ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์ ได้อธิบายย้อนหลังไปกว่าศตวรรษ ถึงเหตุผลของการใช้สำเนียงแปลก ๆ เมื่อเป็นคำต่างภาษา ภายในมังงะ และอนิเม

หากคุณเคยได้ศึกษาภาษาญี่ปุ่น สามคำแรกที่รับรองได้ว่าต้องเคยเรียนอย่าง “arimasu”, “imasu” และ “desu” หรือที่อยู่ในภาษาอังกฤษ ในรูปของคำว่า “be” นั้น ต่างมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันออกไป ในภาษาญี่ปุ่น

“Arimasu” นั้นใช้ในการบอกถึงการมีตัวตน หรือสถานที่ตั้งของวัตถุสิ่งของ ยกตัวอย่างเช่น “ภูเขาไฟฟูจิอยู่ในญี่ปุ่น” ก็จะพูดว่า “Fuji san wa Nihon ni arimasu” ส่วน “Imasu” นั้นเหมือนกัน แต่เป็นการใช้กับคน หรือสัตว์ เช่น “ฉันอยู่ที่ญี่ปุ่น” ก็จะเป็น “Watashi wa Nihon ni imasu” และสุดท้าย “Desu” นั้นเป็นคำที่ใช้ควบคู่กับคำกริยา เพื่อให้ประโยคนั้นสมบูรณ์ และอยู่ในรูปสุภาพทั่วไป เช่น “ภูเขาไฟฟูจิสวยครับ/ค่ะ” ก็จะเป็น “Fujisan wa kirei desu”

แต่ในโลกของการ์ตูน หากคนเขียนจะต้องมาเขียนบทพูดให้กับชาวต่างชาติ ที่มาพูดภาษาญี่ปุ่นล่ะ อย่างเช่นคนจีน ที่มีภาพลักษณ์ว่าต้องพูดแบบไม่คล่องนัก บทพูดที่ออกมาก็จะอยู่ในลักษณะที่มีการ “ข้าม” คำลงท้ายอย่าง imasu หรือ desu ไป จนเหลือแต่ arimasu และเมื่อไม่ต้องอยู่ในรูป masu เพื่อแสดงความสุภาพแบบทั่วไป ก็จะเหลือคำว่า aru แทน ดังนั้นหากตัวละครชาวจีนจะพูดแนะนำตัวว่า “ฉันเป็นคนจีน” ก็จะถูกเขียนออกมาให้พูดว่า “Watashi wa Chuugokujin arimasu / aru”

ทีนี้มันแปลกตรงไหนรู้ไหม? มันแปลกตรงที่ว่าเรื่องแบบนี้มันไม่จริง แม้แต่คนจีนตัวเป็น ๆ ที่มาเรียนภาษาญี่ปุ่น เขาก็ไม่ได้ลงท้ายทุกคำด้วยคำว่า arimasu เพราะพวกเขาก็พูดกันด้วยภาษาญี่ปุ่นเหมือนที่คนญี่ปุ่นพูดกันนั่นแหละ ซึ่งเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นในโลกการ์ตูนได้อย่างไร? ศาสตราจารย์ Kinsui Satoshi ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์ ประจำมหาวิทยาลัยโอซาก้า ก็ได้บอกให้ได้รู้กันว่า เรื่องแบบนี้มันมีที่มา

อาจารย์ Habizo และ Nagiko Umino ผู้เป็นนักเขียนการ์ตูน ได้สอบถามกับศาสตราจารย์ Kinsui เกี่ยวกับการเหมารวมว่าคนจีนในการ์ตูนมักลงท้ายประโยคด้วยคำว่า arimasu และได้เขียนออกมาเป็นหนังสือชื่อ “ภาษาญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นไม่รู้ เล่ม 3” (Nihonjin no Shiranai Nihongo 3) ซึ่งภายในเล่ม ศจ.Kinsui ได้กล่าวว่าการใช้คำว่า arimasu โดยตัวละครชาวจีนนั้น มีต้นกำเนิดมาจากในช่วงศตวรรษที่ 19 ในปลายสมัยเอโดะ และช่วงเริ่มต้นการปฏิวัติเมจิ

จากการที่ญี่ปุ่นในยุคนั้นทำการเปิดประเทศและได้ค้าขายกับชาวต่างชาติ ภายหลังมาตรการคว่ำบาตรปิดประเทศของรัฐบาลในอดีต ส่งผลให้เกิดภาวะที่ชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในประเทศมาก อย่างไรก็ดี เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่พจนานุกรมออนไลน์จะเกิดเป็นร้อย ๆ ปี หรือแม้แต่เป็นตัวเล่มก็ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ ในการสื่อสารกับชาวต่างชาติ ทั้งสองฝ่ายจึงต้องทำการลดกำแพงทางด้านภาษาให้มากที่สุด ฉะนั้นแล้ว arimasu, imasu และ desu จึงถูกจับมัดรวมให้เหลืเพียงแค่ arimasu เพื่อความง่ายในการสื่อสาร

กระนั้น การย่อรูปเพื่อความสะดวกนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับชาวจีนเพียงฝ่ายเดียว เพราะชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอื่น ๆ ก็มีการกระทำในทำนองนี้เช่นเดียวกัน แต่แล้วทำไมการย่อรูปทางภาษาแบบของชาวจีน ถึงได้มาโผล่ในสื่อมังงะและอนิเมในยุคปัจจุบันล่ะ?

 

แม้ ศจ. จะไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่ก็มีเหตุผลที่พอจะให้เชื่อถือได้อยู่ 2 แนว อย่างแรกคือ การพูดแบบรวมทุกอย่างให้เป็น arimasu นั้น ถูกใช้โดยผู้คนที่อยู่ในดินแดนของจีน ที่เคยถูกญี่ปุ่นยึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามจบ ฝ่ายสัมพันธมิตรมามอบอิสรภาพให้ชาวจีนเหล่านั้น การพูดภาษาญี่ปุ่นแบบจีน ๆ ที่ย่อทุกอย่างจนเหลือ arimasu จึงยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน หรืออีกแนวก็คือมาจากที่ชาวต่างชาติได้เข้ามาในญี่ปุ่น ในยุคที่อำนาจทางการทหารกำลังแสดงความเกรี้ยวกราดได้ที่ และได้ติดการใช้ภาษาจีนแบบนี้ไป

จบเรื่องของภาษาจีนไปแล้ว วกมาที่การเหมารวมที่เกิดขึ้นกับทางฝั่งตะวันตกบ้าง หากเป็นกรณีของตัวละครที่ออกแนวฝรั่งผมทองแล้ว มักจะพูดแบบอังกฤษคำญี่ปุ่นคำ เช่นหากจะพูดว่า “ฉันมีความสุข” ภาษาอังกฤษก็จะใช้ว่า “I am happy” ง่าย ๆ เบสิก แต่พอมาเป็นบทพูดของตัวละครชาวตะวันตก ที่พูดภาษาญี่ปุ่นแล้ว แทนที่จะพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ ไปเลยว่า “Watashi wa totemo shiawase desu” กลับเป็น “ME wa VERY HAPPY desu” เสียอย่างนั้น

หา? ใครพูดถึง “YOU wa SHOCK!” กันนะ?

การทำแบบนี้ แง่นึงที่เป็นข้อดีของมันคือทำให้รูปประโยคยังดูมีความเป็นต่างชาติอยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงทิ้งความสงสัยก้อนบักเอ้กเอาไว้ให้กับคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญทุกภาษา หรือแม้แต่กับคนญี่ปุ่นด้วยกันเอง แต่เพราะการสื่อสารนั้นจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเป็นหลัก ดังนั้นการบ้านของเหล่าผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้นจึงกลายเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างการยัดคำว่า arimasu ต่อท้ายไปทุกประโยคเสียเลย ง่ายดี

Source: Nihonjin no Shiranai Nihongo 3, Twitter/@nyorozo via SoraNews24