นายกญี่ปุ่นเผย เหตุผลของการใช้ชื่อ “เรวะ” เพื่อบุกเบิกยุคสมัยใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง

1,146 views

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศชื่อรัชสมัยใหม่ของ มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ โดยได้มีการกำหนดให้เป็นชื่อว่า รัชสมัย “เรวะ”

จากที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะได้สละราชสมบัติเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมานับเป็นครั้งแรกในรอบ 200 ปีที่เกิดมีเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น จึงทำให้เป็นการสิ้นสุดของรัชสมัยเฮเซ และย่างเข้าสู่รัชสมัยใหม่ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2019 ที่จะถึงนี้

ชื่อของรัชสมัยใหม่นั้นนำคำมาจาก “มังโยชู” ซึ่งเป็นกวีนิพนธ์เก่าแก่ในศตวรรษที่ 7 โดยนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ กล่าวหลังจากการประกาศชื่อรัชสมัยใหม่โดยนายโยชิฮิเดะ ซูงะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งนายกอาเบะได้กล่าวถึงความหมายของชื่อรัชสมัยไว้ว่า

“วัฒนธรรมถือกำเนิด และเติบโตจากการรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียวกันของประชาชนในวิถีอันดีงาม”

โดยในการเลือกชื่อนี้มานั้น ตัวเขาต้องการให้สอดคล้องกับการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ส่วน “มังโยชู” เป็นกวีนิพนธ์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นและสื่อถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรือง และมรดกอันยาวนานของญี่ปุ่น โดยการตั้งชื่อรัชสมัยครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ไม่ได้ตั้งชื่อด้วยการเลือกจากตัวอักษรจีนโบราณที่สืบทอดกันมา 1,300 ปี ซึ่งการคัดชื่อครั้งนี้ถูกเก็บเป็นความลับ จนกระทั่งมีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

“เราหวังว่าชื่อของรัชสมัยใหม้จะเป็นที่ยอมรับโดยแพร่หลาย และฝังรากลึกลงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของประชาชน” นายซูงะได้กล่าวในช่วงที่ประกาศชื่อรัชสมัยเป็นครั้งแรก ซึ่งเขียนไว้บนกระดาษพื้นขาวเป็นตัวอักษรคันจิด้วยพู่กันหมึกดำ

ภาพโดย AP Photo/Eugene Hoshiko

การประกาศชื่อรัชสมัยครั้งนี้ ทำให้ทั้งรัฐบาล ธุรกิจ และภาคส่วนอื่นๆ มีเวลาเพียง 1 เดือนในการปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสังคมญี่ปุ่นในหลาย ๆ ภาคส่วน แม้ระบบนี้จะไม่ถูกบังคับใช้ และพระจักรพรรดิเองก็ไม่มีอำนาจทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับหลังสงคราม

นายอาเบะได้ทำการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรจีน และวรรณกรรมญี่ปุ่น เพื่อคัดเลือกสองถึงห้าชื่อให้คณะรัฐมนตรีเลือก ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายในการตั้งชื่อรัชสมัย ฉบับปี 1977 โดยที่ชื่อของรัชสมัยนั้นจะต้องเขียนง่ายอ่านง่าย แต่ต้องไม่เป็นคำที่ใช้โดยแพร่หลาย หรือเคยเป็นชื่อของรัชสมัยมาก่อน

ทางฝั่งสื่อญี่ปุ่นเร่งรีบที่จะทำข่าวเกี่ยวกับชื่อของรัชสมัยใหม่ ในข่าวลือมีทั้ง “อังคิว” ที่ใช้ตัวอักษรจีนเดียวกันกับนามสกุลของนายอาเบะ พร้อมกับมีการคาดคะเนกันว่า รัฐบาลของนายอาเบะที่มีความอนุรักษ์นิยมสูง และมักมีข้อขัดแย้งกับจีนบ่อยครั้ง น่าจะเลือกใช้ชื่อจากวรรณกรรมของญี่ปุ่นแทนที่จะเอามาจากตัวอักษรจีนตามธรรมเนียม

การคัดเลือกชื่อได้เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม นายซูงะได้รวบรวมชื่อรัชสมัยใหม่จำนวนหนึ่งมาจากนักวิชาการนิรนาม คนละ 2 ถึง 5 ชื่อ หลายชื่อได้ถูกพิจารณาในการประชุมที่มีผู้เชี่ยวชาญ 9 คน รวมไปถึง นายยามานากะ ชินยะ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลด้านเซลล์ต้นกำเนิด และ ฮายาชิ มาริโกะ นักเขียนรางวัลโนเบล เพื่อเสนอมุมมอง และคัดตัวเลือกให้น้อยลงก่อนจะถึงการอนุมัติสุดท้ายโดยคณะรัฐมนตรี

ในขณะที่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต่างสะดวกใช้ปฎิทินแบบตะวันตกกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่การนับปีตามรัชสมัยนั้นยังคงใช้ในเอกสารราชการ และเอกสารทางการอยู่ และยังเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุใช้บ่งบอกยุคสมัยของตัวเอง ซึ่งการพูดคุยหารือ หรือการคาดเดาชื่อของรัชสมัยใหม่ล่วงหน้า ไม่ถือว่าเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะพระจักรพรรดิอากิฮิโตะกำลังจะสละราชสมบัติ และการเปลี่ยนชื่อรัชสมัยเองก็เป็นเวลาที่จะสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของแต่ละรุ่นได้ ซึ่งรัชสมัยเฮเซของพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งมีความหมายว่า “สงบสุขทุกทิศทาง” นั้น มาจากการเป็นยุคแรกที่ไร้สงครามของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ แต่ก็ถูกจดจำในเรื่องของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และภัยพิบัติทางธรรมชาติ

เฮเซเป็นรัชสมัยแรกที่ถูกคัดเลือกชื่อโดยรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับหลังสงครามที่ลดอำนาจพระจักรพรรดิ และไม่สามารถออกความเห็นโต้แย้งกับชื่อได้ ถึงอย่างนั้น รัฐบาลก็ยังคงดำเนินขั้นตอนไปอย่างเป็นความลับ และละเอียดอ่อน เป็นการเน้นย้ำว่า “พระจักรพรรดิมีอำนาจที่มองไม่เห็น และละเอียดอ่อน” กล่าวโดยนายซูซูกิ ฮิโรฮิโตะ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยโตเกียว

การเปลี่ยนชื่อรัชสมัยเป็นการสร้างธุรกิจทั้งสองทาง อะไรก็ตามที่มีที่มีคำว่า “สุดท้ายของเฮเซ” จะดึงดูดความสนใจของแฟน ๆ ของพระจักรพรรดิ ขณะที่ชาวญี่ปุ่นบางส่วนเช่นคู่แต่งงานรอที่เลื่อนการจดทะเบียน หรือประชาชนที่รอขึ้นทะเบียนเอกสารราชการต่าง ๆ ในรัชสมัยใหม่ นักวิเคราะห์กล่าวว่าการเปลี่ยนรัชสมัยที่ทำให้วันหยุดยาว “โกลเด้นวีค” ขยายเป็น 10 วันนี้ จะช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายด้านสันทนาการอื่น ๆ ได้

Source: JapanToday