ ได้รับทุนมามากพอเท่าที่ต้องการในขั้นตอนการผลิต และที่สำคัญคือไม่มีทีมงานคนไหนต้องอยู่ทำงานต่อจนดึก หรือต่อให้ต้องทำล่วงเวลา ก็จะได้รับค่าจ้างล่วงเวลาตรงนั้น ถึงมันจะดูแปลกแยก แต่ผมก็อยากให้มันกลายเป็นเรื่องปกติ

ผมอยากจะดูว่าแอนิเมชันญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อพบกับความมหัศจรรย์จากการสร้างสรรค์โดยเหล่าคนที่ที่ได้กินอิ่มนอนหลับ ได้มีเวลากับครอบครัว มีวันหยุด ได้อ่าน ได้ดูการ์ตูนหรือหนังที่ตัวเองชอบ ได้ทำงานอย่างมีความสุข

คำตอบที่ถูกต้องที่สุดนั้น มันไม่มีหรอก

ไปพบเจออะไรมา ถึงทำให้คิดอยากจะสร้างองค์กรแบบนี้ขึ้น?

Mizusaki: ผมไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว อะไรคือสิ่งที่ทำให้มันเป็นแบบนี้ แต่ชีวิตผมแต่ก่อนต้องย้ายไปไหนมาไหนตลอดทุก ๆ 4 ปี เพราะพ่อทำงานอยู่ในกองกำลังป้องกันตนเอง ต้องย้ายบ้านถึง 4 ครั้งตอนเรียนประถม เลยสังเกตได้หลังจากที่ย้ายที่อยู่มาตลอดครับ

คำตอบที่ถูกต้องอย่างที่สุดนั้นไม่มีสำหรับผู้ใหญ่ จากตอนเด็กที่ย้ายมาหลายโรงเรียน แต่ละที่ก็ทำอะไรไม่เหมือนกัน พอมาตอนประถมก็ยังเป็นแบบนั้น ถึงหนังสือเรียนที่ใช้จะเหมือนกัน ครูแต่ละคนก็มีแนวความคิดต่างกัน แต่คุณครูแต่ละคนนั้นก็มีความเชื่อที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องที่สุดอย่างแน่นอน ผมจึงเริ่มคิดว่าบางที สิ่งที่ผู้ใหญ่นำเสนอต่อเด็ก ๆ นั้น อาจเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ เองก็ไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้ นั่นอาจจะเป็นที่มาขององค์กรในอุดมคติของผมก็ได้ครับ

คนที่อยู่ข้างบนสุด ควรจะเป็นอย่างไร? บางครั้งที่ผมต้องเป็นต้นตอแห่งความไร้เหตุผล แล้วจะเลี่ยงมันอย่างไร? ผมพัฒนาองค์กรนี้ให้เติบโตขึ้นโดยตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

ข้อแตกต่างอย่างใหญ่หลวงข้อหนึ่งที่ผมมีต่างจากทุกคน คือการที่ผมไม่มีบ้านเกิด ไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นอย่างไรกับการได้กลับบ้านเกิด บางทีอาจเป็นเพราะมันไม่มีที่ใดที่เป็นที่ของผม จึงอยากจะสร้างมันขึ้นมา และมันอาจเป็นสตูดิโอแห่งนี้ก็ได้

ผมอยากให้ผู้คนได้รู้จักแอนิเมชันญี่ปุ่น

หากไม่นับเรื่องที่เป็น CEO แล้ว ในฐานะของคุณ Mizusaki ผู้กำกับ Batman Ninja มีข้อความอะไรที่อยากบอกแฟน ๆ ที่อยู่ต่างประเทศบ้างหรือเปล่า?

Mizusaki: ตอนที่พวกเราทำ Batman Ninja ความคิดอย่างแรงกล้าของพวกเราคืออยากให้ผู้คนได้รู้จักแอนิเมชันญี่ปุ่น อยากให้พวกเขาได้รู้ว่าแอนิเมชันญี่ปุ่นคืออะไร เราไม่อยากฝืนตัวเราเองเข้าไปกลางดงเหล่าผู้คนที่พูดภาษาอังกฤษ ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและความแข็งแกร่ง แต่เป็นการสร้างภาพยนตร์ที่ทำให้เขาเห็นข้อดีของแอนิเมชันญี่ปุ่น

จำนวนภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่อิงเนื่อเรื่องจากญี่ปุ่นนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลายเรื่องถูกนำไปดัดแปลงแล้วออกมาเจ๋งมาก ฉะนั้นคราวนี้ เมื่อเราได้ Batman มาอยู่ในงาน เราก็มีความคิดทำนองว่าจะให้เขา “หลิ่วตาตาม” เราบ้างเหมือนกัน

หาก Batman มาที่ญี่ปุ่น เราจะไม่ให้เขาเข้าบ้านเรามาทั้ง ๆ ที่ยังสวมรองเท้าอยู่ เราจะเข้มงวดกับเขาแม้เขาจะเป็น Batman ตัวละครอื่น ๆ จะไม่พูดภาษาอังกฤษ แม้เขาจะพยายามเอาชนะด้วย Batmobile คู่ใจ และระบการสื่อสารล้ำสมัย แต่มันก็ใช้งานไม่ได้ จึงต้องมาใช้วิธีการแบบญี่ปุ่น ๆ ในยุคนั้น สำนวนที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” จึงเป็นหนึ่งในธีมของเรื่อง

ผมบอก DC Comics และ Warner Bros. ว่าให้ปล่อยไว้ และคอยดูอย่างเดียว เพื่อให้ผมได้ทำแอนิเมชันญี่ปุ่นด้วยตัวของผมเอง พวกเขายอมให้ผมใช้ตัวละครสุดแสนสำคัญอย่าง Batman ฉะนั้นผมจึงให้สัญญาว่าจะไม่ทำให้ตัวละครนี้เสื่อมเสีย จากนั้นจึงมาทำแอนิเมชันกับเขา ต้องบอกว่า DC Comics ใจดีมาก ที่อนุญาตให้ผมทำแบบนั้นได้

ตอนที่เรานำออกฉายในงาน WonderCon ที่ Anaheim ผมคิดว่าแฟน ๆ จะต้องโกรธแน่นอน แต่กลับกัน งานดีไซน์ส่วนหนึ่งเรียกความสนใจจากผู้ชมได้เป็นอย่างดี ตัวละคร Batman ที่มีประวัติมายาวนาน แถมยังมีตัวตนในแบบที่แตกต่างออกไปอีกหลายแบบ เป็นซีรีส์ที่มีความสนุกในตัวเองเป็นอย่างมาก ฉะนั้นผมจึงดีใจมาก ที่ได้นำเอาความสนุกสนานเหล่านั้นใส่ไปใน Batman Ninja และส่งไปถึงผู้ชมได้

อะไรคือไอเดียที่สุดแสนวิเศษ?

ก่อนที่เราจะเริ่มการสัมภาษณ์นี้ เราได้สอบถามจากแฟนแอนิเมชัน 300 คนทั่วโลก ว่าพวกเขาอยากจะถามอะไรกับเหล่าครีเอเตอร์ คำถามส่วนใหญ่ที่ได้รับมาคือ “ทำอย่างไรถึงจะคิดไอเดียที่วิเศษอย่างนี้ออกมาได้?”

Mizusaki: ผมไม่คิดว่าคนที่ทำแอนิเมชัน จะมองว่าไอเดียของตัวเองนั้นวิเศษนะ พวกเราแค่เอาคุณค่าของตัวเอง และไอเดียที่เราคิดว่าสามารถโชว์ได้แบบไม่อายใคร ใส่เข้าไป และสิ่งที่เกิดขึ้นคือเหล่าผู้ชมมองว่ามันวิเศษ

ผมพยายามอย่างที่สุดในการคิดถึงฝั่งผู้ชม มุมมองของพวกเขา และวิธีการที่พวกเขาดู ในตอนที่ผมหาไอเดีย มันจะไปฉายบน Youtube หรือเปล่านะ? หรือจะในโรงภาพยนตร์? ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ผมคิดมุกยาก ๆ ที่จะใช้ใน Pop Team Epic ผมคิดถึงคนดูทั้งที่เก็ตว่าอ้างอิมาจากอะไร และคนดูที่ไม่สามารถเอาไปถามกับใครได้เหมือนกัน บางตอนผมถึงต้องพยายามทำในส่วนที่ไม่มีมุกให้เยอะขึ้น เพราะผู้ชมจะเป็นคนตบมุก เราจึงทำคลิปที่จะทำให้ผู้ชมสามารถเป็นผู้ตบมุกได้ เมื่อเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย

ผมเอาคำว่า “แรงจูงใจ” ออกไปจากพจนานุกรมของผม เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรจะมีโดยธรรมชาติ คือพรสวรรค์ หากไม่มีแรงจูงใจ ก็ไม่มีอุตสาหกรรมใดที่เหมาะสมกับคุณ หากเหล่าครีเอเตอร์ไม่มีแรงจูงใจในการสร้างแอนิเมชัน ผลลัพธ์ของพวกเขาก็ขาดความน่าสนใจ

คุณ Spielberg ไม่ยอมให้ผมโต

มีศิลปินต่างชาติที่เป็นแรงพลักดันบ้างหรือเปล่า?

Mizusaki: ตอนแรก ก็มีคุณ Michel Gondry ผู้กำกับของ Eternal Sunshine of the Spotless Mind (ลบเธอ…ให้ไม่ลืม) ผู้ที่เริ่มต้นการทำมิวสิควิดีโอ ซึ่งความสามารถที่ทำได้ตั้งแต่มิวสิควิดีโอยันภาพยนตร์ยาวหลายเรื่องได้ เป็นสิ่งที่สุดยอดมาก และผลงานเขาก็เยี่ยมไม่แพ้กัน อย่างเช่นมิวสิควิดีโอเพลง “Come Into My World”  ที่ร้องโดย Kylie Minogue มองเผิน ๆ ก็ดูเป็นไอเดียที่เรียบ ๆ ธรรมดา ๆ แต่ผมดูมันซ้ำ ๆ ได้ตลอดกาลเลยนะ

อีกคนก็คุณ Brad Bird แอนิเมชันเรื่อง The Iron Giant (ไออ้อน ไจแอนท์ หุ่นเหล็กเพื่อนยักษ์ต่างโลก) ของเขามันวิเศษมาก เดิมทีเขาเคยทำ The Simpsons แต่ก็มีความสามารถพอที่จะไปกำกับ Mission: Impossible ได้เหมือนกัน มันเป็นอะไรที่เจ๋งมาก และผมก็เป็นแฟนของ The Simpsons มาตั้งนานแล้วด้วย

ผมรู้ว่ามันจะเป็นคำตอบที่ค่อนข้างจำเจไปหน่อย แต่ผมไม่เคยห่างจากคุณ Steven Spielberg เลยสักนิด ตอนผม ป.5 พ่อพาผม กับเพื่อนบ้านไปดู E.T. มันดังมาก และยิ่งดังมากในบ้านเรา บรรยากาศของภาพยนตร์ จักรวาลนั้น… ถึงจะดูน่ากลัว แต่ก็เต็มไปด้วยความฝัน ผมวาดภาพ E.T. เอาไว้เยอะเลย โดยเฉพาะรอยเหี่ยวย่นบนตัวเขา ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้ผมเริ่มคุ้นเคยกับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนที่เป็นกับ Jurassic Park และ Minority Report

คุณ Spielberg ไม่ยอมให้ผมโต ในตอนที่กันดั้มได้ไปโผล่ในภาพยนตร์ Ready Player One ผมเหมือนได้กลับไปเป็นเด็ก 6 ขวบเลยทีเดียว

ผมอยากให้ผู้คนได้สนุกสนานไปกับเสน่ห์ของแอนิเมชันญี่ปุ่น ที่ถูกสร้างมาโดยตั้งเป้าให้ขายในประเทศ

ขอสักคำสองคำ ถึงแฟน ๆ แอนิเมชันทั่วโลกหน่อย

Mizusaki: ผมคิดว่าเรากำลังรักษาคุณภาพของแอนิเมชันญี่ปุ่นไว้ในระดับที่สูง แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนั้นได้ต่อไปหรือเปล่า เพราะผมเองก็สงสัยอยู่ว่าบางที อุตสาหกรรมแอนิเมชันญี่ปุ่นกำลังจะเสียพลังในตัวของมันเองก็เป็นได้

ดังนั้นผมจึงต้องบอกกับแฟน ๆ ทั่วโลก ว่าแอนิเมชันญี่ปุ่นจะยังคงเดินหน้าต่อไป ผมเชื่ออย่างนั้น และคิดว่าจิตวิญญาณนั้นสามารถพบได้ใน Batman Ninja

ผมชอบวลีที่ว่า “ปรากฎการณ์กาลาปากอส” นะ เมื่อกล่าวถึงแนวคิดที่ว่าแอนิเมชันญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถูกทำขึ้นมาเพื่อป้อนตลาดในประเทศ เพราะประเทศญี่ปุ่นเองเป็นประเทศเกาะ ลักษณะทางภูมิประเทศ และประวัติศาสตร์ของมันทำให้ประเทศนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นของตัวเอง ไม่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศอื่นใด จึงไม่มีการร่วมมืออะไรกับสากล ซึ่งเราแย่ในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

แต่ผมคิดว่าปรากฎการณ์กาลาปากอสนั้นไม่ว่าเมื่อไรก็น่าสนใจ การไม่โอนอ่อนไปตามมาตรฐานสากลนั้นเป็นสิ่งสำคัญอยู่ แต่เราก็ควรที่จะตั้งใจทุ่มเทให้กับงานของเรา ในวิธีที่เหมาะสมกับเรา

หากแฟน ๆ แอนิเมชันทั่วโลกต้องการจะติดตามชมงานของเรา ผมก็ต้องทำออกมาให้สมกับที่พวกเขาคาดหวัง

Source : Otakumode