มันคงเป็นอะไรที่แย่มาก หากเราพูดชมใครสักคนอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่กำแพงภาษาเจ้ากรรมกลับทำให้เขาเกิดความรู้สึกติดลบกับเราเสียอย่างนั้น!?

สำหรับคนเรียนภาษาญี่ปุ่น หลายคนมักเชื่อว่าการท่องจำคันจิให้ได้นั้นคือสิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนแล้ว ใช่ ถ้ามันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดจริง ๆ ก็คงจะดี…

แต่หากลองออกมานอกห้องเรียน นอกตำราแล้ว อาจค้นพบได้ว่าสิ่งที่ยากกว่านั้น คือ “การสื่อสารต่อกันและกัน” นั่นเพราะมีระบบภาษา ระบบความคิดที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเพราะเชื้อชาติ หรือสภาพแวดล้อมสังคมที่เติบโตมาก็ดี ความเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ซับซ้อนกำกวมก็ดี

ผู้ใช้ทวิตเตอร์นาม @hashishi_ ได้โพสต์รายการ “การแสดงออกทางคำพูดอย่างแปลก ๆ ของชาวต่างชาติ ที่คนญี่ปุ่นไม่เข้าใจ” ขึ้นมา จะมีอะไรกันบ้าง ไปลองดูกัน

ซึ่งเขาก็ได้ยกตัวอย่างออกมา 7 ประโยค ดังนั้นเรามาดูกันว่ามันผิดอย่างไร และที่ถูกมันควรจะเป็นอย่างไร
หมายเหตุ : เนื่องจากภาษาญี่ปุ่นมีความซับซ้อน กำกวม และหลากหลาย ประโยคที่ยกตัวอย่างมา อาจจะเป็นเพียงตัวอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีวิธีพูดอีกหลาย ๆ แบบที่สื่อความหมายได้ชัดเจนไม่แพ้กันครับ ซึ่งก็สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเพจได้นะครับ

1. 気持ち良くないので今日は休む (คิโมจิ โยคุไน่ โนะเดะ เคียว วะ ยะสุมุ)
ตั้งใจจะพูดว่า: “วันนี้รู้สึกไม่สบาย พักผ่อนอยู่บ้านดีกว่า”
แต่ดันพูดออกมาเป็น: “วันนี้รู้สึกขยะแขยง พักผ่อนอยู่บ้านดีกว่า”

ประโยคนี้เป็นประโยคที่เข้าใจผิดได้ง่าย ๆ เริ่มต้นจาก “気持ち良い” (คิโมจิ อี้) ที่แปลว่ารู้สึกดี รู้สึกฟิน ที่ใช้กับกรณีทางกายภาพ เช่นรู้สึกดีเมื่อได้พบอะไรที่พึงพอใจ ผ่อนคลายร่างกายหลังการนวด หายปวดเมื่อย ฯลฯ

เมื่อกลับความหมายให้เป็นตรงกันข้าม ก็จะเป็น “気持ち良くない” (คิโมจิ โยคุไน่) หรือ “気持ち悪い” (คิโมจิ วะรุ่ย) ที่แปลว่ารู้สึกไม่ดี ในทำนองเดียวกันคือทางกายภาพ เช่นรู้สึกขยะแขยง เห็นแล้วอยากเบือนหน้าหนีไปไกล ๆ เป็นต้น (ซึ่ง 気持ち悪い คิโมจิ วะรุ่ย ก็มีแสลงที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า キモイ คิโม่ย ที่หลายคนอาจจะคุ้นกันอยู่นั่นเอง)

ซึ่งจริง ๆ แล้ว หากต้องการบอกว่าวันนี้ป่วย สุขภาพไม่ดี ไม่ควรใช้คำว่า “気持ち” (คิโมจิ) หากแต่เป็นคำว่า “具合” (กุไอ) แทน ฉะนั้น การพูดที่ถูกต้องจึงต้องใช้ประโยคว่า “具合が悪いので今日は休む” (กุไอ กะ วะรุ่ย โนะเดะ เคียว วะ ยะสุมุ) จะตรงความหมายมากกว่า หรือใช้ 気分が悪い (คิบุน กะ วะรุ่ย) ที่แปลว่า “รู้สึกไม่สบาย” ก็ได้เช่นกัน

2. ハピバスデ!加齢を楽しんで (แฮปปี้เบิร์ธเดย์! คะเรอิ โอ๊ะ ทะโนะชินเดะ)
ตั้งใจจะพูดว่า: “สุขสันต์วันเกิด! ขอให้เป็นอีกปีที่ดีนะ”
แต่ดันพูดออกมาเป็น: “สุขสันต์วันเกิด! ขอให้เอนจอยกับความแก่”

เชื่อเถอะว่าถ้าไปพูดแบบนี้กับคุณพี่สาวทั้งหลายล่ะก็คงโดนตบเป็นแน่แท้ แม้คำว่า “加齢” (คะเรอิ) จะแปลว่าการสูงวัยขึ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเอามาพูดกัน เพราะอาจเป็นการตอกย้ำได้ แถมยังเสียมารยาทอย่างสุด ๆ อีกด้วย

ฉะนั้น หากจะพูดให้ดี ควรเปลี่ยนเป็นคำว่า “ハピバスデ!良い一年を!” (แฮปปี้เบิร์ธเดย์! อี้ อิจิเน็น โอ๊ะ! / ขอให้เป็นอีกปีที่ดีนะ) จะตรงตามความหมายที่ตั้งใจจะพูดมากกว่า

3. なるほど!一本失いました (นะรุโฮโดะ! อิปป้ง อุชิไน่มะชิตะ)
ตั้งใจจะพูดว่า: “อย่างนี้นี่เอง! หาอะไรมาแย้งไม่ได้เลย”
แต่ดันพูดออกมาเป็น: “อย่างนี้นี่เอง! ฉันทำแท่ง (อะไรสักอย่าง) หายไปซะแล้ว”

อันนี้เป็นกรณีสุดคลาสสิกเพราะดันไปพ้องกับสำนวนในภาษาญี่ปุ่น ที่ว่า “一本取られる” (อิปป้ง โทราเรรุ) ซึ่งแปลว่า “หาอะไรมาแย้งไม่ได้” เหมือนถูก “เอาไปแต้มหนึ่ง” ในการสนทนากับคู่สนทนาอีกฝ่าย

อย่างไรก็ดี หากผู้พูดใช้คำว่า “失いました” (อุชิไน่มะชิตะ) เข้าไปแทนคำว่า “取られました” (โทราเระมะชิตะ) ล่ะก็ ความหมายจะเปลี่ยนจาก “ถูกเอาไป” กลายเป็น “ทำหายไป” เมื่อรูปของสำนวนถูกเปลี่ยน ความหมายก็จะเปลี่ยนไปทันที ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับคู่สนทนาได้ เพราะว่า 一本 (อิปป้ง) หากพูดเดี่ยว ๆ โดยทั่วไปจะหมายถึง วัตถุที่มีรูปทรงกระบอกยาว หรือเป็นแท่ง เช่น ปากกา แท่งไม้ จำนวนแท่งหนึ่งหรือด้ามหนึ่ง เมื่อประกอบกับข้างต้นแล้ว หากใช้คำผิดก็จะสื่อความหมายเข้ารกเข้าพงกันทีนั่นเองครับ

ฉะนั้น เพื่อไม่ให้ผิดจากสำนวนไปจนสร้างความงงงวยให้กับคู่สนทนา ควรใช้ว่า “一本取られる” (อิปป้ง โทราเรรุ) จะตรงความหมายมากกว่า

4. 頼んでもないチャンス嬉しいです (ทะน่น เดโมะไน่ ชานสึ อุเรชี่ เดสึ)
ตั้งใจจะพูดว่า: “ดีใจที่ได้รับโอกาสนี้มา แม้จะไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รับ”
แต่ดันพูดออกมาเป็น: “ดีใจที่ได้รับโอกาสนี้มา แม้จะไม่ได้เรียกร้องเลย”

ในภาษาญี่ปุ่น เราใช้คำว่า “頼む” (ทะโนหมุ) ในการร้องขอ ไหว้วาน ฝากฝังให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และเมื่อผันให้อยู่ในรูป “頼んでもない” (ทะน่นเดโมะไน่) นั้น ก็แปลได้ว่า “ไม่เคยได้ร้องขอไหว้วานเลย” ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกใช้ในเชิงลบ ดูเหมือนแดกดันฝ่ายตรงอื่นเสียอย่างนั้นอีกต่างหาก และการบอกว่า “ต้องการ” หรือ “คาดหวัง” นั้น มีอีกคำที่สุภาพกว่า คือคำว่า “願う” (เนกะอุ) ที่นอกจากสุภาพแล้ว ยังดูถ่อมตัวอีกด้วย

ฉะนั้นหากจะแสดงความรู้สึกดีใจอย่างถ่อมตัว อย่างไม่ให้คู่สนทนาเข้าใจผิดว่าเรากำลังโกรธเขาหรือเปล่านั้น ควรใช้คำว่า “願ってもないチャンス嬉しいです” (เนกัตเตะโมะไน่ ชานสึ อุเรชี่ เดสึ) เพื่อบอกว่า “ดีใจที่ได้รับโอกาสนี้มา แม้จะไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รับ” จะชัดเจน ตรงตามเจตนาที่ไม่คิดจะหาเรื่องใครมากกว่า

5. とてもじゃないが楽しい (โทะเทะโมะ จะไน่กะ ทาโนชี่)
ตั้งใจจะพูดว่า: “ก็สนุกในแบบของมัน”
แต่ดันพูดออกมาเป็น: “ถึงจะไม่สุด แต่ก็สนุก”

ตอบได้ยากว่าผู้พูดกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบใด และดูกำกวมว่าจะสนุกหรือไม่สนุกกันแน่ แต่ข้อผิดพลาดทำนองนี้อาจเกิดขึ้นได้เมื่อผู้พูดนั้นไม่ชินกับภาษาญี่ปุ่น หรือไม่ก็เริ่มเบลอ ๆ แน่นอนว่าเป็นกันได้ทุกคน ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก!

แต่ถ้าจะสื่อสารแบบให้ใจความถูกต้องครบถ้วนและดูเป็นเชิงบวก ควรพูดว่า “それなりに楽しい” (โซเระนารินิ ทาโนชี่) จะดีกว่า

6. 分かった途端に教えて (วะคัตตะโทะทัน นิ โอชิเอเตะ)
ตั้งใจจะพูดว่า: “หากรู้แล้ว ช่วยบอกฉันด้วย”
แต่ดันพูดออกมาเป็น: “ทันทีที่รู้ก็ช่วยบอกฉันด้วย”

ในภาษาญี่ปุ่น คำว่า “(た)途端” (โตะตัง) มักถูกแปลว่า “ในทันที” ใช้ในการกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต และตัวอย่างประโยคที่ใช้คำนี้อย่างเหมาะสม เช่น “出かけたとたんに雨が降りだした” (เดคาเคะตะโตะตัง นิ อาเมะ ก๊ะ ฟุริมาชิตะ) แปลว่า พอออกจากบ้านปุ๊บ ฝนก็ตกทันที หรือ “それを見たとたん彼の顔色が変わった” (โซเระ โอ๊ะ มิตะโตะตัง คาเระ โนะ คาโออิโระ ก๊ะ คะวัตตะ) แปลว่า พอเห็นสิ่งนั้นปุ๊บ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เป็นต้น

กระนั้น การใช้ “โตะตัง” ก็ไม่ใช่การใช้คำอย่างเหมาะสม เนื่องจากเป็นการกล่าวถึงเรื่องในอดีต ที่ผู้พูดไม่มีเจตนาที่จะไหว้วานหรือขอร้องอะไรจากผู้ฟัง ฉะนั้นหากต้องการบอกกับคู่สนทนาว่า “หากรู้แล้ว ช่วยบอกฉันด้วย” ควรเอา “すぐに” (สุกุนิ) มาใช้จะดีกว่า ดังประโยคนี้

“分かったからすぐに教えて” (วะคัตตะคะระ สุกุนิ โอชิเอเตะ) – หากรู้แล้ว ช่วยบอกฉันด้วย

7. とても適当な服ですね!(โทะเทะโมะ เทคิโท นะ ฟุคุ เดสึเนะ)
ตั้งใจจะพูดว่า: “ชุดนี้เหมาะกับคุณจังเลย!”
แต่ดันพูดออกมาเป็น: “ชุดนี้ก็งั้น ๆ แหละ!”

คำว่า “適当” (เทคิโท) นั้น จากความรู้สึของผู้เขียนบอกได้ว่าเป็นคำที่ค่อนข้างใช้ยาก เนื่องจากมันสามารถเปลี่ยนความหมายไปได้ตามการบริบท ในบางบริบท จะเป็นได้ทั้งคำว่า “สมเหตุสมผล, เหมาะสม” แต่ในขณะเดียวกัน มันก็แปลได้ว่า “กำกวม, ไม่ดีแต่ก็ไม่แย่, ส่งเดช, ทำไปงั้น ๆ ทำไปเล่น ๆ” ได้อีกด้วย

เนื่องจากเป็นคำที่มีความหมายหลากหลาย การนำมาใช้กล่าวชมคู่สนทนาจึงไม่ต่างกับการเอาความสัมพันธ์ไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงที่อาจถูกเข้าใจในทางลบได้ ดังนั้นจึงควรเลือกใช้คำที่ความหมายชัดเจนกว่า เช่นคำว่า “似合う” (นิอาอุ) ที่แปลว่า “เหมาะสม, คล้ายคลึง” มาใช้แทน เป็นประโยคดังนี้

“とても似合っている服ですね!” (โทะเทะโมะ นิอัตเตอิรุ ฟุคุ เดสึเนะ!) เพื่อบอกกับคู่สนทนาว่า “ชุดนี้เหมาะกับคุณมาก”

ก่อนที่จะจบคาบเรียนภาษาญี่ปุ่นวันนี้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการเรียนและใช้ภาษา ไม่ได้มีแค่เพียงความรู้เรื่องคำ หรือเรื่องหลักภาษาเท่านั้น แต่การใช้งานให้ถูกต้องกับสถานการณ์ รู้จัก TPO (เวลา สถานที่ โอกาส) ก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้อย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นแล้วอาจทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกันระหว่างคู่สนทนาได้ เพราะความรู้เพียงอย่างเดียว ก็ไม่ดีเท่ามีไหวพริบด้วย ต้องมาพร้อมกัน

เอ้า เลิกเรียน คิริทสึ! เรอิ! อะริงะโตโกะไซมัส!

Source: Twitter/@hashishi_ via SoraNews24