ฝั่งนึงก็ไม่อยากให้ลูกเป็นหวัด ฝั่งนึงก็อยากให้ตั้งใจเรียนมากกว่าสนใจเรื่องการแต่งตัว ช่างน่าปวดหัว

ญี่ปุ่นเริ่มหนาวได้ที่แล้ว (อย่างตอนที่เขียนข่าวนี้ก็ 5 องศาเซลเซียสในตอนเช้า) และการสวมเสื้อผ้าหนา ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร รวมไปถึงเพื่อน ๆ ที่ยังอยู่ในวัยเรียน ก็คงเตรียมเสื้อหนาวไว้พร้อมออกจากบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่กับคุณแม่ชาวญี่ปุ่นรายหนึ่ง ที่ใช้ชื่อในทวิตเตอร์ว่า @hanacoppy เธอมองว่าวิธีของเธอนั้นสามารถปกป้องลูกสาว (ไม่ปรากฎอายุ) ของเธอจากอากาศหนาวเย็นได้ ด้วยการให้สวมถุงน่องไว้ใต้กระโปรงนักเรียน

ทว่า ทางโรงเรียนกลับไม่โอเคด้วยกับวิธีการนี้

“ลูกสาวของฉันบอกว่าขามันเย็น เลยให้สวมถุงน่องไปโรงเรียน แต่ก็โดนทางโรงเรียนเตือนมาว่าห้ามใส่ถุงน่อง เพราะถ้าขาอุ่นขึ้นมาแล้วจะรวบรวมสมาธิกับการเรียนไม่ได้ อดคิดไม่ได้เลยว่าคนพวกนี้เป็นพวกโรคจิตที่แค่อยากเห็นขาอ่อนของเด็กผู้หญิงหรือเปล่า”

ว่ากันตรง ๆ แล้ว เหตุผลหนึ่งที่โรงเรียนสักแห่งหนึ่งจะมีชุดยูนิฟอร์ม นั่นก็เพื่อให้เด็กสามารถรวบรวมสมาธิไปกับการเรียนได้ โดยไม่ต้องมากังวลว่าวันนี้จะใส่อะไร หรือเปรียบเทียบการแต่งกายกับเพื่อนร่วมโรงเรียน จนเรียนไม่รู้เรื่องเพราะต้องเสียพลังงานไปกับเรื่องเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี คุณ @hanacoppy ได้โต้แย้งนโยบายของโรงเรียนที่มีต่อถุงน่องของลูกสาวเธอ ว่ายิ่งเป็นการไม่สนับสนุนให้นักเรียนตั้งใจเรียนอย่างที่ว่ากันมา ด้วยการกล่าวว่า “ตลอดชีวิตฉัน จำไม่ได้เลยว่าพอขาเย็นแล้ว ฉันจะตั้งใจเรียนได้ดีขึ้น” และ “พวกผู้บริหารเขาไม่เคยได้ยินสำนวนว่า [หัวเย็น ขาอุ่น] เลยเหรอ” แน่นอนว่าเธอหมายถึงสำนวน 頭寒足熱 ที่มีความหมายว่า “หากทำหัวให้เย็น และขาให้อุ่น จะมีสุขภาพที่ดี”

ชาวเน็ตได้ทราบเรื่องราวนี้ ก็มีความเห็นแตกต่างกันไป เช่น

“งั้นเด็กผู้ชายก็ต้องสวมกระโปรงเหมือนกันใช่มะ อาจารย์ก็ต้องสวมด้วย เพื่อให้สามารถโฟกัสกับการเรียนและการสอนได้ ใส่กระโปรงเปล่าๆ มันให้หมดเลย!”
“ทุกคนคงรู้กันอยู่แล้วล่ะมั้ง ว่าพวกผู้บริหารของโรงเรียนก็ใส่กางเกงขาสั้นมาทำงาน”
“นึกภาพไม่ออกเลยว่าหากมนุษย์เงินเดือนหันมาสวมฮอตแพนส์กันหมด คงขาดใจตายเพราะหัวเราะไม่หยุดแหง”
“หากเด็กเป็นหวัดแล้วต้องไปโรงพยาบาล ก็ส่งใบเรียกเก็บเงินพร้อมเรียกค่าเสียหายไปที่โรงเรียนเลย น่าจะให้เขียนสัญญาไว้เป็นหลักฐานด้วยเลยว่าวันที่ไปหาหมอ ถือว่าไม่กระทบต่อจำนวนชั่วโมงเข้าเรียน”

สำหรับคอมเมนต์ล่างสุดอาจจะดูประชดประชันไปหน่อย แต่ก็ถือเป็นมาตรการแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ที่ยิ่งตอกย้ำให้ชัดเจนว่าการรักษาสุขภาพนั้นควรมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้ อาจต้องชั่งน้ำหนักกันหน่อยว่าระหว่างสุขภาพ หรือความยากลำบากในการตั้งสมาธิให้กับการเรียน อะไรสำคัญกว่ากัน

source: Twitter/@hanacoppy via SoraNews24
top image: Irasutoya