อาชญากรรมครั้งนี้ไม่มีเป้าหมายเป็นตัวเงิน แต่เพราะความชอบล้วน ๆ

เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา กรมตำรวจจังหวัดคุมาโมโตะได้ประกาศว่ามีการจับกุมชายวัย 40 ปี ในข้อหาลักทรัพย์ จากการที่เขาขโมยไม้ตีเทนนิส 3 อัน เป็นราคาราว 23,000 เยน (6,540 บาท) แม้ตัวไม้แร็กเกตจะสามารถนำเอาไปจำหน่ายเป็นสินค้ามือสองที่ค่อนข้างได้ราคาดี แต่ท่าทางว่าเหตุจูงใจของชายผู้ต้องหาคนนี้จะมีมากกว่านั้น และไม่เกี่ยวกับเรื่องมูลค่าเป็นตัวเงินเลยแม้แต่น้อย

การสืบสวนพาเราไปยังสถานที่และวันเวลาเกิดเหตุ คือห้องล็อกเกอร์นักเทนนิสชายในโรงเรียนมัธยมเมืองจิคุโก จังหวัดฟุคุโอกะ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2017 ร่องรอยหลักฐานบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่ตัวผู้ต้องสงสัยนั้นอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน จนนำไปยังการจับกุม พร้อมคำให้การของผู้ต้องหาว่า “ผมชอบดมกลิ่นเหงื่อที่แทรกอยู่ตามด้ามจับของไม้แร็กเกต”

แปลกที่เจ้าตัวไม่ได้สารภาพ หรือให้การยอมรับว่าตนนั้นเป็นผู้ก่อเหตุจริง ซึ่งจะทำให้คำพูดของเขานั้นยิ่งดูประหลาดขึ้นไปอีกหากไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุจริง ทว่าชาวเน็ตผู้ได้ทราบเรื่องนี้ ก็แสดงความเห็นกันไปต่าง ๆ นา ๆ เช่น

“ผมมองว่าเคสนี้มันชิว ๆ นะ จนกระทั่งรู้ว่ามันเกิดขึ้นในชมรมเทนนิสชายเท่านั้นแหละ”
“คนเรานี่มันชอบอะไรแปลก ๆ กันจริง”
“สงสัยเป็นแฟน Prine of Tennis ที่อยากได้รับประสบการณ์แบบ 4D”
“แล้วเขาเอาแร็กเกตไปทอะไร? ไม่สิ ต้องบอกว่าเอาไปไว้ที่ไหน?”
“ปล่อยเขาไปเถอะ หากมันเป็นความชอบของเขา แค่นี้ก็คงเจ็บและอับอายเกินพอละ”
“ถ้าชอบแนวนี้ แนะนำนวมชกมวย กับถุงมือเคนโด้นะ ฟีลคล้าย ๆ กัน”

ไม่มีอะไรบอกเราได้อย่างชัดเจนว่าทำไมถึงต้องเป็นไม้ตีเทนนิส บางทีอาจเป็นเพราะวัสดุบนตัวไม้ ที่เป็นหนัง หรือยาง ที่ดูดซับกลิ่นเอาไว้มากกว่าปกติ เหมาะกับความชอบของเจ้าตัว ก็เป็นได้

น่าแปลกที่มีเรื่องราวคล้าย ๆ กันแบบนี้เกิดขึ้นที่โตเกียว เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ผู้ต้องหาเป็นชายวัย 50 ปี ถูกจับกุมในฐานลักทรัพย์เป็นรองเท้าบูทยางมากกว่า 12 คู่ ของพนักงานชายในฟาร์มสัตว์ปีก นั่นก็ให้เหตุผลว่าเพราะชอบดมกลิ่นเหมือนกัน หรือนี่จะเป็นยุคที่ควรเอากลิ่นของผู้ชายมาทำเป็นน้ำหอมขายกันแบบเปิดเผยได้แล้ว?

อย่างไรก็ดี การลักขโมยก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี หรือสิ่งที่ควรทำ และการมีความชอบก็ไม่ใช่เรื่องผิดหากเก็บมันไว้ในพื้นที่ส่วนตัว หากต้องการทำให้ถูกต้องจริง ๆ ควรใช้เงินเข้ามาแก้ปัญหา ไปขอซื้อต่อเสีย มีหลายคนที่คงสบายใจ และยินดีมากกว่าหากได้ขายข้าวของเครื่องใช้เก่า ๆ ของตัวเองในฐานะของมือสอง และคงไม่สนใจว่ามันจะถูกเอาไปทำอะไร หลังจากที่ลับตาไปแล้ว

Source: Yomiurui Shimbun via SoraNews24