เชื่อว่าไม่มากก็น้อย เพื่อน ๆ ของเราแต่ละคนคงจะจำกันได้ ว่าเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ต้นเดือนธันวาคมปีนี้ของเรานั้นได้มี Concert ที่เหล่านักรบแห่งแสงจากทั่วทุกสารทิศ ทุกเพศ ทุกวัย ได้มารวมตัวกันกับครั้งแรกของการแสดงครั้งสำคัญครั้งแรกในประเทศไทยกับงาน DISTANT WORLDS: Music from Final Fantasy Bangkok 2018 ซึ่งเป็นครั้งแรกของการมาสำหรับงาน Concert Orchestra  เต็มรูปแบบของเกมในประเทศไทย กับเกมที่ใครหลายคนรู้จักกันดีอย่าง Final Fantasy ซึ่งก็เรียกว่ามีการตอบรับเป็นอย่างดี ตั้งแต่วันจองบัตรที่เรียกว่าระบบล่มกันเลยทีเดียว โดยในวันนี้ผมจะนำพาความรู้สึกในงานมาเล่าให้คิดถึงกันอีกครั้งหนึ่งครับ

ก่อนเริ่มการแสดง

เกริ่นก่อนว่าสำหรับในครั้งนี้ ทางทีมงานผู้เขียนได้รับชมในวันที่ 2 ของงานครับ ซึ่งทางทีมงานได้เดินทางมาถึงสถานที่จัดงานในช่วงเวลาประมาณบ่ายสองโมงครึ่ง โดยได้ทราบจากผู้ร่วมงานท่านอื่น ๆ มาก่อนแล้วว่า ของที่ขายหน้างานนั้นแทบจะไม่เหลือตั้งแต่วันแรกแล้ว เรียกว่าแฟนคลับคับคั่งกันสุด ๆ ไปเลยสำหรับงานนี้ ซึ่งบรรยากาศของหน้างานนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ให้ความรู้สึกว่า คนพวกนี้คือคนประเภทเดียวกันกับเรา มีความรักใน Final Fantasy ไม่มาก ก็น้อย แต่ทุกคนก็มีความชอบเหมือน ๆ กัน ซึ่งก็มีเวลาเดินดูสถานที่ ก่อนที่ประตูจะเปิดในเวลาบ่ายสามโมงเพื่อรอเวลาการแสดงในเวลาสี่โมงเย็นเป็นต้นไป

ตำแหน่งที่ทางทีมงานได้รับชมในครั้งนี้เรียกว่าค่อนข้างไกล อยู่ในชั้นบนสุดแถบหลัง แต่ถึงอย่างนั้นก็เต็มไปด้วยผู้คนที่รอการเริ่มของงานอย่างตื่นเต้นไปด้วยกัน จากนั้นไม่นานนักเมื่อถึงเวลาสี่โมงเย็นกว่า ๆ  ไฟในฮอลก็ได้ดับลง

Logo งานขึ้นมาบนจอ ให้รู้ว่ามาไม่ผิดงาน

Concert ช่วงที่ 1

สำหรับเพลงแรกที่เรียกว่าขาดไปไม่ได้เลยในการแสดง Final Fantasy นั้นคือ Prelude กับเสียงดนตรีที่เริ่มบรรเลงเบาๆ เพื่อให้พวกเรารู้ว่า งานที่ทุกคนรอคอย กำลังจะเริ่มในอีกไม่ช้าพร้อมกับความตื่นเต้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่จอมอนิเตอร์กำลังฉายภาพวีดีโอออกมากระตุ้นความรู้สึกของทุก ๆ คนในฮอลแห่งนี้ ไม่นานนักเสียงดนตรีก็จบลง พร้อมเสียงปรบมือครั้งแรกและการกล่าวต้อนรับของคุณ Arnie Roth, Conductor คนสำคัญของงาน Concert ครั้งนี้พร้อมกับคำพูดที่บอกว่า “มันสำเร็จแล้ว เรามาถึงประเทศไทยแล้ว ยินดีด้วยกับชัยชนะ!” พร้อมกับดนตรี Victory Fanfare ที่ดังขึ้นอีกครั้ง ไม่นานนัก ดนตรีถัดไปก็ได้เริ่มต้นขึ้นกับเพลง Liveri Fatali จาก FFVIII ที่มาปลุกความฮึกเหิมในใจคนดูอีกครั้งตามมาด้วยเพลง Apocalypsis จากภาคล่าสุดอย่าง FFXV พร้อมกับวีดีโอของหนึ่งในฉากสำคัญต้นเรื่องก่อนภารกิจครั้งสำคัญจะเริ่มต้นขึ้น

คุณ Arnie Roth, Conductor ของงาน

ดนตรีจบลงอีกครั้ง พร้อมกับการมาของ Guest คนสำคัญของงานคุณ Susan Calloway ที่ได้กล่าวทักทายผู้ชมภายในงานพร้อมเสียงปรบมือต้อนรับเป็นอย่างดียิ่งกว่าครั้งไหนๆ ทุกคนรู้แล้วว่าอีกไม่ช้าจะได้ฟังเพลงพิเศษที่เธอจะร่วมร้องภายในงานครั้งนี้ โดยเริ่มต้นจากเพลง A Place to Call Home ที่จะมาวอร์มความรู้สึกแฟน ๆ ไปด้วยกันกับ Final Fantasy IX และเพลง Melodies of Life ก็ได้ถูกบรรเลงมาพร้อมกับเสียงร้องของคุณ Susan พร้อมกับน้ำตาของแฟนๆ บางคนที่เริ่มอินกับงานครั้งนี้อย่างได้ที่แล้ว เพลงต่าง ๆ ถูกบรรเลงหลังจากนั้นมากมาย รวมไปถึงเพลงที่ผู้เขียนในครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังในวินาทีแรก กับเพลง Blinded by Light ที่เรียกว่าทำนองขึ้นมาปุ่บก็ได้แต่กำมือดีใจไว้กับตัว แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นกลับเรียกอารมณ์ของผมได้ดีที่สุดกับเพลง Eyes on Me จาก FFVIII ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงที่คาดหวังมากที่สุดในครั้งนี้และไม่อาจทำให้ผู้ฟังในงานต้องผิดหวัง เพราะเพลงนี้ยังคงเพราะเช่นเดิม และดียิ่งขึ้นด้วยเสียงเพลงในรูปแบบ Orchestra และเสียงร้องของคุณ Susan ภายในงานนี้

เพลง Blinded by Light (Final Fantasy XIII)

ไม่นานนักคุณ Arnie Roth ก็ได้ถามผู้ฟังในงาน ทุกคนต้องชอบเพลง Chocobo แน่นอน ชอบเพลงไหนกันบ้าง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอีกไม่ช้า เราจะได้ยินเพลงที่หลายต่อหลายคนคุ้นหูมากที่สุดกับเพลงของเหล่านกสีเหลืองสุดน่ารัก Mascot ประจำ Final Fantasy กับเพลง Chocobo Medley พร้อมกับความน่ารักของเหล่าโจโกโบะที่ทำให้ในฮอลมีเสียงร้องแสดงต่อความน่ารักออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน และเมื่อเพลงจบลงก็ถึงช่วงเวลาของการพักช่วงที่ 1 กันแล้ว

Concert ช่วงที่ 2

ใช้เวลาไม่นานนักหลังจากที่ทุกคนได้พักผ่อน การแสดงช่วงที่สองก็เริ่มต้นขึ้นโดยเพลงที่กลับมาต้อนรับทุกคนนั้นคือเพลง Opening – Bombing Mission จาก Final Fantasy VII พร้อมกับวีดีโอของเกมที่เปิดขึ้นมาในรูปแบบ Low Polygon สมัยเก่า ก่อนจะตัดเข้าสู่ภาพของยุคปัจจุบันที่ขึ้นนำมาพร้อมกับ Zack รุ่นพี่ขอ Cloud พระเอกของภาค Crisis Core ที่ขึ้นมาแย่งซีนให้ทุกคนคิดถึงอีกครั้ง ก่อนที่เพลงถัดไปจะเริ่มขึ้นกับเพลง Somnus ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงที่หลายต่อหลายคนคาดหวังเอาไว้ในงานครั้งนี้ ซึ่งแม้จะน่าเสียดายที่ไม่มีเสียงร้องประกอบอันทรงพลังของเพลงนี้ให้ได้ยิน แต่แค่ดนตรีก็ปลุกความรู้สึกในเรื่องได้อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว

คุณ Yoko Shimomura ผู้แต่งเพลง Somnus

บทเพลงต่าง ๆ ได้ถูกบรรเลงต่อไปเรื่อยๆ จนถึงจังหวะที่เพลง Not Alone จาก Final Fantasy IX ได้จบลง คุณ Arnie  ได้กล่าวกับทุกคนถึงเพลงๆ หนึ่ง ที่ขาดไปไม่ได้เลยสำหรับ Concert Distant World และเพลงดังกล่าวนั้นคือเพลง To Zanarkand เพลงประจำ Final Fantasy X ที่คุ้นเคยของใครหลาย ๆ คน และเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ผมรอคอยมากที่สุด ก่อนที่เพลงถัดไป Heavensward จาก Final Fantasy XIV จะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งเพลงนี้ยังเรียกว่าเป็นเพลงที่มีความพิเศษนั้นคือเสียงร้อง Soprano ของเพลงนี้นั้นได้ถูกขับร้องโดยคนไทยและเป็นที่จดจำในพลังเสียไปสำหรับใครหลาย ๆ คน นั่นคือคุณ มินทรา หรือมินนี่ จากทางวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเมื่อเพลงจบลงก็ถึงเวลาที่คุณ Susan จะกลับมาร้องเพลงอีกเป็นครั้งที่สามของค่ำคืนนี้ในเพลง Dragon Song จากภาคเดียวกันที่จะมาสะกดทุกคนไว้อีกครั้ง

คุณ Susan Calloway กับพลังเสียงที่สุดยอด

เมื่อเพลงจบลง ก็เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของงานคุณ Arnie ได้สอบถามถึงความชอบของทุกคนในแต่ละภาค ใครได้เล่นภาคไหน อย่างไรบ้าง และมาพร้อมกับเซอร์ไพรซ์สุดพิเศษของเขานั่นคือ Battle Theme Medley ที่ได้นำเอาเพลงในฉากต่อสู้ของหลาย ๆ ภาคมาเล่นรวมกันก่อนที่จะจบลงด้วยเพลง Final Fantasy Main Theme ที่มาพร้อมกับ Credit ของผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งสำคัญในค่ำคืนนี้จะจบลงเสียแล้ว พร้อมกับเสียงปรบมือครั้งยิ่งใหญ่ของผู้ชมในฮอลทุก ๆ คนที่เริ่มยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อการแสดงที่เฝ้ารอคอยกันมาอย่างยาวนานที่กำลังจะสิ้นสุดลง ก่อนที่คุณ Arnie จะบอกกับทุกคนว่า ยังเหลืออีกเพลงหนึ่ง ที่ขาดไปไม่ได้ และเขาอยากให้ทุก ๆ คนได้มีส่วนร่วมในเพลง ๆ นี้กับเพลง One Wing Angel จาก Final Fantasy VII นั่นเอง

ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนเพื่อปรบมือต่อการแสดงที่จะจดจำไปอีกยาวนาน

เพลงสุดท้ายได้เริ่มต้นขึ้น พร้อมกับเสียงกู่ร้องของเหล่าแฟน ๆ ที่ร่วมสนุกพร้อมสรรเสริญ “เซฟีรอส” ไปพร้อมๆ กันและเพลงก็จบลงอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่าการแสดงได้จบลงแล้วจริง ๆ ในค่ำคืนนี้

สรุปงาน

งาน DISTANT WORLDS: Music from Final Fantasy Bangkok 2018 ครั้งนี้ เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการแสดง Concert Orchestra จาก Game อย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย ในครั้งนี้เราได้พบเพื่อน ๆ มากมาย ได้สนุกไปด้วยกัน และแชร์ความรู้สึกร่วมกัน โดยหวังว่าบรรยากาศสนุก ๆ และงานเหล่านี้จะยังคงหมุนเวียนต่อไปเรื่อย ๆ ในอนาคต ส่วนตัวผู้เขียนแล้วก็ยังเสียดายกับเพลงหลาย ๆ เพลงที่ไม่ได้ฟังในครั้งนี้และจะตั้งตารอการแสดงครั้งถัด ๆ ไปอย่างคาดหวัง

ขอขอบคุณบุคคลเหล่านี้ที่สร้างความทรงจำดี ๆ ในค่ำคืนนี้

สำหรับ Concert ครั้งนี้เรียกว่าขาดไปไม่ได้เลย กับหลากหลายผู้รับผิดชอบที่ทำให้งานดีๆ เช่นนี้เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็น Five Four Records ผู้จัดงาน, ดร.ธนพล เศตะพราหมณ์ อาจารย์จากทางมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ผู้เป็นแกนนำหลักคนสำคัญในการจัดงาน และทางบริษัท Square Enix เจ้าของลิขสิทธิ์ Final Fantasy คุณ Arnie Roth , Conductor คนสำคัญของงานนี้ , คุณ Susan Calloway ที่ขับร้องเพลงดี ๆ ในค่ำคืนของงานที่ไม่อาจลืมได้ และคุณ Yoko Shimomura ผู้แต่งเพลง Final Fantasy ที่ให้เกียรติมาร่วมงานครั้งนี้

แฟนเกมมากมายที่ยังอยู่พูดคุยหลังจบงาน

สุดท้ายนี้สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจการแสดง Orchestra จากเกมและแอนิเมชั่น ทาง อาจารย์ ดร.ธนพล เองก็ได้ทำการเปิดกลุ่มแชร์ข่าวสารการแสดง รวมไปถึงพูดคุยเกี่ยวกับการแสดง Orchestra จากเกมและแอนิเมชั่นไว้ โดยสามารถเข้าร่วมได้ตามลิ้งต่อไปนี้ : https://www.facebook.com/groups/225988951075862/

ขอขอบคุณภาพ : Page – Thailand Philharmonic Orchestra / Page – Five Four Records

Photo by : Manaswin Kamolwat

สามารถตรวจสอบ Setlist เพลงได้ที่นี่