ป่าฆ่าตัวตาย ที่คนนอกมองเป็นเรื่องท้าทายชวนสยองขวัญ แต่คนในท้องถิ่นกลับไม่คิดอย่างนั้น และอยากทำลายภาพลักษณ์แย่ ๆ นั้นเสีย

หมู่บ้านนารุซาวะ จังหวัดยามานาชิ เป็นที่ขึ้นชื่อว่ามี “ดินแดนมรณะ” ที่เรียกกันว่า “ป่าฆ่าตัวตาย” ที่มักจะมีผู้คนที่หมดหวังในชีวิตเลือกใช้เป็นสถานที่ฝากร่างเอาไว้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะจากโลกไปก่อนเวลาอันควร

แต่ที่นั่นยังมีสิ่งหนึ่งที่ผิดความคาดหมาย คือกระท่อมหลังหนึ่งในบริเวณใกล้ป่าแห่งนั้น ที่มักจะเปิดเพลงออกมาให้กับผู้คนที่เข้ามาในป่าด้วยความคิดสั้นได้ฟัง เพื่อให้หยุดนึกคิด ทบทวนถึงสิ่งที่จะทำ ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรที่ย้อนกลับมาแก้ไขไม่ได้ลงไป

นั่นคือกระท่อมของคุณ Watanabe Kyochi นักดนตรีในวัย 60 ปี ที่ต่อสู้กับคำสาปมรณะในป่าแห่งนี้มายาวนานถึง 8 ปี ด้วยการเปิดเพลงให้ลั่นป่า หวังว่าให้คนที่คิดจะมาฆ่าตัวตาย ได้ทบทวนอีกครั้ง แม้ป่า “อาโอกิงาฮาระ” แห่งนี้จะโด่งดังไปจนถึงต่างประเทศ จนถึงขั้นมีชาวต่างชาติเข้ามาลองของ จนกลายเป็นประเด็นดราม่าลงหนังสือพิมพ์ระดับประเทศก็ตาม

คลิปวิดีโอของชาวต่างชาติรายนั้น ทำให้คุณ Watanabe ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ในฐานะคนที่เกิดและอาศัยอยู่ใกล้ป่าดังกล่าวมาตลอดชีวิต ด้วยความเชื่อว่ามันคือป่าธรรมชาติ ป่าแห่งศาสนา หาใช่สถานที่อัปมงคลอย่างที่ชาวต่างชาติรายนั้นกล่าวเอาไว้แต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่พอใจที่ผู้คนต่างนิยามป่าแห่งนี้ว่าเป็นป่านรก จนดูเหมือนเป็นแฟชันเอาไว้กล่าวถึงเวลาจะเล่าเรื่องขนหัวลุกเสียอย่างนั้น

คุณ Watanabe อาศัยอยู่ที่กระท่อมริมป่าดังกล่าว ที่จริง ๆ แล้วชื่อของมันมีความหมายว่า “แดนต้นไม้สีน้ำเงิน” เมื่อตะวันตกดิน เขาจะหันลำโพงออกจากบ้าน จากนั้นจึงเปิดเพลงร็อค ฮิปฮอป เข้าไปในความมืด เพื่อทำลายบรรยากาศเงียบสงัดชวนให้ฟุ้งซ่านออกไป ด้วยความเชื่อว่าดนตรีนั้นจะเข้าไปถึงจิตใจเบื้องลึกของผู้คนได้ง่ายกว่า และหวังว่าคนที่ได้ยินเพลงของเขา จะหันหน้าหนีจากการฆ่าตัวตาย กลับไปใช้ชีวิตต่อ บางครั้งหากไม่เปิดเพลง เจ้าตัวก็จะเล่นกีตาร์ร้องเพลงสด และการทำแบบนี้ก็เคยทำให้ชายคนหนึ่งจากโอซาก้า ได้หยุดคิด และกลับบ้านไป ได้อยู่เหมือนกัน

“เขากลับบ้านไปแล้ว ตอนนี้เราก็ยังคุยกันบน Facebook อยู่เลย” คุณ Watanabe กล่าว

ประวัติศาสตร์ของป่าอาโอกิงาฮาระ เริ่มต้นตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 9 เมื่อภูเขาไฟฟูจิปะทุ จนลาวาไหลมาปกคลุมพื้นที่โดยรอบ เกิดเป็นป่าขนาด 30 ตารางกิโลเมตร ผู้คนในบริเวณนี้ต่างนับถือบูชาป่าแห่งนี้ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงมีการตั้งศาลเจ้าเอาไว้ด้วย ทำให้กลายเป็นสถานที่ต้องห้าม ที่ถูกปกคลุมด้วยป่าทึบและตะไคร่น้ำตามพื้น

ต่อมาในช่วงปี 1970 ป่าแห่งนี้ได้โด่งดังขึ้นด้วยสื่อภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และนิยาย ในฐานะสถานที่แห่งการฆ่าตัวตาย จนทำให้คนทั่วประเทศมองว่าป่าแห่งนี้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ และแห่แหนกันเข้ามาเลือกใช้เป็นสถานที่จบชีวิตของตัวเอง จนถึงขนาดที่ว่าแม้ทางการจะเลิกระบุจำนวนผู้เข้ามาฆ่าตัวตายในป่าแห่งนี้ไปแล้ว แต่จำนวนก็ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ณ บริเวณทางเข้ามีป้ายเขียนว่า “ชีวิตเป็นสิ่งมีค่าที่ได้รับจากพ่อแม่ คิดถึงพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลานเอาไว้ให้ดี อย่ากังวลอยู่คนเดียว มาคุยกับเราก่อน” พร้อมเบอร์โทรศัพท์ไว้สำหรับติดต่อ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในกลุ่ม 7 ประเทศอุตสาหกรรม มีผู้คนกว่า 20,000 รายเลือกที่จะจบชีวิตของตัวเอง ในตลอดทุกปี ซ้ำร้ายลงมาแย่ตรงที่ช่วง 8 ปีก่อนปี 2014 ที่มีการพบว่ามีผู้คนเลือกที่จะดิ่งตรงมาที่นี่ เพื่อที่จะจบชีวิตของตัวเองโดยเฉพาะ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ลดลง จนผู้คนในท้องถิ่นนั้นเริ่มคิดว่าอาจเป็นความหวังที่ทำให้ภาพลักษณ์ของป่าแห่งนี้ดีขึ้นมาก็เป็นได้

แต่ความหวังนั้นกลับพังทลายเป็นเสี่ยง ๆ เมื่อนาย Paul Logan ได้อัพโหลดคลิปที่เจ้าตัวถ่ายเอาไว้ขณะที่มาเจอกับร่างของชายที่ฆ่าตัวตายในป่านี้ ขึ้นสู่อินเตอร์เน็ต สร้างภาพลักษณ์น่ากลัวให้กับสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง มียอดคนเข้าชมกว่าหกล้านวิว ก่อนที่เจ้าตัวจะลบคลิป ออกมาขอโทษ และบริจาคเงิน ตามลำดับ

“รอบแรกเราก็เจ็บเพราะสื่อมวลชนมาแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้ก็ต้องมาเจอกับโซเชียลมีเดียอีก” และ “คราวนี้มันเลยกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ผู้คนต่างเดินทางเข้ามาเพื่อดูของแปลก” คุณ Watanabe กล่าว

แม้คลิปของนาย Paul จะเป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุ แต่ในสื่ออื่นก็ยังคงหากินกับกระแสนี้ เช่นการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับชายหนุ่มที่มาฆ่าตัวตายที่ป่าแห่งนี้ หรือแม้แต่การนำเสนอข่าวในแง่ลบ ช่วยเป็นปูนโบกให้ภาพลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้ดำดิ่งลงไปอีก จนถึงกระทั่งมีชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวถามคนในท้องถิ่น ว่าจะไปดูร่างผู้ตายได้ที่ไหน ราวกับเป็นแหล่งท่องเที่ยว แบบไม่เคารพความเป็นส่วนตัวของใครทั้งสิ้น

กระนั้น สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วไปมาด้วยเช่นกัน อย่างกรณีของคุณ Lisa Bishop นักท่องเที่ยววัย 33 ปี จากแคนาดา ที่บอกว่าเธอมายังที่แหงนี้ เพื่อมองจากมุมของเรา ว่าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเดินเข้ามาถึงที่แห่งนี้ ซึ่งเธอเองก็ไม่ยอมรับการกระทำของนาย Paul ด้วยเรื่องของความเป็นส่วนตัวของคน และการกระทำของเขาเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมาก

นี่คือเรื่องราวการต่อสู้ของคุณ Watanabe และผู้คนในท้องถิ่นแห่งนี้ ราวกับว่าเป็นหน้าที่ที่เลี่ยงไม่ได้

“เพราะผมเกิดที่นี่ ผมเลยต้องปกป้องที่นี่” “ผมคือนายทวาร ผมรู้สึกว่านั่นแหละคือหน้าที่ของผม” คุณ Watanabe กล่าว

Source: JapanToday