“ไม่ใช่หนังเพอร์เฟค แต่สำหรับสาวกก็อดซิลล่าแล้ว นี่คือความฝันวัยเด็กที่กลายเป็นจริง”

เป็นเวลากว่าหลายสิบปีที่ Hollywood พยายามจะทำภาพยนตร์อย่าง Godzilla ให้มีจิตวิญญาณของเวอร์ชั่นญี่ปุ่นในปี 1998 ได้ทำพลาดไป  2014 ก็ทำได้ในระดับใกล้เคียง และในที่สุด 2019 Hollywood ก็สามารถเดินได้ถูกทางและสร้างภาพยนตร์ Godzilla ที่ได้เข้าถึงจิตวิญญาณของมันจริง ๆ

 

จุดเด่นที่ทีมงานสัญญาว่าจะแก้ไขหลังจากเป็นปัญหาในตัวภาค 2014 นั่นคือเรื่องการปรากฏตัวของ Godzilla และไคจูไฟท์ ที่ไม่เต็มอิ่ม ในภาคนี้ได้รับการแก้ไขโดยดึงเอาไคจูระดับตำนานของซีรีส์รวม 4 ตัว (Godzilla, Mothra, Rodan, King Ghidora) มาปรากฏตัวเป็นคู่ปรับที่ Godzilla ต้องต่อสู้ ฉะนั้นสาระสำคัญของภาพยนตร์โดยรวมจะเป็นการ ปลุกไคจู และ ไคจูมาสู้กัน มีแค่นั้น(ไคจู 怪獣 ภาษาญี่ปุ่นแปลว่าสัตว์ประหลาดยักษ์ ในภาพยนตร์ชุดนี้เรียกว่า ไททัน) แต่นั่นอย่างที่รู้กันว่ามันคือสิ่งที่แฟน Godzilla ใฝ่ฝันอยากดูกันมานาน และภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำสไตล์แบบ Godzilla TOHO มาทำในทุนระดับฮอลลีวู้ด ฉะนั้นความยิ่งใหญ่ ความสะใจจัดเต็ม แม้ว่าฉากอาจจะยังคงมืดบ้างเนื่องจากติดบรรยากาศมาจากภาค 2014 แต่ก็ไม่ได้หนักขนาดเท่าภาคนั้น

โดยไคจูแต่ละตัวจะมีช่วงที่ปรากฏตัวไม่เท่ากัน อาจทำให้แฟน ๆ ไคจูบางตัวแอบหัวเสียที่ตัวที่เราชื่นชอบอาจไม่ได้ปรากฏตัวนานนัก แต่ว่าในฉากการปรากฏตัวของพวกมันยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม สวยงาม แต่ละซีนที่ของพวกมันล้วนน่าจดจำทั้งสิ้น ไม่เพียงแค่นั้นการที่ภาพยนตร์ได้นำธีมของ Godzilla เวอร์ชั่นเก่า ๆ เข้ามาใส่ทำให้ฟิลลิ่งที่ได้เต็มขีดมาก บอกเลยทุกฉากที่มีการใส่ธีมของ Godzilla มันขนลุกอย่างมากจริง ๆ  รวมถึง Easter Egg มากมายที่ถูกใส่เข้าไปให้แฟน ๆ Godzilla ได้ตามหาและสนุกกับมันได้ไม่หยุด

อย่างไรก็ตามต้องบอกว่านี่ไม่ใช่หนังที่ดีหากคุณไม่ใช่แฟน Godzilla ปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่ได้ตั้งแต่ภาค 2014 และ Kong Skull island ซึ่งอยู่ในจักรวาลเดียวกันนั่นคือส่วนของมนุษย์ที่มันยังคงน่าเบื่อและฉุดให้อารมณ์หนังดิ่งลง แต่หากพูดกันตรง ๆ พล็อตตัวละครหลักของเรื่องถือว่าน่าสนใจ ทำได้ดีกว่าภาค 2014 และจังหวะของมันก็ไม่ได้ขัดอารมณ์เรื่องหนักเท่า 2014 ครับ

คือยกตัวอย่างถ้าพูดถึงฉากหายนะในซีนหนึ่ง บทของคนที่ตัดไปนำเสนอ อย่างน้อยที่สุดมันก็จะยังต่อเนื่องและเกี่ยวโยงกับหายนะนั้นโดยที่อารมณ์ยังต่อเนื่องกัน ในขณะที่ 2014 จะเป็นการตัดฉับไปยังสถานที่อื่น บรรยากาศอื่น เวลาอื่น หรืออารมณ์อื่นไปเลย นอกจากนี้นักแสดงเอง ก็ล้วนเป็นนักแสดงฝีมือดีระดับถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์กันหลายคน ก็ถ่ายทอดอารมณ์เรื่องมาได้สมบทบาทโดยเฉพาะการถ่ายทอดทางสายตา ที่สื่อความเครียด เสียใจ ดีใจ ได้อย่างสัมผัสได้จริง ๆ

ถึงจะบอกว่าดีกว่า แต่มันยังไม่ดีพอให้เรารู้สึกว่ามันมีส่วนสำคัญของภาพยนตร์ครับ ในส่วนตัวละครย่อยก็ทำได้แย่ มุกตลกที่ฝืดและฝืนเล่น อีกทั้งปัญหาเรื่องของบทที่ค่อนข้างแย่มาก การตัดสินใจของตัวละครดูแปลกประหลาดไปหมด บางแนวคิดของตัวละครเรียกว่าเหมือนหลุดมาจากหนังการ์ตูนยุค 90 ก็ว่าได้ ซึ่งถึงแอคติ้งจะดี แต่ก็ไม่มีหลักเหตุผลอะไรมารองรับให้เรารู้สึกร่วมไปกับภาพยนตร์ได้เท่าไหร่นัก (นอกเสียจากจะทำใจเผื่อมามาก ๆ ว่ากำลังจะดูอะไรที่เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นยุค 90) แต่ว่าหากใครอยากเห็นบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Monarch องค์กรหลักของจักรวาลภาพยนตร์นี้ คุณจะสมหวังเหมือนกัน เพราะมันไปไกลกว่าที่เคยเห็นมามากพอสมควร

อนึ่ง มีเสียงวิจารณ์กันพอสมควรในแง่ฉากมืด ซึ่งจริง ๆ แล้วคิดว่าเป็นที่ระบบฉายของแต่ละโรงหนัง ทางผม (ผู้เขียน) ดูในระบบ IMAX 3D แล้วมองว่าภาพยนตร์ไม่ได้มืดอย่างที่กล่าวกัน มันเป็นฉากกลางคืนก็จริง แต่มีการจัดองค์ประกอบภาพ เล่นแสงสีได้อย่างมีศิลป์ ชนิดว่าทุกช้อตใหญ่ ๆ สามารถแคปมาเป็นวอลเปเปอร์สวย ๆ ได้เลย และทีมสร้างก็สามารถจำแนกให้เราเห็นได้ว่า ไคจู (ไททัน) แต่ละตัวในเรื่องก็จะสามารถสร้างบรรยากาศรอบตัวให้เกิดสีสันที่แตกต่างกันได้ เช่น ก็อดซิลล่าจะเรืองแสงสีฟ้าในที่มืดจนเกิดการตัดกันระหว่างสีฟ้าและสีน้ำเงินเข้มของบรรยากาศหมอกครึ้ม โรแดน (ราดอน) จะเป็นสีส้มแดงเพลิง และมีไอร้อนคุกรุ่นออกมาในบรรยากาศฉาก ต้องกับแสงอาทิตย์ยามเย็น เป็นต้น

ในแง่ของซีจีตัวไคจู ก็เป็นที่ถกเถียงกันอยู่พอสมควรเหมือนกัน อย่างแรกเลยคือในแง่ของคุณภาพซีจีเนี่ยดูสวยงามอลังการอยู่แล้ว แต่ในแง่ของการเคลื่อนไหว มันจะเป็นคนละรูปแบบกับ Godzilla 2014 และ Pacific Rim ไปเลย คือสองเรื่องนั้นจะถ่ายทอดสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์อย่างทรงพลังให้ดูทิ้งห่างกับมนุษย์มาก การขยับอะไรต่าง ๆ จะดูมีความหน่วง ความช้าให้เรารู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่ แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้จะต่างออกไป ไคจูทุกตัวจะดูคล่องแคล่วปราดเปรียวเหมือนกับเราดูภาพคนต่อสู้กันแต่สเกลใหญ่ขึ้น จนเรียกได้ว่ามันดูเป็นการ์ตูนมากกว่าจะเหมือนกับสองเรื่องก่อน ถ้าให้เทียบก็นึกถึงความรวดเร็วในแบบอีวานเกเลียน หรือหนัง Rampage ครับ ซึ่งผู้เขียนก็มองว่ามันเป็นจุดที่โดดเด่นคนละแบบ นำเสนออารมณ์คนละมุม ไม่มีอันไหนแย่กว่ากัน ก็จะเหลือแต่ว่าผู้ชมแต่ละท่าน ชอบแบบไหนมากกว่านั่นเองครับ

จริง ๆ การที่ภาพยนตร์ได้คะแนนวิจารณ์จากต่างประเทศค่อนข้างย่ำแย่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะองค์ประกอบภาพรวมมันยอดเยี่ยมเพียงแค่ส่วนของไคจูเท่านั้น (ซึ่งนักชมภาพยนตร์หลายท่านเองก็ไม่ได้มองว่าไคจูคือนักแสดงที่สำคัญเท่าด้วย) ในส่วนอื่นของภาพยนตร์มีปัญหาพอสมควรเช่นเรื่องบทดังที่กล่าวมา

หากคุณเป็นแฟนซีรีส์ Godzilla คุณจะทราบว่ามันแทบจะดึงเอาความเป็น Godzilla ของ TOHO มายอดเยี่ยมมาก (ข้อเสียยังดึงมาเลยคิดเอา) ฉะนั้นนี่คือภาพยนตร์ที่ทำมาเพื่อแฟน Godzilla และไม่ได้แคร์คนที่ไม่ใช่กลุ่มนี้ ใครจะบอกว่า “ถ้าหนังไม่มีฉากไคจูสู้กันมันส์ ๆ ก็ไม่มีอะไรสนุกเลย” มันก็เหมือนบอกว่า “ดู John Wick ทำไมมีแต่ฉากต่อยกันยิงกัน” นั่นแหละครับ เพราะหนังเขาเน้นอะไรที่กลุ่มแฟน ๆ อยากดูมากที่สุดต่างหาก ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของผู้ชมอีกบางกลุ่ม ภาพรวมมันจึงมีความสุดโต่งเฉพาะทางอย่างมาก หากคุณชื่นชอบ Godzilla มาตั้งแต่ยุคหุ่นยางนี่คือภาพยนตร์ที่ถ้าคุณพลาดไปคุณอาจเสียใจไปตลอดชีวิตได้ เพราะนี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะมีภาพยนตร์สักเรื่อง ที่ให้ความฝันวัยเด็กของคุณเป็นจริง ที่สำคัญแนะนำ IMAX เลยครับ

แต่ถ้าคุณไม่ใช่ และไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องนั่งดูสัตว์ประหลาดตีกันทั้งเรื่อง อาจต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนไปชมกัน

คะแนนคนทั่วไป 7/10

คะแนนแฟนคลับ Godzilla 10/10