จากการทวีตข้อความต่อเนื่องเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาของคุณซาดาโมโตะ โยชิยูกิ ผู้ออกแบบตัวละครใน Neon Genesis Evangelion และ Summer Wars ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแฟน ๆ อนิเมะทั่วโลกเสียแล้ว

เขาแสดงความเห็นเกี่ยวกับงานแสดงผลงานศิลปะทางประวัติศาสตร์ “After ‘Freedom of Expression’?” ซึ่งจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะในจังหวัดไอจิ ก่อนจะถูกยกเลิกไปหลังได้รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับผลงานรูปปั้นแห่งสันติภาพ (Statue of Peace) ที่จัดทำขึ้นโดย Kim Seo-kyung และ Kim Eun-sung ซึ่งเป็นรูปปั้นที่สื่อถึง “หญิงบำเรอ” หรือหญิงสาวที่ถูกบังคับให้ใชัแรงงานและเป็นทาสกามให้กับกองทหารจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในทวีตของเขา ซาดาโมโตะบอกว่ารูปปั้นนี้มันทั้งสกปรกและหยาบคาย ทั้งยังบอกอีกว่างานศิลปะชิ้นนี้มันเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อที่ไม่มีคุณค่าทางศิลปะเลยแม้แต่น้อย

ทวีตของคุณซาดาโมโตะมีใจความดังนี้

“มันเป็นรูปปั้นหญิงสาวที่แสนสกปรก ภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงฉากที่ภาพถ่ายของจักรพรรดิญี่ปุ่นถูกเผา จากนั้นก็ขยี้มันด้วยฝ่าเท้า ที่ดูแล้วเป็นวิธีการสร้างโฆษณาชวนเชื่อของประเทศนี้อย่างไม่มีผิด”

”มันไม่มีทั้งความน่าสนใจ ความสวยงาม การเปิดโลกทัศน์ ความอบอุ่น หรือการกระตุ้นความคิดอย่างชาญฉลาดในแบบที่เรามักจะเห็นในงานสมัยใหม่แม้แต่น้อย มันทั้งหยาบคายและน่าเบื่อ”

“ผมคาดหวังที่จะได้เห็นอะไรแบบพวกงานศิลปะแบบ Documenta หรือ Setouchi Triennale มากกว่า ช่างน่าเสียดายจริง ๆ”

“ผมอยากให้มันเป็นงานแสดงผลงานศิลปะที่มีงานแนวศิลปะร่วมสมัยเชิงวิชาการเป็นแกนหลักของงานอย่างพวก งานปั้นหม้อ, จักรยาน, จักรยานยนตร์, ภาพยนตร์, หนังสือการ์ตูน, แฟชัน, สถาปัตยกรรม และผลงานอื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ รวมไว้ในสถานที่เดียว และให้ผู้ร่วมงานเดินชมได้เหมือนเล่นแสตมป์แรลลี่ ขอแค่เอาเจ้าผลงาน [โฆษณาชวนเชื่อ] บ้า ๆ นี้ออกไป ตัวงานก็จะยังถือว่ามีคุณค่าขึ้นมาได้”

“ผมชอบพวกศิลปินไอดอลเกาหลีนะ และถ้าอะไรที่มันมีความสวยงามทางศิลปะจริง ๆ ผมก็พร้อมจะพูดชมอย่างตรงไปตรงมา”

“แต่ถ้ารูปปั้นนี้มันดูแย่และออกมาดูสกปรก แน่นอนว่าผมคงจะมีความรู้สึกที่ต่างออกไปเมื่อได้เห็นมันด้วยตนเอง ผมต้องขอโทษคนที่เป็นต้นแบบของรูปปั้นด้วย ถ้ามันมีต้นแบบอยู่จริงนะ…”

“ผมขอปฏิเสธทุกการกระทำที่พยายามเปลี่ยนโฆษณาชวนเชื่อให้กลายเป็นงานศิลปะ และขอพูดจากใจจริงเลยว่างานชิ้นนี้ไม่ได้สื่ออะไรมาถึงผมในระดับของความเป็นงานศิลปะเลย”

แต่ความเห็นที่ตอบกลับคุณซาดาโมโตะนั้น ไม่ใช่แค่เพียงไม่เห็นด้วย แต่ยังแสดงถึงความผิดหวังในตัวออกมา อย่างความเห็นหนึ่งของแฟนชาวเกาหลีที่เขียนมาเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “ในฐานะที่เป็นแฟนซีรีส์อีวามานาน ฉันรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก” และแฟน ๆ ชาวญี่ปุ่นเองก็วิจารณ์ความเห็นนี้ของเขาเช่นกันว่า “รูปปั้นหญิงสาวอันนี้ ถูกปั้นขึ้นมาเพื่อเป็นเหมือนการอธิษฐานให้แก่เหล่าหญิงสาวที่ถูกบังคับขู่เข็ญและถูกทารุณกรรมทางเพศในช่วงสงคราม มันสะท้อนถึงหัวใจที่ต้องการคำขอโทษที่เหมาะสม ในหลาย ๆ ประเทศอย่างเช่นฟิลิปปินส์เองก็มีรูปปั้นที่คล้ายกันอยู่ รูปปั้นนี้ทำให้แม้แต่ผู้หญิงญี่ปุ่นมีโอกาสได้คิดถึงสิทธิและความถูกต้องที่ผู้หญิงควรได้รับ แต่คุณกลับเรียกมันว่า ‘สกปรก’ ?”

แฟน ๆ บางคนถึงกับแสดงความรู้สึกไม่พอใจออกมาเป็นภาษาอังกฤษเลยทีเดียว

เสียงโต้กลับที่มีต่อความเห็นของซาดาโมโตะนั้นส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาจากความกังวลใจ และความไม่พอใจที่งานแสดงผลงานศิลปะนี้ต้องถูกยกเลิกไปด้วยแรงกดดันจากภายนอก ทางผู้ดูแลของงานได้อธิบายถึงการกระทำนี้ว่า “เป็นการเซ็นเซอร์เหตุการณ์ในยุคหลังสงครามของญี่ปุ่นที่แย่ที่สุด”

โดยข้อมูลจากทางหนังสือพิมพ์ไมนิจิบอกว่ามีผู้ร้องเรียนต่องานเข้ามามากกว่า 700 ราย คุณโอมุระ ฮิเดอากิ ผู้ว่าราชการจังหวัดไอจิและประธานคณะกรรมการการจัดงานของงานแสดงศิลปะนี้กล่าวกับหนังสือพิมพ์ Japan Times ว่าทางคณะกรรมการได้รับข้อความขู่จากบุคคลหนึ่งที่บอกว่า “จะเอาถังน้ำมันมาที่พิพิธภัณฑ์” ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงเหตุการณ์วางเพลิงสตูดิโอเกียวอนิว่าจะทำแบบเดียวกันนั่นเอง

เว็บไซต์ภาษาอังกฤษของ Aichi Triennale ได้อธิบายไว้งานจัดแสดงเมื่อปี 2015 ไว้ว่าเป็นงานที่รวบรวม “ผลงานที่ถูกปฏิเสธ หรือถูกถอนออกจากงานจัดแสดงอื่น ๆ ไม่ว่าจะด้วยความพยายามเซ็นเซอร์เรื่องราวในอดีตหรือความกลัวที่ว่ามันจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง ผลงานที่กล่าวถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ถือเป็นข้อห้ามโดยสถาบันทางด้านวัฒนธรรมของรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (เช่นประเด็นของหญิงบำเรอในกองทัพญี่ปุ่น, ความรับผิดชอบจากสงครามของจักรพรรดิ, การปกครองอาณานิคม, มาตรา 9 แห่งรัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่น, หรือการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล) ให้ได้นำกลับมาจัดแสดงอีกครั้งพร้อมกับเหตุผลที่งานเหล่านี้ต้องถูกนำออกจากการจัดแสดงในอดีต”

รูปปั้นแห่งสันติภาพ (Statue of Peace) โดย Kim Seo-kyung และ Kim Eun-sung นั้นถูกนำไปตั้งไว้ครั้งแรกที่หน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซลเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2011 โดยคู่แต่งงานที่เป็นผู้ปั้นผลงานนี้เคยออกแบบผลงานปั้นที่คล้าย ๆ กันมากกว่า 20 ผลงาน ซึ่งทางญี่ปุ่นเองขอปฏิเสธที่จะให้ตั้งรูปปั้นนี้ไว้ที่หน้าสถานทูต โดยอ้างว่ารูปปั้นนี้อาจทำให้เกิดปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งทาง Korean Herald ก็ได้รายงานไว้เมื่อปี 2017 ว่าทาง Ravensbruck Memorial ในเยอรมันก็ได้นำรูปปั้นนี้ที่ได้รับมาออกเช่นกันเพราะได้รับแรงกดดันมาจากทางญี่ปุ่น

เรื่องของ “หญิงบำเรอ” ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในญี่ปุ่น แม้ว่านายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นอย่าง อาเบะ ชินโซ และประธานาธิบดีของเกาหลีในอดีตอย่าง พัก กึน-ฮเย ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2015 เพื่อยุติข้อพิพาทนี้และทางญี่ปุ่นเองก็ได้มอบเงิน 1 พันล้านเยนให้กับทางเกาหลีเพื่อเป็นการขอโทษต่อเหตุการณ์ในอดีต แต่ก็ยังมีนักการเมืองและนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่นที่ไม่พอใจต่อการกระทำของรัฐบาลญี่ปุ่น ทั้งยังอ้างว่าหญิงสาวเหล่านั้นไม่ได้ถูก “ข่มขู่” ให้เป็นทาสกาม และเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาทางญี่ปุ่นก็เพิ่งถอดประเทศเกาหลีใต้ออกจาก “ไวท์ลิสต์” หรือรายชื่อประเทศคู่ค้าการส่งออกที่เชื่อถือได้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการโต้กลับต่อการตัดสินของศาลสูงในเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคม ที่อนุญาตให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบในยุคอาณานิคมของญี่ปุ่นจากการถูกบังคับใช้แรงงาน ให้สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทญี่ปุ่นได้

Sources: Yoshiyuki Sadamoto’s Twitter account via @lifesucksyeah, Artnet News, The Japan Times, The Mainichi Shimbun, After ‘Freedom of Expression’? Official website, Aichi Triennale Official English website via ANN