ได้มีการลงนามกว่า 27,000 (ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2019) คนในญี่ปุ่นเพื่อขอให้ยกเลิกการบังคับให้ผู้หญิงต้องสวมรองเท้าสนสูงในการทำงาน

ศิลปิน นักเขียน และ เฟมินิสต์ชาวโตเกียวอย่างคุณ อิชิคาวะ ยูมิ ได้เริ่มต้นการร้องเรียนนี้หลังทวีตของเธอเกี่ยวกับการถูกบังคับให้สวมใส่รองเท้าส้นสูงในการทำงาน ซึ่งมีผู้กดไลค์ถึง 67,000 คน และถูกรีทวีตไปกว่า 30,000 ครั้ง

“ฉันมีความคาดหวังที่จะกำจัดธรรมเนียมที่ต้องให้ผู้หญิงสวมใส่ส้นสูงเพื่อไปทำงานให้หมดไปในสักวันหนึ่ง” นี่คือข้อความที่เธอได้เขียนลงบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค

เป็นหลายปีผ่านมาแล้วที่ บริษัทในญี่ปุ่นมากมายได้มีข้อกำหนดให้ผู้หญิงต้องส่วมใส่ส้นสูงเพื่อทำงานในออฟฟิซ

ในทวีตของเธอนั้นคุณอิชิคาวะ ได้เริ่มต้นการใช้แท็ก #KuToo ที่เป็นการเล่นคำของคำญี่ปุ่นสองคำคือ “คุตสึ” ที่แปลว่ารองเท้า และ “คุตซือ” ที่แปลว่าความเจ็บปวดทรมาน และเป็นการเล่นคำกับแท็ก #MeToo ซึ่งเป็นแท็กที่ใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศในระดับนานาชาติ

แท็ก #KuToo จึงได้กลายเป็นแท็กที่ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นเริ่มใช้กันเพื่อบอกเล่าถึงเรื่องราว และประสบการณ์ของพวกเธอผ่านโซเชียลมีเดีย

เจ้าหน้าที่แผนกดูแลความเท่าเทียมในการจ้างงาน จากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่น ได้กล่าวว่ายังคงไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกำหนดเครื่องแต่งกายของพนักงานจากนายจ้าง โดยในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายข้อใดที่จำกัดสิทธิในการที่บริษัทใดๆ จากกำหนดเครื่องแต่งกาย ให้แก่พนักงาน

และพวกเขายังได้บอกอีกว่าทางฝั่งผู้ชายเองก็ยังมีกฎเกี่ยวเครื่องแต่งกายที่ต้องทำตามเหมือนกัน เช่นการส่วมใสเน็คไท และรองเท้าหนัง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ยังได้กล่าวไว้อีกว่า“ถ้าสามัญสำนึก หรือความคิดเกี่ยวกับมารยาททางสังคมเปลี่ยนไป กฎเหล่านี้เองก็อาจจะเปลี่ยนไปได้เช่นกัน”

โดยการเคลื่อนไหวด้วยการใช้แท็ก #KuToo นั้นมีความคล้ายคลึงกับแคมเปญที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2016 ซึ่งมีผู้คนมากกว่า 100,000 คนร่วมลงชื่อเพื่อยกเลิกข้อกำหนดในการแต่งกายของบริษัทที่บังคับให้ผู้หญิงต้องสวมส้นสูงในที่ทำงาน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแคมเปญอย่าง #MeToo ได้ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศในญี่ปุ่นถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นที่ถุกพูดถึงในสังคมเป็นอย่างมาก โดยญี่ปุ่นนั้นอยู่ในอันดับ 110 จาก 140 ประเทศที่ทาง World Economic Forum ได้ทำการจัดอันดับระดับความเท่าเทียมทางเพศในประเทศต่างๆ

และญี่ปุ่นเองยังถูกจัดอยู่ในอันดับท้ายของกลุ่ม G7 ในด้านของความเท่าเทียมทางเพศ แม้ว่าทางนายกอาเบะ ชินโซจะให้คำมั่นสัญญาว่าจะแก้ปัญาให้ผู้หญิงมีความเท่าเทียมในการทำงานผ่านนโยบาย “สตรีศาสตร์” ก็ตาม

Source: CNN