นับตั้งแต่ช่วงปี 1990 มาจนถึงปัจจุบันนี้ เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ประเทศญี่ปุ่นได้ผลิตสื่อ ไม่ว่าจะเป็น มังงะ อนิเมะ เกม ไลท์โนเวล ไปจนถึง ซีรีส์คนแสดง และ ภาพยนตร์คนแสดง ออกมาเป็นจำนวนมาก แล้วหลายๆ คนก็รู้จักวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยเฉพาะด้านภาษาผ่านสื่อเหล่านี้  และเราก็ได้เห็นว่าหลายคนนำเอาความชอบในการเสพสื่อข้างต้นนั้น ไปจุดประกายให้ไปศึกษาภาษาญี่ปุ่นอีกต่อหนึ่ง

แต่คำถามหนึ่งที่หลายคนน่าจะสงสัยกันก็คือเราจะสามารถ

‘เรียนภาษาญี่ปุ่นจากการดูการ์ตูนอย่างเดียวได้หรือไม่’

เรื่องนี้ตัวผู้เขียนบทความคิดว่า เราก็พอจะมีคำตอบจากประสบการณ์ของตัวเองแล้ว แต่นั่นก็อาจจะเป็นการคิดเข้าข้างตัวเองมากไป และทำให้เราคิดว่า คนจากวงการวิชาการโดยตรงน่าจะตอบคำถามที่เราสงสัยได้ดีกว่า ซึ่งเราได้รับเกียรติจาก อาจารย์ดุสิตา  ปริญญาพล อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง มาช่วยไขข้อข้องใจในเรื่องนี้

อาจารย์ดุสิตา ให้ความเห็นว่าการเรียนรู้จากการอ่านหรือฟังเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ให้ผลเท่าที่ควร ‘ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่อง (ของการ์ตูน, ภาพยนตร์, ไลท์โนเวล ฯลฯ) จะอยู่ในชีวิตประจำวัน อย่าง เด็กนักเรียนมัธยม แต่คำพูดในเรื่องก็จะให้ความแฟนตาซีตาม Genre (ในกรณีนี้หมายถึง ประเภท หรือ แนวทางของสื่อประเภทต่างๆ) อย่างในอนิเมะ เด็กนักเรียนคนนี้ก็จะไม่ได้พูดแบบที่เด็กนักเรียนธรรมดาจะพูด สมมติว่าเขาเป็นตัวละคร ซึนเดเระ เขาก็จะมีการใช้คำศัพท์เฉพาะตามคาแรคเตอร์”

“แต่ว่าอาจารย์เห็นด้วยในแง่ที่ว่ามันสามารถเป็นแรงจูงใจ แรงบันดาลใจในการเรียนภาษาญี่ปุ่น” อาจารย์ดุสิตา พูดถึงข้อดีของกลุ่มคนที่มาเรียนภาษาญี่ปุ่นจากการชื่นชอบสื่อบันเทิง ประเภทต่างๆ โดยเทียบกับนักเรียนนักศึกษาที่มาเรียนกับเธอว่า “คนที่มาเรียนกับเราก็จะมีทั้งกลุ่มคนที่ชอบอนิเมะมากๆ กับกลุ่มที่เรียนอย่างเดียว ท่องพจนานุกรมได้ทั้งเล่ม กลุ่มที่ชอบอนิเมะจะเรียนได้แบบก้าวกระโดดกว่า เพราะเขาได้ฟังตลอดเวลา แล้วพอมีภาพมาประกอบ มันก็จะซึมซับเข้าไปโดยธรรมชาติ และจะได้เปรียบในการ พูดหรือฟัง ได้เป็นธรรมชาติมากกว่ากลุ่มที่โฟกัสกับงานวิจัยเป็นหลัก”

ถึงอย่างนั้น อาจารย์ดุสิตาก็เห็นว่า การเสพเพียงสื่อบันเทิงจากญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว จะสามารถนำพาสู่การใช้งานภาษาญี่ปุ่นอย่างถูกต้องนั้นเป็นเรื่องไม่ง่าย  “เป็นได้ยากสักหน่อย หากจะรับชมสื่อบันเทิงแล้วจะสามารถเข้าใจไวยากรณ์ของภาษาญี่ปุ่นแล้วนำไปใช้งานได้จริง 100% เพราะไวยากรณ์ในภาษาญี่ปุ่นมีความซับซ้อนอย่างมาก หากไม่ได้เคยเรียนโครงสร้างพื้นฐานของภาษานั้นๆ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้งานได้อย่างดี” กระนั้นอาจารย์ก็ยังให้ความเห็นว่า ระหว่างกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่อินในสื่อบันเทิง กับ กลุ่มนักเรียนนักศึกษาในสายวิชาการโฟกัสงานวิจัยเน้นการอ่าน ไม่ได้มีกลุ่มไหนที่ด้อยกว่ากัน แค่ความถนัดในการใช้งานอาจจะแตกต่างกันไปตามสไตล์การเรียนของแต่ละคนเท่านั้นเอง

ผู้เขียนบทความยังได้ถามไปว่า แบบนี้ถ้าดูแค่แฟนซับ หรืองานแปลจากบทภาษาอังกฤษ ก็ไม่สามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้อง 100% อย่างนั้นหรือ จุดนี้อาจารย์ดุสิตาตอบแบบติดตลกไว้เช่นนี้ “ไม่มีทางนะ คือส่วนใหญ่เขาจะแปลจากภาษาอังกฤษใช่ไหม ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นคำว่า Omoshiroi ที่แปลไทยเป็นคำว่า ‘สนุก’ ‘ตลก’ หรือ ‘น่าสนใจ’ ก็ได้ ถ้าแปลมาจากภาษาอังกฤษ คนแปลก็มักจะใช้คำว่า Fun ไปเลย ทำให้บางครั้งโดนแปลเป็นไทยว่า ‘สนุกจังเลย ผมไม่เคยรู้จักมันมาก่อน’ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ มันควรจะแปลว่า ‘น่าสนใจจังเลย’ ซึ่งในหลักไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นจริงๆ มีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่านี้อีกมาก และคำแปลของแฟนซับจะมีความ Lost In Translation (เสียความหมายไประหว่างการแปล – เนื่องจากการแปลมักจะปรับปริบทให้เข้าผู้รับสารปลายทาง ทำให้ความหมายบางอย่างตกหล่นไปแม้ตัวสารหลักยังครบถ้วน) หรือถ้าได้สาระอะไรอาจจะได้แบบไม่ครบถ้วนหรือผิดพลาดไป’

จากการค้นหาข้อมูลทำให้เราพอสรุปได้ว่า การ ‘เรียนภาษาญี่ปุ่นจากการดูการ์ตูนอย่างเดียว’ ไม่สามารถทำให้คุณใช้งานภาษาญี่ปุ่นได้อย่างแท้จริง โดยมีเหตุผลหลักๆ ว่า ณ จุดหนึ่งแล้วภาษาที่ใช้งานในอนิเมะ, มังงะ หรือแม้แต่ภาพยนตร์คนแสดง ภาษาในเรื่องแต่ง แต่อีกอย่างหนึ่งที่เป็นความจริงก็คือ คนอ่านหรือดูการ์ตูนญี่ปุ่นจะได้เปรียบกว่าในด้านการฟัง รวมถึงการใช้คำพูดบางอย่าง

แต่ที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าคุณจะเรียนภาษาญี่ปุ่นโดยดูการ์ตูนหรือไม่ หากไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียนคุณก็จะใช้งานมันได้ไม่ดีนัก ในทางกลับกันคนที่มี Passion กับเรื่องนี้ก็จะไปได้ดีกว่า และท้ายที่สุดนี้ ก็ขอให้กำลังใจทุก ๆ ท่านที่กำลังมุ่งศึกษาหนึ่งในภาษาที่ยากที่สุดในโลกอย่างภาษาญี่ปุ่นนี้ และขอยกย่องทุกท่านที่ฝ่าฟันจนสามารถนำไปใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัวนะครับ