ย้อนไปในวัน April Fool’s Day เมื่อราว ๆ 5 ปีที่แล้ว ได้มีสำนักพิมพ์หนึ่งเปิดตัวขึ้นมาพร้อมกับผลงานไลท์โนเวลเรื่องแรกอย่าง “อดัมแห่งสนธยา” (Shishunki na Adam) โดยใช้ชื่อว่า First Page Pro. และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ สำนักพิมพ์นั้นก็ได้ทยอยชื้อลิขสิทธิ์ทั้งมังงะ ,ไลท์โนเวล และ โนเวล ต่าง ๆ เข้ามาในบ้านเราตอบสนองความต้องการผู้อ่านอย่างไม่หยุดยั้ง

และในช่วงนี้ทางสำนักพิมพ์กำลังจะครบรอบ 5 ปี เราก็มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่ มนตรี ทิพย์ประเสริฐ จากสำนักพิมพ์ First Page Pro. ในหลาย ๆ แง่มุมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางของสำนักพิมพ์ต่อจากนี้ รวมไปถึงเรื่องราวในวงการ ซึ่งแอดมินก็เชื่อได้ว่าถ้าใครได้อ่านบทสัมภาษณ์จนจบก็จะได้เห็นอีกหลาย ๆ แง่มุมเกี่ยวกับวงการหนังสือในบ้านเรา

อยากให้ช่วยแนะนำสำนักพิมพ์ และตัวของพี่มนตรีสักหน่อยครับ

ผมชื่อ มนตรี ทิพย์ประเสริฐ เป็นบรรณาธิการบริหารแล้วประธานบริษัทของ First Page Pro. ครับ ตัว First Page Pro. ก็ก่อตั้งมาเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว เพื่อออกหนังสือไลท์โนเวลจากญี่ปุ่น และหนังสือการ์ตูนเป็นตัวรอง

ทำไมถึงใช้ชื่อว่า First Page Pro. มีที่มาและความหมายอย่างไรครับ

ชื่อ First Page Pro. มีความหมายมาจาก First เป็นชื่อเล่นผมในวงการของผม ผมก็เลยเอามาใช้ แล้วมันพ้องกับคำว่าหน้าแรกพอดี แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงมีคำว่า Pro. นั้น คำว่า  Pro ในที่นี้มาจากคำว่า Production คือเราไม่ได้จะหยุดอยู่แค่หนังสือ เราอาจจะมีการลิ้งค์ไปยังสื่ออื่น ๆ ก็ได้ แต่ในตอนนี้เรามีแค่หนังสือกับ e-book ที่เป็นสินค้าหลักของเรา

ในโอกาสครบรอบ 5 ปีของทาง First Page Pro. อยากให้พี่กล่าวเกี่ยวกับการครบรอบ 5 ปี ของทาง First Page Pro. สักหน่อยครับ

ตอนนี้ First Page Pro. ตั้งมาแล้ว 5 ปี เราผ่านหลายอย่างมามาก ทั้งอุปสรรคเรื่องการตกต่ำของวงการหนังสือ ทั้งการที่เราเจอมรสุมภายใน แม้แต่การที่เราต้องมานั่งแข่งเรื่องของลิขสิทธิ์กับทางต่างประเทศ แต่ทุกครั้งที่ผ่านมาเราก็ได้รับความร่วมมือจากทั้งนักอ่าน และจากทางต่างประเทศค่อนข้างดี ก็อย่างที่เห็นว่าตอนนี้ในวงการหนังสือมีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะมีค่ายญี่ปุ่นมาลงทุนกับค่ายไทย หรือจะมีค่ายญี่ปุ่นมาเทคโอเวอร์ค่ายไทย

แต่เราเองก็ยังยืนหยัดว่าเราเป็นค่ายไทย ซึ่งอาจจะซื้อลิขสิทธิ์ไม่ใช่เฉพาะของญี่ปุ่นก็ได้ ในอนาคตอาจจะมีเปิดหัวของจีน  หรือของทางฝั่งเอเชียอื่น ๆ ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่นั่นก็เป็นในอนาคต ในความเป็นจริงตอนนี้ญี่ปุ่นยังเป็นตัวหลักอยู่ เพราะว่าตอนนี้ผม อ่านหนังสือออกเฉพาะภาษาญี่ปุ่นและภาษาไทย ส่วนภาษาอื่นยังคงไม่ถนัดกำลังคิดว่าจะไปเรียนเพิ่มเติม

ส่วนครบรอบ 5 ปี ถ้าถามว่า 5 ปีสำคัญยังไง ถ้าในวงการธุรกิจ เขาก็บอกกันว่า ถ้าตายมันก็ตายอยู่ 2 ช่วง นั่นก็คือปีแรกกับสามปีหลัง ถ้าพ้น อดทนมาได้ก็แสดงว่าคุณเริ่มจะมีพลังวัตรพอแล้ว พอจะยืนหยัดในวงการธุรกิจได้ เราก็เลยมาฉลองกันในตอนนี้

จากการได้ริเริ่มประกอบธุรกิจสำนักพิมพ์ด้วยตัวเอง ทางพี่มนตรีได้ใช้ประสบการณ์ในการตัดสินใจที่จะดำเนินธุรกิจนี้อย่างไร และเมื่อธุรกิจดำเนินมาถึงปัจจุบันนี้ รู้สึกอย่างไรบ้าง

ต้องยอมรับว่าที่ตั้งสำนักพิมพ์ใหม่ ๆ ตอนแรกค่อนข้างประสบปัญหาเยอะ เพราะที่ที่เคยทำงานมานั้นไม่ใช่เงินของเราเอง แล้วมีทุนค่อนข้างเยอะ พอออกมาทำเป็นของตัวเอง มันก็เจอทั้งอุปสรรคด้านต้นทุน อุปสรรคด้านการขาย อุปสรรคด้านการทำงานอื่น ๆ  ซึ่งไม่ได้เคยพบเจอมาก่อน เพราะที่ที่เคยทำงานมาก่อนนั้นมีหลายฝ่าย และมีประสบการณ์มาค่อนข้างเยอะ แต่ว่าตอนที่ทำงานอยู่ได้รู้จักบริษัทญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ ตรงนั้นพอเราออกมาเลยสามารถนำมาใช้ต่อยอดได้ แต่ยอมรับเลยว่าตอนแรก ๆ ก็ไม่ได้ดีมาก

ต้องพูดตรง ๆ ว่าพอออกมาตั้งสำนักพิมพ์ของตัวเอง ก็กลายเป็นคู่แข่งกับที่ที่เคยทำงานมา แล้วทำให้ญี่ปุ่นคิดว่าจะให้ลิขสิทธิ์ดีหรือเปล่า แต่อย่างลิขสิทธิ์เรื่องแรกของสำนักพิมพ์ “อดัมแห่งสนธยา” (Shishunki na Adam) อันนี้ได้ลิขสิทธิ์มาจากความสัมพันธ์ส่วนตัว ผมเจรจากับเจ้าของค่ายเขาแล้วเขาก็ให้มา เราก็เลยได้เริ่มทำงานที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ญี่ปุ่นได้ค่อนข้างไว เมื่อเทียบกับอายุสำนักพิมพ์ที่ตั้งมา เพราะเมื่อนับไปเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อนตอนที่ได้เริ่มทำงาน ตอนนั้นลำบากมาก หนึ่งก็คือวงการยังไม่เติบโต สองก็คือญี่ปุ่นยังเล่นแง่กับเราอยู่เยอะ เพราะถ้าอยู่ในยุคนั้นจะรู้ว่าเรื่องลิขสิทธิ์มันไม่ได้ง่าย ญี่ปุ่นมีการบีบเราทุกอย่าง แล้วถามว่าสำนักพิมพ์เล็ก ๆ หรือสำนักพิมพ์ใหม่ ๆ เขาไม่ให้หรอก ถ้ามันไม่ได้มีอะไรที่ชัดเจนจริง ๆ ไม่ได้มีแบค หรือเป็นบริษัทใหญ่ แต่ถ้าคุณเป็นตัวเล็ก ๆ แบคก็ไม่มี อาจจะมีเงินบ้าง เขาไม่เชื่อใจเราหรอก กว่าเราจะผ่านตรงนั้นมาได้นั้นก็ยาก

ตอนที่เราเริ่มตั้งสำนักพิมพ์ใหม่ขึ้นมา ก็เรียกได้ว่าเป็นยุคที่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่มีปัญหา ซึ่งตรงนั้นก็ทำให้ญี่ปุ่นเห็นความสำคัญกับการขายให้กับค่ายใหม่ ๆ ขึ้นมาบ้าง อาจจะไม่ได้ง่ายมากแต่ว่ามันก็ทำให้มีโอกาสมากขึ้น เพราะงั้นถ้าถามว่าจากประสบการณ์ในการทำงานที่ผ่านมา สิ่งที่ได้รับมาก็คือคอนเนคชั่นและความน่าเชื่อถือ แล้วตอนผมเริ่มทำสำนักพิมพ์นี้ผมเริ่มจากแทบจะศูนย์ เพราะผมขายคอนโดมาเพื่อตั้งสำนักพิมพ์นี้เลย แล้วสิ่งที่ได้มาอีกอย่างก็คือประสบการณ์ในการทำงาน จากที่เคยทำงานมาทำให้เราได้ลองทำอะไรหลาย ๆ อย่าง ได้ทราบตลาด และได้รู้เกี่ยวกับพื้นฐานของต้นทุนมาบ้าง ทำให้ผมเลือกที่จะออกมาตั้งเป็นไลท์โนเวลก่อน เพราะตอนนั้นจริง ๆ ธุรกิจการ์ตูนอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าแย่มาก บอกได้เลยว่าต้นทุนของการ์ตูนเนี่ยสูงพอ ๆ กับไลท์โนเวล แต่ราคาขายต่างกันเยอะ มาถึงตอนนี้ผมก็ยังบอกเลยว่าหนังสือการ์ตูนมันยังได้กำไรต่ำกว่า แต่ว่ามันก็อึดอัดน้อยกว่าแต่ก่อนเยอะ

ต่อจากนี้มีอะไรที่พอจะบอกได้ไหมว่าในอนาคตทาง First Page Pro. จะมีอะไรออกมาให้กับผู้อ่านอีกบ้าง

ตอนนี้เรามีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตการ์ตูน เมื่อก่อนต้องบอกเลยว่า First Page Pro. ทำหนังสือการ์ตูนแบบเสียไม่ได้ เพราะเรามีนิยายและหนังสือการ์ตูนเรื่องเดียวกัน แล้วญี่ปุ่นก็มักจะขอให้เราชื้อมา แล้วพอมันเป็นแบบเสียไม่ได้ การทำตลาดมันค่อนข้างจะอุดตัน

เสียไม่ได้ที่ว่านี่คือต้องชื้อหรือพ่วงชื้อ แล้วใจผม ผมบอกตั้งแต่แรกแล้วว่า First Page Pro. อยากจะทำไลท์โนเวลมากกว่า เพราะหนึ่งมันได้กำไรกว่า และสองคือมันอยู่ง่ายกว่าในยุคที่หนังสือการ์ตูนกำลังดรอป  บอกเลยว่าตอนนี้ร้านหนังสือการ์ตูนกับร้านหนังสือใหญ่ ร้านหนังสือการ์ตูนขายของได้น้อยกว่า ร้านหนังสือใหญ่ค่อนข้างมาก ใคร ๆ อาจจะเคยบอกว่า ยอดของร้านหนังสือใหญ่มันเยอะก็จริงแต่ว่า ต้นทุนในการขายมันก็เยอะนะ แต่พอเทียบแล้วมันก็คุ้มกว่า เพราะในขณะที่ร้านการ์ตูนบางร้าน กำลังของเขาก็น้อยสายป่านก็น้อย การสั่งของเขาก็น้อย ทำให้เราก็ขายได้น้อยกว่า เพราะฉะนั้นทำไปก็อาจจะเสี่ยง ในขณะที่ทำร้านหนังสือใหญ่ มันก็มียอดในระดับหนึ่ง ที่พออยู่ได้ เพราะฉะนั้นถามว่า First Page Pro. จะเปลี่ยนไปคือการผลิตหนังสือการ์ตูน เราจะมีการ์ตูนเยอะขึ้น ตอนนี้ที่สามารถเปิดเผยได้ก็คือเรื่อง Full Ahead! Coco เต็มพิกัดสลัดจอมลุย ภาค 3 ซึ่งตอนนี้เราได้ลิขสิทธิ์มาอยู่ในมือแล้วเรียบร้อย แล้วก็คิดว่ากำลังจะออกมาเร็ว ๆ นี้ (แต่ไม่ใช่ในงานสัปดาห์หนังสือ) แล้วก็มีหนังสือการ์ตูนบางเรื่อง ที่เป็นหนังสือการ์ตูนดังจากทางฝั่งญี่ปุ่น แล้วกำลังจะมีอนิเมะภายในปีนี้ อันนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการติดต่อเจรจาอยู่ คือได้ตัวลิขสิทธิ์มาอยู่ในมือแล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา ซึ่งพอยังไม่ได้เซ็นสัญญาก็ทำให้เรายังเปิดเผยไม่ได้ ถ้าเซ็นสัญญาแล้วก็คือจบ

“หน้าปก Full Ahead! Coco เต็มพิกัดสลัดจอมลุย ภาค 3″

อนาคตอีกอย่างหนึ่งที่เราจะเน้นก็คือการขายทาง e-book และออนไลน์มากขึ้น ปีที่ผ่านมาทาง First Page Pro. ขาย e-book ได้ค่อนข้างดี รายได้ต่อเดือนค่อนข้างสูง แต่สูงในระดับที่เป็นร้านหนังสือใหญ่ นับได้แค่นั้น ไม่ใช่ถึงขนาดสายส่ง ความหมายของคำว่าเป็นสายส่งคือยอดขายเพียงพอที่จะ cover ในส่วนของต้นทุน แต่ถ้าเป็นแค่ร้านหนังสือใหญ่มันก็ยังไม่รวมถึงต้นทุน ขายได้เท่าไหร่ก็คือว่าเป็นกำไรที่เพิ่มเข้ามา แต่ก็ยังเป็นภาพที่สวยงามอยู่สำหรับเรา ตรงจุดนี้สามารถเป็นกำไรได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่รองรับถึงต้นทุน

“นิยายอาชีพกระจอกแล้วทำไมยังไงข้าก็เทพ(ปกพิเศษ) เล่ม 7 ขายพร้อม Drama CD”

ผมได้เคยไปคุยกับทางญี่ปุ่นมา เขาให้เงื่อนไขมา ซึ่งถ้าเป็น e-book อย่างเดียวจะเหนื่อย ถึงขั้นรับไม่ได้เลย แต่ถ้าถือว่าเป็น add-on ผมถือว่าโอเคผมอยู่ได้ เราพอคุยกันได้ ส่วนอนาคตอีกอย่างก็คือออนไลน์ ผมพึ่งเซ็นสัญญากับทาง Shopee จะไปเปิดร้านกับเขา ไปเปิดร้านใน marketplace ของเขา ซึ่งผมมองว่าในอนาคตทางเราอาจจะไม่ได้มีแค่หนังสือ อย่างที่ล่าสุดเราก็พึ่งออกตัว Drama CD ออกมา ก็มีการสร้างสินค้าขึ้นมา หรือที่นำเข้ามาจากทางญี่ปุ่น อย่างตัวของแจกที่เราทำโปรโมชั่นครบรอบ 5 ปี ใน Facebook ของเรานั้น ผมก็ไปชื้อทั้งหมดมาจากประเทศญี่ปุ่น แล้วความสัมพันธ์กับเขาก็ทำให้เราได้ลายเซ็นของอาจารย์มาด้วย แต่ถึงเราต้องขายจริง ๆ เราก็ต้องตั้งหลักใหม่ ใน Facebook เรานั้นคงขายไม่ได้ อย่างป้ายแขวนผ้าอันที่เป็นของรางวัล ถ้าขายจริง ๆ คงไม่ต่ำกว่า 5 พันบาท เพราะมันใหญ่มากราว 70 cm x 100 cm เลย ผมเกือบจะผ่าน ตม. ไม่ได้ (หัวเราะ) กลับมาที่เรื่องขายสินค้า อย่างทางค่าย Over-Lap Inc. ของญี่ปุ่น เขาก็เปิด shop ของเขาเอง ซึ่งเราก็จะเปิดเหมือนกันก็ทำให้ในอนาคตเราก็อาจจะมีการสั่งของเขามา ซึ่งในขั้นต้นอาจจะเป็นการ pre-order เพราะเราเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับหนังสือ เราต้องไปเรียนรู้เกี่ยวกับกฏหมายเกี่ยวกับการนำเข้า เรื่องของการขายสินค้าพวกนี้อยู่  ถ้าเราไม่เรียนรู้เรื่องพวกนี้ก่อนเดี๋ยวเราจะพลาด เพราะฉะนั้นต้องขอเวลาในการตัดสินใจ แต่เรื่องของการผลิตในประเทศเราก็มี อย่างล่าสุดเราก็ทดลองไปกับตัวพวงกุญแจจากเรื่อง “อาชีพกระจอกแล้วทำไมยังไงข้าก็เทพ” (Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou) ก็ถือว่าใช้ได้ เพราะว่าที่ทำมาตลอดสองปี ลองผิดลองถูกมาสองปีแล้ว ก็ไม่ผ่าน มาปีนี้ก็รู้สึกว่าใช้ได้

และสามที่คิดว่าจะเพิ่มเข้ามาคืออาจจะเป็นอีเวนต์ อย่างเช่นมีการนำนักเขียนจากญี่ปุ่นมา หรือเป็น อีเวนต์ต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์จากทางญี่ปุ่น  ไม่รู้ผมเคยบอกหรือยังแต่ว่าตอนนี้เรามีการร่วมงานกับทางญี่ปุ่นอยู่ แล้วญี่ปุ่นเขากำลังจะออกจดหมายมาให้เรา ในการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อสักพักนี้ผมก็พึ่งเจอกับการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เป็นของพาร์ทเนอร์เรา เดี๋ยวเราก็จะประสานไปทางญี่ปุ่น เพราะมองว่าตรงนี้มันก็ค่อนข้างร้ายแรง ก็คงต้องมียาแรง เราไม่ได้นิ่งนอนใจ แล้วตอนนี้ตัวกฏหมายที่พึ่งออกมามันก็ค่อนข้างเอื้อกับเรา แต่ในที่นี้คือผมจะไม่ยุ่งกับพวกสปอยล์นะ การสปอยล์ผมถือว่าโอเคเราเป็นเพื่อนกันเราคุยกันได้แต่ถ้าจำนวนมันมากเกินไป จำนวนหน้ามันเกิน ตรงนี้เราก็ต้องมาคุยกัน

ในมุมมองของผมตอนนี้ ทางเราก็มีการเพิ่มในตัวสินค้าอื่น ๆ ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์บ้าง หรือที่เป็น goods ขึ้นมาบ้าง แต่โดยหลักเราก็ยังคงเป็นหนังสือ ในปีนี้จำนวนไลท์โนเวลเราก็น่าจะออกเท่าเดิม  เพราะผมรู้สึกว่ามันยังไม่สามารถออกมากกว่านี้ได้ แต่ถ้าเป็นหนังสือการ์ตูนเราก็จะเพิ่มขึ้น ตรงนี้เราก็มีอีกแบรนด์นึงก็คือ First Love ทำมาประมาณปีนึงก็รู้สึกโอเคมันไปได้ เราก็เลยกำลังจะเพิ่มความจริงจังในการทำตลาดเหมือนกัน  ทั้งหมดทั้งมวลนี้ในปีนี้เราตั้งเป้าที่จะออกหนังสือการ์ตูนให้ได้เดือนละ 4 เล่ม อาจจะเป็น First Love ครึ่งหนึ่ง First Page ครึ่งหนึ่ง

ปกนิยาย “ถึงเกิดใหม่เป็นแวมไพร์ ก็ยังอยากนอนกลางวันอยู่นะ”

และในอนาคตคงมีการเพิ่มในส่วนของ e-book มากขึ้น ปีนี้ทาง First Page Pro. จะออกหนังสือ e-book ค่อนข้างเยอะ บางเรื่องจะออกก่อนค่อนข้างนานอาจจะเป็นปี อย่าง “ถึงเกิดใหม่เป็นแวมไพร์  ก็ยังอยากนอนกลางวันอยู่นะ” (Tensei Kyuuketsuki-san wa Ohirune ga Shitai) ผมยังไม่มีคิวจะออกเลย พึ่งออก e-book ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว เผลอ ๆ ผมออก e-book เล่มสองก่อนด้วยซ้ำ เพราะมันหมุนเงินง่ายกว่า เพราะต่อให้เสียค่าแพลตฟอร์ม มันก็ยังดีกว่าเสียค่าพิมพ์ แต่ถามว่าเอากำไรออกมาได้ไหมบอกเลยว่าไม่ได้ ทุกครั้งที่ออกโดยที่ไม่พิมพ์ออกมาเลยคือคุณเจ๊ง แต่อาจจะเจ๊งแค่หลักหมื่น ถ้าออกเป็นเล่มพิมพ์แล้วเจ๊งเป็นหลักแสนก็ไม่ไหว

มีหลายคนคิดที่อยากจะเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเอง ชื้อลิขสิทธิ์ไลท์โนเวลหรือมังงะมาขายเองบ้าง พี่คิดอย่างไรกับความเห็นนี้ครับ

ตอนนี้ผมใช้คำว่ามันทำง่ายขึ้นนะ หลังผมเปิดก็ได้มีหลายสำนักพิมพ์เปิดขึ้นมา บางสำนักพิมพ์เปิดเป็น e-book 100% เสียด้วยซ้ำ แต่ว่าจะอยู่รอดไหมนั่นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าถึงญี่ปุ่นจะเปิดให้มากขึ่้นก็จริง  แต่มันก็ไม่ใช่ทุกค่าย แล้วมันก็ต้องมีเรื่องของการติดต่อ ผมเข้าใจว่าตอนนี้คนไทยก็รู้ภาษาญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น แต่ว่าข้อหนึ่งที่สำคัญเลยคือทางญี่ปุ่นเขาไม่ค่อยไว้ใจใครง่าย ๆ ถ้าคุณไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน หรือมีแบคใหญ่โต ถ้าคุณไม่ได้มีความน่าเชื่อถือมากพอ หรือถ้ามีค่ายที่ให้คุณก็อาจจะเป็นค่ายที่รอง ๆ ลงมา ถ้าคุณตาดีและทำตลาดเก่งก็อาจจะพอมีโอกาส ผมบอกเลยว่าตลาดญี่ปุ่นตอนนี้มีของดีเยอะ ยังเก็บได้อีกเยอะ แต่มองในมุมกลับ จีนกับไต้หวันหรือเกาหลีก็ค่อนข้างมาแรง ปัจจุบันตอนนี้ก็มีคนไปทำจีนเยอะ แต่ตลาดมัน Red Ocean ไปแล้ว แล้วผลงานเขาก็มีเยอะ มีเยอะกว่าญี่ปุ่นเป็นสิบ ๆ เท่า คุณจะมีเวลาอ่านจนเจอผลงานก่อนชาวบ้านเขาหรือเปล่า ของจีนพูดตรง ๆ ว่าชื้อเหมือนชื้อหวย เพราะชื้อถูกก็โอเคไป แต่ถ้าชื้อผิดก็ช้ำไป เพราะผลงานเขาเยอะมาก

ในมุมมองของพี่มนตรี คิดว่าตลาดไลท์โนเวลบ้านเราในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง และในอนาคตคิดว่าจะเป็นอย่างไร

กำลังจะถึงจุดอิ่มตัว ถ้าถามผมผมว่าจริง ๆ แล้วมันถึงจุดอิ่มตัวมา สักพักใหญ่ ๆ แล้ว ด้วยการเกิดขึ้นของไลท์โนเวลแนวใหม่ ๆ  หรือหนังสือแนวไปต่างโลก ทำให้ตลาดฟื้นขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง ญี่ปุ่นเองก็เป็นอย่างนี้ ญี่ปุ่นแนวเขาก็หวังเหมือนกันว่า หนังสือเขาจะมีการแตกแขนงไปยัง ไลน์ใหม่ ๆ บ้าง ที่หลุดออกมาจากกรอบเดิม ๆ ตัวต่างโลกนี่มันก็มาประมาณ 6-7 ปีแล้ว  มันก็ถึงจุดใกล้อิ่มตัวแล้วของประเทศญี่ปุ่น พอทางญี่ปุ่นอิ่มตัวเราก็จะเริ่มอิ่มตัวเหมือนกัน ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะนำเสนออะไรที่ แปลกใหม่กว่าตลาดได้ ผมบอกเลยว่าตอนนี้คนส่วนหนึ่งเขาก็หนีไปทำ นิยายที่เป็นนิยายจริง ๆ ที่ไม่ใช่ไลท์โนเวล เช่นเรื่อง “ตับอ่อนเธอนั้น ขอฉันเถอะนะ” (Kimi no Suizou wo Tabetai)  อะไรพวกนี้ ญี่ปุ่นเขาอาจจะทำปกให้ดูดีขึ้น สวยงามขึ้น แม้แต่ “เรียกเธอว่าพระเจ้า สึซึมิยะ ฮารุฮิ” (Suzumiya Haruhi no Yuuutsu) เอง ตอนนี้เองก็ย้ายไปอยู่ในรูปแบบของหนังสือเล่มหนึ่ง ไปอยู่ในเครือนึงของ Kadokawa ที่เป็นหนังสือผู้ใหญ่ ออกแบบปกใหม่ ซึ่งทางนั้นเองก็มีพัฒนาการในแบบของเขาเหมือนกัน ซึ่งโดยมากแล้วเราจะตามเขา พอเราตามเขาเราก็สามารถมองแนวโน้มจะเข้าได้  ยังไงตอนนี้เขาเริ่มอิ่มตัวแล้ว เราก็ตามเขาอีกประมาณ 2 ปี 2 ปีเราก็น่าจะอิ่มตัว ปัญหาคือตอนนี้ใครที่เข้มแข็งพอที่จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ หนังสือญี่ปุ่นตอนนี้ยอดขายหนังสือการ์ตูนเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีนัยยะสำคัญ เพราะว่าการปราบปรามเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ลูกค้าก็ยังเท่าเดิม ตอนนี้เขาเลยพยายามผลักดันออกมาข้างนอก จะเห็นได้ว่าในตอนนี้ ทั้งเกมทั้งการ์ตูน อนิเมะญี่ปุ่น ก็อยู่ในกรอบที่ตัน ๆ เขาก็เลยพยายามที่จะผลักออกมาข้างนอก ถ้าพูดในมุมผมผมมองว่าญี่ปุ่นเขาอยู่ในกรอบมากเกินไป จนเขารู้สึกว่าเขาต้องแตกกรอบออกมาเขาถึงจะอยู่ได้ อย่างเรื่องล่าสุดอนิเมะ “ผู้กล้าโล่ผงาด” (Tate no Yuusha no Nariagari) ตัวนี้ไม่ได้ทำมาเอาใจตลาดญี่ปุ่น เขามาทำตลาดยุโรป อเมริกาซะมากกว่า เพราะว่ามันเหมือนทำมาเอาใจสายฮีโร่ ทั้งโทนภาพที่หนักและสีก็แรง เนื้อหาก็รุนแรงพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงที่สุด เป็นความรุนแรงแบบการ์ตูนฮีโร่ คือไม่ได้มีความโป๊เปลือย แต่ในความสนุกสนานที่เป็นการผจญภัย มันขายทางยุโรปทางอเมริกาได้มากกว่า เรื่องบางเรื่องที่ทางญี่ปุ่นขายได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่เขาเอามาขายข้างนอกได้ เขาก็เริ่มเรียนรู้ เออถ้างั้นเราน่าจะออกตลาดโลกมากกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าก็คือการขาย จุดจุดหนึ่งของเขาก็คือการมาบุกเอง ซึ่งสองโจทย์ตรงนี้ก็ต้องดูว่า ถ้าญี่ปุ่นเขาเทลงเข้ามาในประเทศเราเยอะ ๆ วงการในบ้านเราก็จะครึกครื้นขึ้นใหม่อีกรอบหนึ่ง

ปกนิยาย “เรียกเธอว่าพระเจ้า สึซึมิยะ ฮารุฮิ” ที่มีการออกแบบปกใหม่ 

ส่วนถามว่าอนาคตจะเป็นยังไง ผมว่ามันก็เหมือนกับทุกที่ สุดท้ายคนที่อยู่ได้ คือคนที่เข้มแข็ง คนที่ตายก็คือคนที่อ่อนแอ แล้วคนที่อาจจะเป็นคนดวงดี จากการจับของถูกก็จะอยู่รอดไป ได้พักใหญ่ ๆ  เหมือนอย่าง First Page Pro. จริง ๆ เราก็ต้องยอมรับว่า เราก็ดวงดี เพราะว่าเราได้หนังสือนิยายเรื่องดังของญี่ปุ่นมา ทั้ง ๆ ที่ตอนเปิดบริษัทมาเราก็เป็นค่ายเล็ก ๆ อย่างเช่น “ผู้กล้าโล่ผงาด” ถือเป็นตัวที่ใหญ่มาก สำหรับเราแล้วมีน้ำหนักที่สูงมาก ญี่ปุ่นเองเขาปล่อยมาเขาก็คำนึงว่าโอเคเนื่องจากคุณรู้อยู่แล้ว คุณก็น่าจะทำตลาดง่าย ถามว่าใจจริงสมมติถ้าเป็นตอนนี้เราไปซื้อ เขาจะขายไหมเขาบอกเขาไม่ขาย เขาก็จะขายให้แต่ลูกเขา เพราะมันเป็นไตเติ้ลที่ใหญ่ หรืออย่าง “อาชีพกระจอกแล้วทำไมยังไงข้าก็เทพ” เรื่องนี้นี่พูดตรง ๆ ว่าญี่ปุ่นเขาดองไว้ 5 ปี ไม่ขายใคร เรื่องนี้มันดังมาตั้งนานแล้ว

ด้วยความที่เขามองว่าตลาดเราเล็กมากเล็กแบบจิ๊บจ๊อยให้เขาเสนอไปเขาแบบว่าเขี่ยทิ้งทันที แต่พอตลาดมันโต เรากล้าเสี่ยงมากขึ้น สามารถยื่นข้อเสนอที่สมน้ำสมเนื้อ ทำให้เขาพอใจได้มากขึ้น ที่เขาจะโอเค เขาก็เลยปล่อย หลังจากนั้นมา ไตเติ้ลที่มีศักยภาพ เขาก็จะปล่อยมาให้เราค่อนข้างเยอะ แต่ปัญหาคือแต่ละค่ายก็ไม่ได้มีศักยภาพที่จะผลิตไตเติ้ลดี ๆ ได้ 100% ถ้าคุณจับตัวถูกและตลาดตอบรับมันก็โอเค หรือถ้าคุณจับตัวที่มันไม่ได้ดีมาก แต่มันดันขายดีในประเทศไทยแบบนี้ คุณก็ไปได้ แล้วตอนนี้ตลาดเรามีผู้เล่นที่แข็งค่อนข้างเยอะ บางสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นเขาบอกเลยว่าเป็นตัวอันดับต้น ๆ ของประเทศ หรืออย่างบางสำนักพิมพ์ที่มีทุนค่อนข้างสูง แตกเป็นค่ายลูกเยอะแยะ ความเข้มแข็งของเขาค่อนข้างสูง หรือบางสำนักพิมพ์ที่พึ่งเกิดมาใหม่ ๆ ที่อาจจะยังยืนไม่ค่อยได้ อนาคตอีกปีสองปีเราก็จะเห็นได้ว่าใครอยู่ได้ ใครอยู่ไม่ได้ ส่วนตลาดหนังสือไทย พูดตามตรงผมก็ว่ามันก็ยังอยู่ได้ มา 5 ปีก่อนมีคนพูดว่าหนังสือจะตาย ตอนนี้มันก็ยังอยู่ สุดท้ายหนังสือที่ตายก็คือหนังสือพิมพ์และนิตยสาร  ในปีสองปีนี้อาจจะมีค่ายใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา แต่จะยืนในระยะยาวได้ไหมก็ต้องรอดูกันอีกที

สุรปแล้วในอนาคตเราก็ต้องตามเขาอยู่ดี การปั้นคอนเทนต์ไทยยังลำบาก คืองานไลท์โนเวลไทยหนึ่งคือมันยังกระจุกอยู่ในกลุ่ม ยังไม่มีความแปลกใหม่

เช่นนี้แล้ว การหยิบของเก่ามาทำใหม่ถือเป็น “กระแส” ด้วยหรือไม่ เพราะเห็นมีการชื้อลิขสิทธิ์ Full Ahead! Coco เต็มพิกัดสลัดจอมลุย ภาค 3 เข้ามา

หนังสือการ์ตูนคลาสสิคมีแนวโน้มที่จะเอาบางเรื่อง  ถ้ามองในมุมพี่ก็บอกว่าหนังสือการ์ตูนคลาสสิคมันก็มีตลาด ซึ่งค่อนข้างแน่นด้วย แต่ตรงนี้ต้องทำเป็น pre-order แล้วลูกค้าเป็นรุ่นใหญ่ ร้านหนังสือเขาไม่เดินกันแล้ว  แต่ถ้าโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตรอรับของอยู่บ้านแบบนี้เอา หรือทำเป็น pre-order แบบ e-book ก็ยังมีอยู่ ถ้าถามพี่ว่านิยายคลาสสิคญี่ปุ่นน่าสนใจไหม ก็มีนะ อย่างเร็ว ๆ นี้มีคนเสนอ Kyoukai Senjou no Horizon มา ถามว่าพี่อยากได้ไหม อยากได้นะแต่เหตุผลที่ไม่ทำ มันก็รู้ ๆ กันอยู่ มันค่อนข้างเสี่ยง มันแพง หนึ่งเล่มนี่ใช้เวลาแปลนานมาก ประมาณ 3 เท่าของนิยายปกติ ถ้าเป็นคนไทยเรทปกติ ปีหนึ่งแปลได้เล่มเดียว แล้วเมื่อไหร่จะทันล่ะ เพราะฉะนั้นไม่เอาดีกว่า แต่ถ้าถามในมุมนึงอ่ะสัก 10 ปีผ่านไป คนเริ่มลืมแล้วแต่มันยังอยู่ในตลาด ก็น่าสนใจ เพราะของคลาสสิคบางทีมันก็ไม่ตาย เราก็จะเห็นพวกนี้ถูกหยิบยกมาทำใหม่เรื่อย ๆ เพราะของแบบนี้มันไม่ตาย ตรงนี้ก็อาจจะมีคนจับนิยาย คลาสสิคของญี่ปุ่นมาทำมากขึ้น เพราะนิยายพวกนี้ข้อดีคือไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ แต่ข้อเสียคือมันจะเหมือนเมื่อก่อนที่เป็นยุคหนังสือการ์ตูนเถื่อน ถ้าทำดีคนก็ยอมรับ ถ้าทำห่วยก็ไม่มีใครเอา และไม่สามารถแข่งขันกับใครได้ด้วยเพราะไม่มีลิขสิทธิ์ คนย่อมไปเลือกของที่ทำดีกว่า แต่เชื่อเถอะว่าสายลิขสิทธิ์ก็พยายามที่จะทำเต็มที่ให้มันดีที่สุด หรืออย่าง “อาชีพกระจอกแล้วทำไมยังไงข้าก็เทพ” นั่นคือเราแก้วิธีการพิมพ์ เราเปลี่ยนเทคนิคการพิมพ์เลย ซึ่งมันก็เสี่ยง เสี่ยงที่ภาพจะเสีย เสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะไม่อนุมัติด้วย แต่ก็โชคดีที่ทางญี่ปุ่นเขาเห็นความสำคัญก็เลยอนุมัติ

คิดว่าในช่วง 5 ปี ที่เปิดสำนักพิมพ์มานั้น ในตลาดของไลท์โนเวล หรือหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น มีอะไรที่คิดว่ามันเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ในทิศทางใด และอะไรที่คิดว่าทำให้มันเปลี่ยนไป

ช่วงอายุของนักอ่านที่ติดตามผลงาน ต้องยอมรับว่าคนอ่านหนังสือการ์ตูนมีอายุมากขึ้น คนที่อายุ 45 – 50 ปี ก็ยังอ่านหนังสือการ์ตูน ซึ่งมันมีช่วงอายุมากขึ้นในการเข้าถึงหนังสือการ์ตูนและไลท์โนเวล แต่ข้อเสียคือการเข้าถึงหนังสือมันยากขึ้นเยอะ ร้านหนังสือน้อยลง นักอ่านเข้าถึงหนังสือยากขึ้น โชคดีที่การขนส่งมีการแข่งขันสูง ช่องทางการขายออนไลน์ของ First Page Pro. มีการเติบโตเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงการขายออนไลน์และ e-book  อีกปัญหาคืองานหนังสือย้ายที่ อย่างงานหนังสือที่ผ่านมาของทาง First Page Pro. ก็ถือว่าโต แต่มันควรจะมากกว่านี้ หายไปประมาณ 20% แต่ถึงแบบนั้นกำไรก็ถือว่าโอเค จากที่ผมคุยกับหลาย ๆ  สำนักพิมพ์ยอดขายเหลือแค่ 50% คือเหนื่อย แล้วงานหนังสือครั้งนี้คนมาออกงานน้อยลง แล้วงานหนังสือเป็นกำไรของเจ้าเล็ก ๆ ที่ฝากขายกับเจ้าใหญ่ ๆ แล้วปีนี้หลายสำนักพิมพ์ไม่มีตรงจุดนั้นไปเขาจะทำอย่างไร

เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัวให้เข้ากับงานหนังสือที่ย้ายไปที่เมืองทองในปีนี้ คนไปคงน้อยลงเยอะ เราเลยจะเปิดขายหนังสืออนไลน์พร้อมกับงานหนังสือ มีทุกปก ยกเว้นของ limited ที่จะมีแต่ในงานหนังสือ ซึ่งก็ต้องดูก่อนว่าที่จะไปขายใน Shopee จะทันหรือเปล่า

คิดว่ากลุ่มเป้าหมายในปัจจุบันของทาง First Page Pro. คือกลุ่มไหน และอนาคตจะโฟกัสไปที่กลุ่มเป้าหมายใดเพิ่มขึ้นบ้าง

ถ้าพูดแบบนี้ต้องแยกแบรนด์ First Page ตอนนี้ 80% ตอนนี้คือผู้ชาย นักอ่านอีก 20% เป็นผู้หญิง แต่ถ้าหมายถึงบริษัท First Page Pro. รวมแล้วจะ 50 – 50 เพราะว่ามี First Love แล้ว First Love นี่ผู้หญิง 100% จะบอกว่า 99% ก็ได้เพราะมีผู้ชายสั่งอยู่ ถามว่าตอนนี้เราให้น้ำหนักเพิ่มไปทางไหน พี่ต้องให้น้ำหนักเพิ่มไปทาง First Love พอสมควร เพราะ First Love มันยังพึ่งเริ่ม เราก็ต้องลงทุนลงแรงกันอีกเยอะ แต่ถ้าของ First Page ตอนนี้หนังสือการ์ตูนก็จะเพิ่มขึ้น เดือนละ 2 เล่ม นิยายก็คงจะเท่าเดิม น่าจะประมาณเกือบ 40 เล่มแค่นั้นเอง ในอนาคตจะเพิ่มอีกไหมก็คงคิดว่าเพิ่ม แต่จะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป 5 ปีที่ผ่านมา First Page Pro. เติบโตมาหวือหวามาก  บริษัทโตขึ้นจากวันแรกที่พี่ตั้งประมาณ 10 เท่า แต่มันก็เป็นความหวือหวาที่อันตราย ยอดขายกับกำไรไม่เหมือนกันนะ ยอดขายเติบโตขึ้น 10 เท่าแต่กำไรอาจจะยังไม่ถึง อาจจะเติบโตนิดเดียว แต่ตอนนี้เราอยู่ตัวแล้ว เราจะออกประมาณนี้ไปเรื่อย ๆ อาจจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เรื่องต่อปี แต่ตอนนี้ต้องดูเรื่องของตลาด

อย่างที่บอกคือตอนนี้หนังสือการ์ตูนเรากำลังให้น้ำหนักมากขึ้น เพราะว่าในตอนนี้การ์ตูนนี้มีความเปิดกว้างมากขึ้น ใช้คำนี้ละกัน ดูอย่างบางสำนักพิมพ์ เขานำการ์ตูนที่ค่อนข้างหวือหวามากเข้ามา ใช้คำว่าถ้าเป็นสมัยก่อนก็เป็นเรียกว่าการ์ตูนโป๊ หรืออย่างหนังสือการ์ตูนวาย เขาก็ค่อนข้างเซ็นเซอร์อ่อน การ์ตูนผู้ชายเขาก็บอกว่าเขาไม่เซ็นเลย ซึ่งมันก็ทำให้ตลาดเปิดกว้าง ซึ่งเราก็โอเค ตอนแรกเราขาย “โรงเรียนคุกนรก” (Kangoku Gakuen)  เราก็รู้สึกว่ามันเป็นตลาดที่ปิด เราต้องเซฟตัวเอง เราก็ต้องให้ลูกค้าซื้อในระดับที่เราสามารถคอนโทรลได้ แต่พอมีคนเปิด ก็มีมุมมองว่าน่าสนใจ อาจจะขยายกำลังการผลิตไปทางนี้ หรืออาจจะมีการ์ตูนสายปกติอย่างเช่น Full Ahead! Coco เต็มพิกัดสลัดจอมลุย ภาค 3 เพิ่มขึ้น เพื่อเอาใจนักอ่านที่เป็นสายหลัก เพราะตอนนี้หนังสือการ์ตูนสายเฉพาะทาง คลองตลาดมากกว่าหนังสือสายหลัก จะเห็นได้ว่าหนังสือการ์ตูนที่ออกมา ไอ้การ์ตูนที่เรียกว่าสายปกติเรียกว่าสายหลัก มันน้อยมาก เดือนหนึ่งนี้ออกน้อยจริง ๆ เอาง่าย ๆ ลองนับหัวที่เข้มแข็งดูว่ามีอะไร  โคนัน, วันพีช, One punch Man แล้วนักอ่านที่ต้องการหนังสือการ์ตูนสายนี้ก็ยังมีอยู่ เขาก็ยังไม่อยากเลิก แต่เขาไม่มีอะไรให้อ่าน แล้วเขาจะไปทางไหน พี่ก็เลยคิดว่าจะลองตลาดตรงนี้ดู

อย่างงาน Manga Festival ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเขาก็มีการมาขายลิขสิทธิ์เรามากขึ้น มีการเจรจา มีการทำความเข้าใจกันมากขึ้น พี่ก็รู้สึกว่าทางญี่ปุ่นเขาก็เปิด โดยเฉพาะปีนี้การ์ตูนวาย เราก็ได้ลิขสิทธิ์มาค่อนข้างเยอะ อย่างเช่นงานของ อาจารย์ OWAL ที่พึ่งมาแจกลายเซ็นเมื่อปีที่แล้ว เราก็ได้ลิขสิทธิ์มาหมดแล้วเท่าที่เขาเอามาขาย แต่จะเปิดตัวเมื่อไหร่ก็เร็ว ๆ นี้

แล้วก็ First Page Pro. เองตอนนี้เราก็ครบรอบ 5 ปี ก็มีการถามไปยังญี่ปุ่น ว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่จะร่วมฉลองกับเรา ทำ Message Paper อะไรพวกนี้ ญี่ปุ่นบอกได้ ก็ขอมาแล้ว แต่เป็นเคส ๆ ไป ถ้าเป็นอาจารย์ที่เรามีสัมพันธ์อันดีอยู่ก็อาจจะได้  แต่ถ้าเป็นอาจารย์ที่เพิ่งซื้อเขาเล่ม 2 เล่มก็อาจจะไม่ได้ อย่างปีหน้าเองก็มีโปรเจคที่จะนำนักเขียน เข้ามาแจกลายเซ็นอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้กำลังคุยกับญี่ปุ่นอยู่ว่าจะสรุปยังไงดี

หลัง ๆ เห็นว่ามีการชื้อลิขสิทธิ์ในส่วนของนิยายที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเลย อยากจะเล่าตรงส่วนนี้ไหมครับ

อย่างที่เคยบอกว่าหนังสือที่ญี่ปุ่นมีเยอะมาก ใช้คำว่านับไม่ได้ แล้วค่ายบางค่ายค่ายเล็ก ๆ ที่คนไทยแทบจะไม่รู้จัก แต่เขาก็มีนิยายดี ๆ อยู่ เช่น Re : Monster หรือ Kuma Kuma Bear เพราะฉะนั้นถามว่า สินค้าที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักในประเทศไทยนี่เป็นของไม่ดีใช่ไหม ก็ไม่ใช่ หรืออย่างบางตัวเป็นของค่ายเล็ก ๆ แต่ขายดีก็มีเช่น “ฉันเป็นศิษย์จอมปราชญ์จริงๆ นะ” (Kenja no Deshi wo Nanoru Kenja) ก็ขายเป็นรองแค่สไลม์ที่ญี่ปุ่น (ค่ายเดียวกัน) เพราะฉะนั้นการทำตลาดมันสำคัญไหมก็สำคัญ แต่ว่าของที่ญี่ปุ่นถ้าเรามองว่ามันเหมาะกับเราเราก็หาชื้อมาได้

ทาง บก. เราก็เทสเรื่องไปเรื่อย ๆ บางเรื่องถ้าสนุก  แต่ถ้าหน้าปกห่วยมันก็ไม่ไหวเพราะว่าคนไทยเองก็ใช่ว่าจะเป็นชาติที่หาข้อมูลเยอะ  เพราะฉะนั้นถ้าปกไม่ดึงดูดเราก็ต้องทิ้งไป ของอะมีอีกเยอะ แต่เขาจะขายไหมไม่รู้ บางเรื่อง3ปีก่อนไม่ขาย มาวันนี้โอเคก็มีซึ่งเราต้องทบทวนให้หนักว่าจะซื้อดีมั้ย

ส่วนของนิยายทาง First Page Pro. ก็ยังคงคัดเรื่องที่ค่อนข้างไม่เป็นที่รู้จักมานำเสนอเรื่อย ๆ  เพราะเราก็ไม่คิดว่าเรื่องที่ไม่เป็นที่รู้จักจะไม่สนุก หรืออย่างเรื่อง “เซียน Neet พิชิตต่างโลก” (Isekai Nara Neet Ga Hataraku To Omotta?) คนบอกเหมือน No Game No Life แต่ยอดขายดี ดีจนญี่ปุ่นตกใจว่าขายได้ยังไงขนาดนี้ หรืออย่างเรื่อง “ยอดชายนายทานากะ” (Tanaka: Nenrei Equal Kanojo Inaireki no Mahoutsukai) ก็ถือว่ายอดใช้ได้ ไม่ถึงขั้นดี เพราะราคามันแพงมาก แต่เชื่อว่าเล่มสองน่าจะขายดีเพราะคนจับตามองกันอยู่

ส่วนใหญ่แล้ว บางเรื่องที่ไม่มีลิขสิทธิ์ในบ้านเราเลยคือเพราะทางญี่ปุ่นไม่ขาย ?

ส่วนใหญ่แล้วตัวอาจารย์คนเขียนจะไม่ขาย มันอาจจะโป๊ไปหรือเป็นการ์ตูนวาย เขาเลยไม่ขาย เร็ฺว ๆ นี้น่าจะมีการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ดังมาก ไพเรทก็ทำมาขาย ซึ่งเรามีลิขสิทธิ์ตรงนั้น เพราะตัวอาจารย์คนเขียนเขาอยากให้เราไปสู้กับเถื่อน อยากให้หนังสือเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น

พี่มนตรีคิดว่าปัจจัยไหนที่อาจจะทำให้วงการไลท์โนเวล หรือการ์ตูนญี่ปุ่น ถดถอยลงได้ ทั้งในแง่ของยอดขาย หรือความนิยมในไลท์โนเวล และการ์ตูนญี่ปุ่น

ของไทยมันมีหลายปัจจัย ที่เคยคุยกับหลาย ๆ คนคือ การสูญเสียเงินในกระเป๋าไปให้กับอย่างอื่น เช่นเกมออนไลน์ ไอดอล แล้วเด็กใหม่ ๆ ก็โตมากับสิ่งที่ไม่ใช่หนังสือ มันอยู่ในยุคที่มือถือเริ่มผุดแล้ว อย่างในมือถือพี่ก็มีตั้ง 3 เกม แล้ว 3 เกมนี้พี่เติมเงินไหม ก็เติมอะ ปีหนึ่งนี่ก็เสียไปเยอะ แล้วถามว่าพี่ชื้อหนังสือไหม ก็ชื้อ แต่ก็ชื้อน้อยลง อาจจะไม่เปิดไลน์ใหม่ ๆ แต่ของตัวพี่ไม่ใช่ไม่ชื้อนะ บางทีพี่ก็เบื่อ อยู่กับหนังสือเยอะแล้ว (หัวเราะ) ส่วนของคนอื่นก็เช่น น้องพี่คนหนึ่งติดไอดอลมาก ชีวิตหนึ่งมีครั้งเดียว ขอเปย์ไอดอลก่อน (หัวเราะ)

ในส่วนของร้านค้าเองจะอยู่ได้หรือเปล่า ตอนนี้คือถึงจุดอิ่มตัวแล้ว คือจะไม่ปิดเยอะแบบนี้ คนที่อยู่ได้คือคนที่เข้มแข็ง ตอนนี้ร้านค้าใหญ่เริ่มอยู่ได้แล้ว แต่ร้านค้าเล็กอยู่ไหวหรือเปล่า อีกส่วนคือไตเติ้ลมันเยอะขึ้น ตัวเลือกมันก็เยอะขึ้น

เห็นว่าช่วง 4-5 ปี มานี้ หนังสือการ์ตูน และนิยาย มีการถีบราคาขึ้นมามาก แบบนี้มีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง

ในความเป็นจริงที่ผ่านมาต้นทุนมันเตี้ยเกินไป เมื่อสมัยก่อนสำนักพิมพ์ที่พี่เคยทำ ยังได้กำไรต่อเล่มน้อยกว่าตอนนี้ แล้วพอค่าแรงเพิ่มขึ้นทุกอย่างเพิ่มขึ้น ซึ่งมันคือน้อยนะ แล้วพอค่าแรงเพิ่มขึ้นทุกอย่างเพิ่มขึ้น กำไรก็ต้องยิ่งน้อยลง ราคาที่เคยขายกันมันผิดปกติ ต้นทุนมีแต่มากขึ้น ๆ อย่างพี่ขายเล่มละ 150 พี่พูดตรง ๆ ว่าพี่ได้กำไรแค่ 20 บาทนี่ก็บุญแล้ว เหตุผลคือค่าจัดจำหนาย ค่านู่นค่านี่มันก็สูงขึ้น ราคากระดาษมันก็แพงขึ้นสามสี่เท่า

เมื่อก่อนค่าจัดจำหน่ายของร้านการ์ตูนถูกกว่าร้านใหญ่ แต่พอร้านการ์ตูนปิดตัวลง ก็ต้องไปร้านใหญ่ ต้นทุนมันก็เพิ่มขึ้น เราก็เลยต้องขึ้นราคาเพื่อให้เราอยู่ได้ ถ้าเราไม่ทำให้ราคาสูงเราก็แทบไม่มีกำไร

วลีที่ว่า ขึ้นราคาตามกันเพื่อเอากำไรเพิ่มขึ้น?

มันก็ต้องเอากำไรเพิ่มขึ้น เพราะร้านใหญ่เขามีค่าจัดจำหน่ายที่แพง แล้วที่ผ่านมาเรากดราคามันเกินไป แล้วแต่ละที่ต้นทุนไม่เหมือนกัน ทั้งบุคลากรเอย เครื่องพิมพ์เอย

เมื่อสมัยก่อน ต้นทุนสูง เมื่อเทียบกับราคา แต่ใช้การขายให้ได้มากเพื่อกดต้นทุน แล้วพอตอนนี้ยอดขายมันลดลง เราจะขายถูกเพื่อให้ขายได้เยอะมันก็ไม่ได้ เราก็เลยต้องทำให้มันพรี่เมี่ยมนิดหนึ่ง เพื่อให้ลูกค้าที่มีกำลังชื้อจ่าย แล้วเราควบคุมการ “cut loss” เราไม่มีของเสีย เราคุมค่าจัดจำหน่าย ถ้าเราทำแบบเดิม ราคาเท่าเดิม แค่ค่าจัดจำหน่ายมันก็กินไปครึ่งหนึ่งแล้ว แล้วพี่จะเหลืออะไร เมื่อสมัยก่อนขาย 100 บาท ได้กำไรแค่ 15 บาท ถ้าขายไม่ถึงครึ่งหนึ่งก็เท่ากับเจ๊ง เราทำออกไป 1,000 เล่ม ต้องขายให้ได้ 600 เล่ม ถึงจะคุ้มทุน ถ้าต่ำกว่า 600 เล่ม คือเจ๊งทันที ถ้ามากกว่า 600 เล่ม ถึงจะเริ่มมีกำไร อย่างของบริษัทพี่ต้องขายให้ได้ 2,000 เล่ม ขึ้นไป ถึงจะเริ่มมีกำไร ซึ่งตอนนี้โดยมากมีกำไรไหม มันจะเฉลี่ยไป ไตเติ้ลใหม่ ๆ ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้วยอมรับว่ามันไม่ค่อยเมคเซนส์เท่าไหร่  คนไม่รู้จัก ตลาดอยู่ในช่วงฟุบคนไม่ค่อยชื้อ

แต่ด้วยกำไรจากเรื่องดัง ๆ มันก็ยังพออุ้มบริษัทไว้ได้ แต่ถ้าถามว่าอนาคตจะยังทำแบบนี้อยู่ไหม ก็ต้องทำเพราะว่าถ้ามัวแต่ไปพึ่งเรื่องใหญ่ ถ้าเรื่องใหญ่จบมันก็จบ แล้วอย่างพี่เป็นบริษัทขนาดกลาง ไปสู้บริษัทใหญ่ไม่ได้ เราก็ต้องขวนขวายตัวที่กลาง ๆ พอที่จะขายได้มา จับบริษัทเล็ก ๆ เอาไตเติ้ลใหญ่ ๆ เข้ามาปั้นให้เกิด ซึ่งในความเป็นจริงมันยาก แต่ถ้าไม่ทำก็ตาย

สำหรับการขยายขนาดเล่ม มีเหตุผลอะไรบ้างไหมครับ

มันเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มราคาใช่ไหม ส่วนหนึ่งก็ใช่ แต่อีกส่วนหนึ่งคือพี่แก่แล้ว (หัวเราะ) พี่อ่านเล่มเล็ก ๆ ไม่ได้หรอก อย่าง “อาชีพกระจอกแล้วทำไมยังไงข้าก็เทพ”  ถ้าทำเล่มเท่าไลท์โนเวลปกติ ต้องหนาประมาณ 600 หน้า ตัวหนังสือติด ๆ กันอีก

แล้วไลท์โนเวลบางเรื่องบ้าเลือดมาก ญี่ปุ่น 300 กว่าหน้า แปลเป็นไทยก็ 400 – 500 กว่าหน้า แล้วพอเราขยายเล่มขึ้นมันจะอ่านง่ายขึ้น เล่มมันจะบางลง การทำงานก็สะดวกขึ้น ทำให้หลาย ๆ อย่างค่อนข้างลงตัว

ปัญหาตอนนี้จุดหนึ่งมันก็ทำให้ขายยากขึ้น แต่ด้วยเหตุผลหนึ่งคือลูกค้าก็ชื้อน้อยอยู่แล้ว มันก็จำเป็นต้องทำ สองก็คือมันอ่านยากสำหรับไลท์โนเวล ที่เจอปัญหาหลัก ๆ เลยจากร้านค้าคือมันเก็บยาก มันตกง่าย มันพังง่าย เลยทำให้เล่มใหญ่ขึ้นมาหน่อย เพราะว่าพ็อกเก็ตบุ๊ค ในเมืองไทยส่วนใหญ่ก็เล่มประมาณนี้อยู่แล้ว แล้วมันก็ต้องแตกต่าง ไม่งั้นเราก็จะโดนกลืน

แต่บางเรื่องอย่าง “ผู้กล้าโล่ผงาด” มันก็ใหญ่อยู่แล้วทำให้หนังสือมันก็ไม่ได้บางลงสักนิด (หัวเราะ)

งานหนังสือครั้งหน้า จะย้ายไปจัดที่เมืองทองทาง First Page Pro. จะไปไหม คิดอย่างไรกับการย้ายงานหนังสือครับ

เราจะเปลี่ยนงานหนังสือเป็นโชว์รูมครับ เราจะโชว์ของ เราไม่เน้นขาย เราจะเน้นการขายหนังสือออนไลน์ ที่เมืองทองเราอาจจะทำเป็นโชว์รูม อาจจะไม่ออกเล่มเท่าเดิม แต่ระหว่างงานอาจจะมีหนังสือมากขึ้น หรืออาจจมีการ pre-order หนังสือแปลก ๆ อย่าง “จอมมารแสง” (Maou no Hajimekata) ตัวนี้กำลังอยู่ในการผลิต เราก็เลยดูกันอยู่ว่าอาจจะทำเป็น pre-order มีงานไหนเราก็อยากจะไปนะ แต่เรามีบุคลากรน้อย บางทีงานจัดที่ต่างจัดหวัดเราก็ไปไม่ได้ เราเลยต้องฝากคนอื่นไป

จริง ๆ ปกติแล้วงานหนังสือเขาจัดเพื่อให้สำนักพิมพ์ได้พบปะกับผู้อ่าน แต่ด้วยการขายมันประสบความสำเร็จมาก ๆ คนก็เลยเน้นยอดขายจากตรงนี้เป็นหลัก สำหรับทางพี่คิดยอดขายจากงานหนังสือจัดว่าเป็นกำไรดีกว่า ส่วนต้นทุนเราต้องไปเอาจากข้างนอก เพราะไม่อย่างนั้นเราอยู่ไม่ได้ ถ้างานหนังสือหายไปอะไรแบบนั้น เราเลยต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เราต้องขายข้างนอกให้มากขึ้น เราต้องเลิกพึ่งพิงงานหนังสือ แต่เราก็ต้องออกเพื่อแสดงศักยภาพ เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในงาน

สำหรับ First Page Pro. เราเชื่อว่าการขายข้างนอกคือการขายจริง ๆ แต่การขายในงานคือการเพิ่มฐานลูกค้ามากกว่า

อยากจะฝากอะไรถึงผู้อ่านบ้างครับ

ตอนนี้ก็อยากให้อ่านหนังสือกันเยอะ ๆ ไม่รู้จะพูดยังไง (หัวเราะ) ไม่ใช่แต่เรา ของคนอื่นก็พยายามเอาผลงานดี ๆ มานำเสนอ หลายค่ายก็พยายามเอาใจนักอ่าน ตอนนี้หนังสือมันไม่แมสเหมือนเดิม ซึ่งกลุ่มมันก็มีความหลากหลาย เราก็พยายามที่จะสร้างช่องทางขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการ ทั้ง First Page และ First Love ส่วนในอนาคตจะมีหนังสือแบบ โรงเรียนคุกหรืออดัมอีกไหม ก็อยากให้จับตามองกัน แต่การขายอาจจะเปลี่ยนรูปแบบไป เช่น pre-order เยอะหน่อย อาจจะมีของแถมเยอะ ๆ หน่อย อาจจะนำเข้า หรือ ผลิตขึ้นเองก็เป็นไปได้ ก็อยากจะฝากให้ติดตามกันต่อไป ถ้าวงการมันตายไปจริง ๆ ผมเกรงว่าสิ่งที่คุณจะได้อ่านกันมันจะไม่มีคุณภาพมากเพียงพอ อย่างแปลเถื่อนหรือสปอยล์ มันก็เป็นความพอใจของคนแปล คุณภาพมันก็แย่ แต่ของเรามันไม่ใช่ เรามีพันธะสัญญากับลูกค้าว่าจะออกไปจนจบ หลายเรื่องที่ไม่ได้ออกก็มีปัญหาของมันแต่เราเอามาพูดไม่ได้

เก็บตกขำๆ กับพี่มนตรี First Page Pro.

  • Drama CD ของ “อาชีพกระจอกแล้วทำไมยังไงข้าก็เทพ” ไม่รู้ว่าคนจะเอาเยอะขนาดนั้น หมดตั้งแต่ 24 ชม. แรก ทางสำนักพิมพ์ยังเหลืออีกแค่ 100 ชุด ที่เอาไว้สำหรับงานหนังสือ ปล่อยเข้างานหนังสือแล้วก็คือจบ
  • ถ้าทำอันไหนแล้วมันผลตอบรับดีญี่ปุ่นเขาก็สนับสนุนเรา เช่น ปกพิเศษ
  • ความเร็วในการออกหนังสือ บางเรื่องญี่ปุ่นขอมาว่าอย่าออกเร็วมาก

จบกันไปแล้วสำหรับการพูดคุยกับพี่มนตรี First Page Pro. นะครับ สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่สนใจสามารถติดตามสำนักพิมพ์ได้ที่ Facebook Fanpage First Page Pro. และ First Love 

และในเร็ว ๆ นี้ทางสำนักพิมพ์ First Page Pro. จะไปออกบูธในงาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูธ First Page Pro N26 โซน C1 ในวันที่ 28 มี.ค. – 7 เม.ย. 62