แค่ตารางเดียว ก็พลิกหน้าการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในญี่ปุ่น

ขึ้นชื่อมานานว่าระดับความชำนาญด้านภาษาอังกฤษของคนญี่ปุ่นในภาพรวมกว้าง ๆ นั้นค่อนข้างต่ำ แม้จะเป็นภาษาที่จำเป็นต้องเรียนเมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นก็ตาม มีอยู่สองสามเหตุผลที่ดูจะเป็นไปได้สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ แต่ผู้ใช้ทวิตเตอร์นาม @Heehoo_kun ก็ได้พบเหตุผลหนึ่ง ที่เจ้าตัวมองว่านี่แหละคือเหตุผลที่ใหญ่ที่สุด

ในทวีตข้างต้น เจ้าตัวได้กล่าวว่า “เราเสียเวลากับการเรียนภาษาอังกฤษในชั้นเรียนมากเกินไป” และ “เพราะพวกเขาไม่ได้สอนเรื่องนี้ให้เรารู้เลย”

แล้วอะไรคือสิ่งที่ @Heehoo_kun บอกว่าเขาไม่เคยได้รับจากห้องเรียน? มันคือ “phonics” หรือ “การอ่านออกเสียงและการสะกดคำศัพท์” โดยเฉพาะเมื่อเขาโพสต์ภาพหนังสือหน้าหนึ่งที่บอกหลักพื้นฐานในการสะกด พร้อมตารางเทียบเสียงด้วยตัวอักษรคาตากานะและตัวหนังสือภาษาอังกฤษ

ในขณะที่ “โฟนิกส์” อาจดูเหมือนคอนเซปต์ที่ชัดเจนสำหรับคนที่เป็นเจ้าของภาษา แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นที่เรียนภาษาอังกฤษนั้นกลับตรงกันข้าม ด้วยเหตุผลไม่กี่อย่าง หนึ่งคือเกือบทุกตัวพยัญชนะในภาษาญี่ปุ่นนั้นล้วนถูกผูกไว้ด้วยสระมาแต่แรก (มีไม่กี่ตัวที่เป็นข้อยกเว้น เช่น ん (n – น) ในขณะที่ตัวอื่นจะมีสระมาด้วยอยู่แล้วอย่าง し (shi – ชิ) , も (mo – โมะ) เป็นต้น) ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีคอนเซปต์ใดในภาษาญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ที่ตัวพยัญชนะภาษาอังกฤษอย่าง b หรือ t และอีกมากมาย จะสามารถแทนตัวเองลงไปได้อย่างลงตัว

อย่างในไทยเราอาจจะแทนตัวอักษร t ว่าเป็น ต.เต่า หรือ ท.ทหาร ได้เลย แต่กับภาษาญี่ปุ่นไม่ใช่แบบนั้น

อีกปัญหาหนึ่งในภาษาญี่ปุ่น ที่ถึงแม้จะใช้การเทียบตัวอักษรฮิรางานะ คาตากานะ กันทีละตัวก็ไม่ช่วยอะไรในการสะกดคำเป็นภาษาอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น หากเราเขียนคำว่า “ramen” ในภาษาญี่ปุ่น จะออกมาในรูปแบบว่า ラーメン มาดูที่ตัวอักษรแรกคือ ラ นั้นอ่านออกเสียงว่า “ra” เมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษแล้ว ตัวพยัญชนะแรกคือตัว “r” ออกเสียง “r-” (ร-) ซึ่งจะไม่สามารถใช้ออกเสียงตัวอักษรญี่ปุ่นตัวนี้ได้ เพราะขาดเสียง “ar” (อา) ไป

ดังนั้นการสะกดตัวอักษรในภาษาญี่ปุ่นจึงต้องเกิดจากการเอาพยัญชนะและสระมารวมกันในภาษาอังกฤษ แต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จับรวมชุดตัวอักษรเอาไว้ล่วงหน้า และจดจำว่ามันจะต้องออกเสียงอย่างไร แม้จะเป็นในกรณีของตัวอักษรคันจิที่ไม่มีการสะกดคำ ก็จะมีการสร้างคำขึ้นแบบสำเร็จรูป อย่างเช่นคำว่า “Tokyo” 東京 (โตเกียว) ที่คนญี่ปุ่นเจ้าของภาษา จะจดจำไว้ในสมองว่าวิธีการอ่านออกเสียงนั้นคือ 東 อ่านว่า “To” (โต) และ 京 อ่านว่า “kyo” (เคียว)

ซึ่งในภาษาอังกฤษเป็นเรื่องตรงกันข้าม โดยจะต้องค่อย ๆ อ่านออกเสียงโดยเริ่มต้นจากการสังเกตว่าพยัญชนะ t ออกเสียง “ท/ต” ตามด้วย o ออกเสียงสระ “โอ” รวมเป็น “โท/โต” เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากตำราเรียนไม่ได้อธิบายตรงจุดนี้ให้ละเอียด สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ @Heehoo_kun นั้นคือความรู้สึกที่มองว่าภาษาอังกฤษนั้นมีความยิบย่อยและเข้มงวดในการจดจำองค์ประกอบต่าง ๆ ของคำศัพท์มาก หากต้องการศึกษา

รูปแบบการจำคำว่าโตเกียว ในภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ

คุณ @Heehoo_kun บอกว่าตารางโฟนิกส์ที่เขาพบนั้นมาจากหนังสือของ Matsui Haku
ผู้แต่งชาวญี่ปุ่น ที่ชื่อว่า “การออกเสียงภาษาอังกฤษแบบทีเดียวรู้เรื่อง สำหรับคนญี่ปุ่น” (日本人のための 一発で通じる英語発音) ซึ่งเมื่อนำเอาตารางโฟนิสก์นี้มาโพสต์ ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากชาวเน็ต ดังความเห็นต่อไปนี้

“จริงสุด ๆ ไปเลย! ตอนฉันอยู่ ม.4 เคยนั่งท่อง A B C D แบบ อา – บู – ซู – ดู จนโดนครูบอกว่ามันผิด! วิธีนี้มันแอดวานซ์เกินไปสินะ”
“ฉันก็ทำแบบนี้แหละ แล้วก็โดนครูด่ามา”
“ที่โรงเรียนไม่สอนโฟนิกส์ ก็เพราะการสอบภาษาอังกฤษในญี่ปุ่นมันมีแต่ข้อเขียนไง”
“อยากได้ตารางแบบนี้อยู่พอดีเลย เคยบอกครูอยู่หลายครั้งว่าฉันหาวิธีอ่านคำหลายคำในภาษาอังกฤษไม่ได้ ตารางนี้ช่วยได้เยอะมาก”
“ตอนนี้อยู่ ม.ปลาย แล้ว จำไม่ได้ว่าเคยเรียนเรื่องโฟนิกส์ตอนเรียน ม.ต้น หรือเปล่า”

ทว่า คุณภาพของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในญี่ปุ่นนั้นขึ้นอยู่กับโรงเรียน และสถาบันเฉพาะด้าน เพราะชาวเน็ตบางส่วนที่บอกว่าพวกเขาเคยเห็น และรู้จักกับโฟนิกส์ ก็มีอยู่ไม่น้อย

“ฉันว่าโรงเรียนต้องสอนเรื่องนี้แล้วล่ะ เริ่มตั้งแต่ ม.ต้น เลย”
“ในรายการสอนภาษาอังกฤษของ NHK มีสอนเรื่องโฟนิกส์นะ”
“ฉันไปเรียนพิเศษการสนทนาภาษาอังกฤษหลังเลิกเรียนตอน ป.3 ดีนะที่เคยเรียนโฟนิกส์มาก่อนจากตรงนี้”

กระนั้น คุณ @Heehoo_kun และคนอื่น ๆ ที่เหมือนกับเขา ก็ไม่เคยได้รับรู้ถึงการมีตัวตนของเครื่องมือในการเรียนภาษาอังกฤษชิ้นนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องจดจำเอาไว้เป็นอย่างมาก หากจะไปทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาอังกฤษในญี่ปุ่น หรือจะเอาไว้ฝึกการพูดภาษาอังกฤษกับคนญี่ปุ่นด้วยกันเองก็ยังได้

Source: Twitter/@Heehoo_kun via SoraNews24
Images: Irasutoya, SoraNews24