ตามที่เกริ่นไว้แล้วในบทความ ท่องเที่ยวตามรอย Chihayafuru และการแข่งขันคารุตะระดับโลก ในจังหวัดชิงะ ที่นอกจากตามรอย ชมการแข่งขันคารุตะแล้ว พวกเรายังได้มีโอกาสสัมภาษณ์ Asaka Morio ผู้กำกับอนิเมะ Chihayafuru จากสตูดิโอ MAD HOUSE ที่กำกับซีรี่ส์นี้มาแล้ว 2 ซีซั่น และยังได้รับตำแหน่งเดิมในการทำอนิเมซีซั่นที่ 3 ด้วย เอาเป็นว่าไปติดตามการสัมภาษณ์ของพวกเราครั้งนี้เลยดีกว่า!

อะไรคือสิ่งที่สนุกที่สุดในการทำอนิเมชั่น?

ชอบการตัดต่อมากที่สุด ซึ่งมันทำให้อยากเขียนสตอรี่บอร์ด พอเขียนไปก็เกิดความรู้สึกอยากกำกับอีก ซึ่งงานพวกนี้จะต้องจินตนาการไปจนถึงเสียง, เพลงประกอบ และสีหน้าท่าทางต่างๆ ไปด้วย

เข้ามาทำงานที่นี่ได้อย่างไร?

เดิมทีผมก็เป็นคนที่ชอบอนิเมชั่น เรียนสถาบันเฉพาะทางในด้านการออกแบบดีไซน์ ซึ่งอาจารย์ที่สถาบันรู้จักกับท่านประธานของบริษัทนี้ ซึ่งท่านก็มาที่สถาบัน และอาจารย์ก็บอกให้ลองไปสัมภาษณ์ดู

ด้านหน้าของสตูดิโอ MAD HOUSE

สตูดิโอ Mad House สร้างผลงานมามากมาย ผู้กำกับอาซากะคิดว่า ที่นี่มีอะไรที่แตกต่างจากที่อื่นบ้าง?

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมไม่เคยไปอยู่ที่อื่น แต่คิดว่าส่วนใหญ่ก็เหมือนๆ กัน

บริเวณรับรองของสตูดิโอ

เมื่อเทียบกับภาคที่ผ่านมาแล้ว ในการทำอนิเมชั่น Chihayafuru ภาค 3 นี้ หรือมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้างหรือไม่?

ส่วนตัวแล้วพยายามไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก ตัวผมเองก็ได้มีโอกาสในการทำอนิเมชั่นนี้มาประมาณ 7 ปีแล้ว ระหว่างนั้นก็ทำเรื่องอื่นไปด้วย แต่สำหรับเรื่องนี้ก็พยายามคงเอกลักษณ์ของผลงาน และระวังให้บรรยากาศในการรับชมให้ค่อนข้างคงเดิมกับต้นฉบับ

เนื่องจากระยะเวลาระหว่างภาคค่อนข้างห่างกันมาก มีฉากหรือโครงสร้างอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างไหม? และในระหว่างการทำภาคนี้ สถานที่จริงของฉากในเรื่องได้มีการเปลี่ยนแปลง ทางทีมงานจะมีการปรับเปลี่ยนตาม หรือจะให้สถานที่คงเดิมตามในภาคก่อนๆ

โดยรวมแล้ว เราสร้างอนิเมชั่นโดยอิงจากต้นฉบับภาคมังงะ รวมถึงสถานที่ในโลกจริงก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ถึงมีการเปลี่ยนแปลงในสถานที่จริง เราก็จะยึดตามสถานที่ในฉากเดิมที่เคยทำไว้ และสาเหตุที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ โลกในมังงะของ Chihayafuru ได้กำหนดไว้ให้เป็นยุคสมัยที่ผู้คนยังไม่ค่อยนิยมการเล่น “คารุตะ” กันเท่าไร ถึงแม้ในโลกความเป็นจริง ผู้คนหันมาเล่นคารุตะกันมากขึ้นด้วยอิทธิพลจาก Chihayafuru แต่ถ้าหากจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่กำหนดในอนิเมชั่นตามโลกความจริง เนื้อหาของยุคสมัยมันอาจจะโดดจนเกินไป

เดิมอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ให้การเล่นคารุตะเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งก็ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์แล้ว

มีผู้คนเล่นคารุตะ หรือผู้คนที่ไปตามรอยสถานที่มากขึ้น ทว่า การเข้าชมการแข่งขันคารุตะจริงๆ แล้วนั้น ค่อนข้างเข้มงวด ผู้ที่ไปชมอาจจะรู้สึกว่าไม่เหมือนในอนิเมชั่นเท่าไร

ในเรื่องมีตัวละครหญิงค่อนข้างเยอะ แต่ละตัวต่างก็มีจุดเด่นและเอกลักษณ์ของตัวเองสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก ไม่ทราบว่ามีเทคนิคอย่างไรในการสร้างคาแรคเตอร์ให้ออกมาได้เช่นนี้?

ตัวผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากเป็นพิเศษ ด้วยการที่ตัวละครจากต้นฉบับ ‘จิฮายะฟุรุ’ แต่ละตัวต่างก็มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีบุคลิกที่ต่างกัน มีจุดมุ่งหมายและอุปสรรคของตัวเอง ผมจึงพยายามที่จะไม่พลาดในการแสดงออกถึงแต่ละจุดนั้นออกมา

อีกทั้ง หากเรื่องนี้เน้นแต่นางเอก เนื้อหาอาจจะตื้นจนเกินไป จึงต้องให้ความสำคัญกับตัวละครทุกตัว

ส่วนในภาค 3 ‘จิฮายะ’ อาจจะมีบทบาทลดลง ในทางกลับกัน ‘อาจารย์ฮาราดะ’ จะมีบทบาทมากขึ้นจนแทบจะดูเหมือนไม่เป็นการ์ตูนสาวน้อยแล้ว แต่เราต้องการจะสื่อถึงบุคคลที่จิฮายะยึดถือเป็นแบบอย่างในเส้นทางของคารุตะ

มีเทคนิคอะไรในการนำเสนอคารุตะให้กับชาวต่างชาติที่ไม่เคยรู้จักกับคารุตะมาก่อนบ้าง?

นี่เป็นส่วนที่ผมกังวลที่สุดในเรื่องนี้ ว่าจะทำให้ผู้คนทำความเข้าใจกับคารุตะได้หรือไม่ เพราะตัวผมเองในตอนแรกก็ไม่รู้จักกฎกติกาเลยเหมือนกัน

ไม่เพียงแค่คนต่างชาติ แต่คนญี่ปุ่นที่ไม่รู้จักคารุตะก็มีเยอะ ผมจึงค่อนข้างใส่ใจในจุดนี้เป็นพิเศษ พยายามทำผลงานออกมาให้คนดูที่เป็นเหมือนกับผม สามารถเข้าใจได้ง่าย ซึ่งจุดนี้น่าจะเป็นจุดที่ทำให้ผลงานประสบความสำเร็จ สามารถเข้าถึงชาวต่างชาติได้ และผมเองก็ดีใจมากครับ

การแข่งขันคารุตะ ดูคล้ายเป็นกีฬาชนิดหนึ่ง (ในญี่ปุ่น) ผู้กำกับคิดว่าทางยุโรปจะมองว่าเป็นกีฬาได้หรือไม่?

อยากให้มองว่าเป็นวัฒนธรรมที่ต่างกัน เพราะในญี่ปุ่นเอง คารุตะก็ยังค่อนข้างเป็นสิ่งที่แปลกและโบราณ ผู้คนไม่อาจตีความหมายที่แท้จริงหรือที่มาของกลอน Hyakunin Isshu ในไพ่ได้ก็เยอะ ผมเองก็พยายามขุดความหมายออกมาตีความให้ได้มากที่สุด

เวลาดูอนิเม Chihayafuru พวกเราจะได้ยินเสียงมากมาย ไม่ว่าจะเสียงมือ เสียงตบไพ่ และอื่นๆ ที่ทำให้สัมผัสได้ถึงความรู้สึกต่างๆ นานา ในเรื่อง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก ซึ่งในมังงะต้นฉบับ ไม่มีเสียงเหล่านี้มาประกอบ ในจุดนี้ ผู้กำกับคิดว่าอะไรเป็นเรื่องที่ยาก และชอบฉบับมังงะ หรืออนิเมชั่นมากกว่ากัน?

สำหรับการเป็นผู้กำกับแล้ว หน้าที่คือให้คนดูเกิดความรู้สึกร่วม เช่น ตื่นเต้น เอาใจช่วย และอื่นๆ การตีความจากมังงะเป็นเรื่องยาก แต่ก็มีเสน่ห์ ส่วนอนิเมชั่นมีความน่าสนใจในแง่ของการเคลื่อนไหว

จากปี 2016 ที่เริ่มมีฉบับภาพยนตร์คนแสดง (Live Action) ที่ทำได้ดี มาจนถึงปี 2018 นี้ ผู้กำกับได้ประสบการณ์อะไรจากฉบับคนแสดงมาใช้ในอนิเมชั่นบ้างหรือไม่?

ภาพยนตร์เป็นผู้กำกับอีกท่านนึงทำ โดยดึงมาจากมังงะเหมือนกัน ผมเองก็สนใจเหมือนกันว่าผู้กำกับท่านอื่นมีการตีความมาอย่างไร เพราะเดิมทีในมังงะมันมีเนื้อหาที่เยอะ แต่ผู้กำกับภาคคนแสดงสามารถรวบรัดใจความสำคัญมาไว้ในสามภาคที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี และโดยเฉพาะการนำฉากออริจินัลจากมังงะมาใช้ในเรื่องได้อย่างดี เช่น ฉากความผิดพลาดในอดีตที่ ‘ไทจิ’ เอาแว่นของ ‘อาราตะ’ ไปซ่อน ได้รับแรงบันดาลใจมาพอสมควร แต่ก็ไม่สามารถนำมาใช้กับภาคอนิเมได้

ผลงานที่ผ่านมานั้นได้รับความนิยมจากทั่วโลก มีเทคนิคในการกำกับเป็นพิเศษไหม?

ความจริงผมเป็นคนที่เขียนสตอรี่บอร์ดช้า โดนสตาฟบ่นอยู่บ่อย (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าผู้กำกับท่านอื่นทำอย่างไร แต่ตัวผมเองหากทำ Chihayafuru แล้ว ก็จะพยายามเข้าไปสู่โลกของ Chihayafuru เลยไปสถานที่จริง ไปถ่ายรูปมุมที่ชอบ แล้วลองใช้จินตนาการว่า ถ้าตัวเองเป็นจิฮายะและไปยืนอยู่ในที่นั้นๆ แล้วจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งคิดว่าทำแบบนี้แล้วมันได้ผลดี

เวลาทำอนิเมที่มีการใช้ฉากสถานที่จริง ผู้กำกับได้มีการคาดคำนึงเอาไว้ไหมว่า จะมีการที่ผู้คนไปตามรอยสถานที่จริงจากอนิเมชั่นกัน?

ช่วงนี้ก็มีการคำนึงถึงจุดนั้นมากขึ้น และไม่นานมานี้ก็มีคนไปตามรอยอนิเมกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ ‘ศาลเจ้าโอมิ’

ในทริปนี้พวกเราได้ไปดูสถานที่จริงจากในเรื่อง เช่น “ทางรถไฟ” และ “สถานีโอตสึ” มา การเลือกสถานที่จริงมาใช้ประกอบฉากมีผลกับอนิเมชั่นอย่างไร?

ถ้าเป็นคนที่รู้จักสถานที่จริงนั้นก็จะดีใจ ผู้คนแถวนั้นเองก็ดีใจ การเลือกสถานที่จริงมาใช้ก็สำคัญ และมีผลในการสร้างความชีวิตชีวาให้กับตัวละครด้วย และผมก็รู้สึกว่าควรให้ความสำคัญกับจุดนั้น เช่น เรื่องสุสานหิ่งห้อย (Hotaru no haka) ฉากริมน้ำก็เป็นสถานที่ใกล้บ้านเกิดผม และได้ยินเรื่องสมัยสงครามจากคุณย่ามาบ้างก็เลยสามารถอินกับเรื่องได้มากขึ้น

ส่วนตัวแล้ว ผู้กำกับมีฉากที่ชอบเป็นพิเศษไหม?

มีฉากที่ชอบหลายฉาก แต่ส่วนตัว ชอบตัวละครที่มีอายุ ฉะนั้นก็เลยชอบอาจารย์ฮาราดะ

ฉากตอนที่อาจารย์ทำเชือกผูกชายแขนเสื้อกิโมโนมาให้สมาชิกทีมจิฮายะ

ฉากที่จิฮายะแข่งกับเด็กป.6 และแม่ของเด็กคนนั้นมาเชียร์ลูกจากหน้าต่างอย่างตั้งใจ เห็นแล้วอยากจะร้องไห้เลย

ตัวผู้กำกับเล่นคารุตะไหม? และมีกลอนบทไหนที่ชอบเป็นพิเศษไหม?

ไม่ได้เล่นเพราะงานเยอะมากๆ (หัวเราะ) จริงๆ เคยลองแล้ว แต่ท่าทางในการเล่นมันยากและเมื่อยด้วย เพราะเวลาวาดอนิเมชั่น บางครั้งก็ไม่แน่ใจว่า ในการเล่นคารุตะตอนนั้นๆ ควรจะอยู่ในท่าทางแบบไหน ก็จะลองทำดู พอลองทำเองแล้วก็รู้สึกว่ายากเหลือเกิน

ส่วนกลอนนั้น มีกลอนบทหนึ่งที่มีชื่อลูกอยู่ในนั้นด้วย ก็เลยชอบบทนั้น แต่จำไม่ได้ว่าบทไหน

ก่อนทำอนิเมชั่น ผู้กำกับได้ไปยังฉากสถานที่ด้วยตัวเองไหม ไปทุกที่เลยหรือเปล่า และถ่ายรูปมาเองด้วยไหม?

ได้ไป ไม่ทุกที่แต่ก็ไปเยอะพอสมควร บางครั้งจะมีในหัวว่า อยากทำแบบนี้แบบนั้น ก็เลยไป

ไปถ่ายรูปเอง และจินตนาการว่าจะทำออกมาเป็นมุมไหนยังไง เพราะถ้าไม่ไปสัมผัสบรรยากาศก็ไม่มีทางรู้

แต่ที่ที่ไม่สามารถไปได้ หรือไม่สะดวกไปก็มี เวลาแบบนั้นก็จะใช้ Google แทน (หัวเราะ)

เวลาไปถ่ายสถานที่จริง ต้องขออนุญาตสถานที่หรือไม่?

ก็ขออนุญาตก่อนเวลาจะถ่ายรูป ไม่งั้นถ้าถ่ายรูปเยอะไปอาจจะโดนมองแปลกๆ แต่พักหลังมานี้ จะมีแต่คนยินดีขอให้ถ่ายไปลงมากกว่า

ผู้เขียนมังงะ Chihayafuru ได้มีส่วนร่วมในภาค 3 นี้ด้วยไหม?

เช็คในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้อเรื่อง และสตอรี่บอร์ดบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถึงกับมาร่วมประชุมด้วย

เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำอนิเมชั่นนั้นยากมากน้อยเพียงใด?

ผมทำงานด้านนี้มาตั้งแต่ยุคสมัยอะนาล็อก ชนิดเขียนกันทีละใบ ซึ่งในยุคปัจจุบันหลายสิ่งค่อนข้างเปลี่ยนไป จากยุคที่บนโต๊ะเต็มไปด้วยกระดาษ ผู้คนเปลี่ยนมาใช้แบบดิจิตอลกันแล้ว ก็สะดวกสบายขึ้น แต่ก็ยังรู้สึกว่า มันมีสีสันบางอย่างที่ขาดหายไป

ผู้กำกับเองเคยกำกับ Cardcaptor Sakura ฉบับภาพยนตร์อนิเมชั่นมาก่อนหน้านี้แล้ว อยากจะลองกำกับ Chihayafuru ฉบับภาพยนตร์อนิเมชั่น บ้างหรือไม่?

ส่วนตัวถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำ แต่ถ้ามีคนที่ทำได้ดีกว่าตัวเองก็ยินดีให้เขาทำ (หัวเราะ)

ภูมิใจในผลงานชิ้นไหนที่สุด?

สำหรับตัวเองแล้ว ไม่มีอันไหนดีสุด ตัดสินยากเพราะชอบต่างกัน เอาเป็นว่า ภูมิใจทุกชิ้น!!

นอกจากไพ่ ‘คารุตะ’ แล้ว ถ้ามีโอกาสได้ทำอนิเมชั่นที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมอื่นๆ ของญี่ปุ่นอีก อยากนำเสนอเกี่ยวกับอะไร?

นางินาตะ (ง้าวยาวของญี่ปุ่น)

จบกันไปแล้วกับการพูดคุยกับคุณ Asaka Morio ผู้กำกับอนิเมะ Chihayafuru ที่กำลังจะมีอนิเมะซีซั่นใหม่ออกมา จากบทสัมภาษณ์เราก็ได้เห็นถึงความตั้งใจ ความเอาใจใส่ในผลงานของผู้กำกับ ในการถ่ายทอดเรื่องราวการแข่งคารุตะ ที่แม้แต่ในญี่ปุ่นเอง ก็ยังอาจจะเป็นของที่ถูกมองว่าโบราณ ให้ชาวญี่ปุ่นและชาวโลกที่ได้ดูอนิเมะได้รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น!!