ถึงตอนนี้ก็คงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากแล้วว่า ความทุ่มเทที่คุณมิยาซากิ ฮายาโอะ หรือที่เรียกติดปากกันว่าปู่มิยาซากิ มีต่อศาสตร์แห่งแอนิเมชั่นนั้นมากมายแบบไร้ข้อกังขา ในฐานะผู้กำกับจากผลงานเลื่องชื่ออย่าง Tonari no Tototro และ Sen to Chihiro no Kamikakushi ที่แม้เขาจะเคยออกมาประกาศเกษียนอยู่หลายครั้ง แต่ก็ดูจะยังไม่เหมือนเกษียนจริงเสียเท่าไหร่ เพราะเขายังคงไปปรากฏตัวให้เห็นอยู่ทุกวันที่ Studio Ghibli ที่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

พอเห็นแบบนี้แล้วคุณอาจจะคิดว่าปู่มิยาซากิน่าจะเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามและความทุ่มเท แต่กลับกัน จากคลิปหนึ่งที่ปู่มิยาซากิได้แสดงให้เห็นว่าความคิดของเขานั้นไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่เราๆ คิดกัน

โดยในคลิปนั้นเป็นภาพของปู่มิยาซากิกำลังทำงานอยู่กับโปรเจกต์หนึ่งอยู่ แล้วหันมาพูดกับผู้บันทึกภาพว่า

“การทุ่มเททำงานหนักควรเป็นเรื่องธรรมดา ในสายงานเราเต็มไปด้วยคนที่ขยัน แต่กลับไม่ดีพอในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง การให้คุณค่ากับการกระทำที่ควรเป็นเรื่องปกติอย่างการทำงานหนักนั้นเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง

การขยันตั้งใจทำงาน เป็นแค่สิ่งที่คุณต้องทำอยู่แล้ว หากไม่ ก็ไม่มีอะไรที่คุ้มค่ากลับคืนมา

พอคิดแบบนั้นแล้ว บางคนก็ถึงกับนอนไม่หลับตอนกลางคืน แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกัน เวลาแบบนี้ ฉันรู้ว่าการให้กำลังใจ การปลอบโยน มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวคุณเอง หากเป็นแบบนั้นคุณยังจะให้อภัยตัวเองได้อีกหรือ? บางคนให้อภัยตัวเองได้ง่าย ๆ บางคนก็ไม่

มันถึงมีความแตกต่างที่แบ่งแยกระหว่างคนสองประเภทนี้ออกจากกัน กล่าวคือคนที่ให้อภัยตัวเองได้ง่าย ๆ ก็จะทำงานไม่ได้ดีนัก”

ซึ่งในฐานะผู้ที่ที่ไต่เต้ามาสู่จุดสูงสุดของวิชาชีพ ทำให้คำพูของปู่มิยาซากิดูมีน้ำหนักมาก มากจนผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่ชื่อว่า @YuyaKaji  ได้ออกมาแสดงความเห็น ภายหลังจากได้เห็นมุมมองนี้ของปู่มิยาซากิ

“ถ้าคุณไม่มีวิสัยทัศน์และสติปัญญา ไม่ว่าคุณจะทุ่มเททำงานหนักแค่ไหน คุณก็จะไม่มีทางสร้างสิ่งที่คนอื่นจะให้คุณค่ากันมันได้ ถ้าคุณไม่รู้ว่าควรจะใส่ความทุ่มเทไปทางไหน งานหนักที่คุณทำมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า”

“ผมเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่งานการไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับการสร้างผลงานหรือสื่อเลย แต่ผมคิดว่าคำพูดของปู่มิยาซากินั้นสามารถนำมาใช้กับงานของผมได้เช่นกัน”

“พูดง่ายๆ ก็คือเขาบอกว่า 1. ทุกคนล้วนใช้ความพยายามเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ดังนั้นมันจะเป็นเรื่องผิดพลาดที่เราจะไปประเมินค่าของใครด้วยว่าเขาพยายามแค่ไหน 2. สิ่งที่คุณควรจะใช้เพื่อประเมินพวกเขาคือผลลัพธ์จากความพยายามนั้นต่างหาก 3. เวลาที่สิ่งใดไม่เป็นไปตามแผน หรือไม่มีใครมาชื่นชมกับผลงานจากความพยายามของคุณ บางคนอาจจะยอมแพ้ ในขณะที่บางคนเลือกที่จะกลับไปพัฒนาตนเองต่อไป นั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องจำไว้เสมอ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหนก็ตาม”

แต่ถึงแบบนั้น ก็มีบางคนที่คิดว่าความเห็นของปู่มิยาซากิยังมีส่วนที่ต้องปรับแก้อยู่นิดหน่อยเหมือนกัน

“มันสำคัญมากที่เราจะต้องไม่สับสนระหว่าง “การไม่ให้อภัยตัวเอง” กับ “คิดว่าตัวเองนั้นไม่ดีพอ” หากลองมองดูรอบ ๆ จะเห็นอีกหลายคนที่คอยแต่จะโทษตัวเองจนเกินไป แล้วก็กลายเป็นเกลียดตัวเอง จนจบลงที่จิตใจแหลกสลาย”

“ฉันเข้าใจสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อออกมา แต่คำพูดที่เขาเลือกใช้มันเป็นคำพูดของคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว ฉันคิดว่าคนที่ทำงานในบริษัทที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี มาได้ยินแบบนี้คงเป็นบ้าแน่ ๆ ผู้คนมากมายไขว่คว้าหาความสำเร็จผ่านทางผลลัพธ์ของความพยายามของพวกเขา หรือย่างน้อยให้ความพยายามของพวกเขาได้รับการยอมรับ ช่วยเข้าใจพวกเขาเหล่านั้นด้วยนะ คุณมิยาซากิ”

“การ ‘ไม่ให้อภัยตัวเอง’ อาจจะไม่ใช่ทางที่ถูกต้องในการรับมือสิ่งต่าง ๆ เสียทีเดียว หากคนเราไม่ยอมให้อภัยตัวเอง นั่นอาจหมายถึงจุดจบที่แลกมาด้วยชีวิตของพวกเขาเลยก็เป็นได้ ฉันมีเพื่อนที่ทำงานเป็นรองผู้กำกับในอุตสาหกรรมอนิเมะ และได้มีส่วนร่วมในโปรเจคท์ใหญ่เรื่องหนึ่ง แต่เขากลับต้องตายก่อนจะ 30 ด้วยซ้ำ การสร้างอนิเมะนั้นเป็นงานที่บั่นทอนอายุขัยจริง ๆ”

“ฉันไม่รู้สึกเลยว่าตาแก่มิยาซากินี่จะคำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่นหรือเปล่า ถึงงานอนิเมของเขาจะเต็มไปด้วยอารมณ์ของมนุษย์ บางทีนี่อาจจะเป็นสัญญาณบอกว่าอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นจะต้องถูกบดขยี้ เพื่อให้เขาสามารถประสบความสำเร็จได้”

และเรื่องนี้ยิ่งดูซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่อ @YuyaKaji ออกมาบอกว่าคลิปนี้ถูกถ่ายไว้ตั้งแต่สมัยที่ Gedo Senki ผลงานของ Studio Ghibli เรื่องแรกที่คุณโกโร่ มิยาซากิ ลูกชายของปู่มิยาซากิเป็นคนกำกับ ได้เปิดตัวในญี่ปุ่น ซึ่งแทบจะทันทีที่ปรากฏต่อสาธารณชน ผลงานเรื่องนี้ก็ได้ถูกจดจำไว้ในฐานะผลงานที่ห่วยที่สุดของ Ghibli และเป็นตราบาปสำหรับปู่มิยาซากิเองมาจนถึงวันนี้ และตัวเขาเองก็ไม่ได้อ่อนข้อในการวิจารณ์ผลงานชิ้นนี้ของลูกชายตัวเองแต่อย่างใด เพราะหลังจากเข้าชมในรอบปฐมทัศน์ เขาได้เดินออกมาด้วยสีหน้าผิดหวังพร้อมบอกว่า “ลูกชายของผมไม่ได้เติบโตขึ้นเลย”

เป็นไปได้ว่าจุดยืนของปู่มิยาซากินั้นจะอ่อนลงมาบ้างเมื่อเทียบกับในตอนที่ Gedo Senki เปิดตัวเมื่อปี 2006 แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะพึงพอใจกับอะไร นอกจากมุมมองทางความเป็นเลิศของตัวเองที่มีต่อภาพยนตร์เรื่อง “Kimi-tachi wa Dou Ikiru ka?” ที่กำลังอยู่ระหว่างการผลิต ล่ะมั้ง?

Source: Twitter/@YuyaKaji via Soranews24