นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่มือวางเพลิงจะได้รับโทษประหาร หลังพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ไป 35 ราย

จากวันที่เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารสตูดิโอที่ 1 ของเกียวโตแอนิเมชัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถเข้าควบคุมตัวนาย Aoba Shinji ผู้ต้องหาวัย 41 ปี ในคดีวางเพลิงแทบจะทันที ซึ่งมีพยานพบเห็นว่าในระหว่างที่ก่อเหตุ เจ้าตัวพูดว่า “พวกมันขโมยนิยายของฉันไป” และ “จะราดน้ำมันให้ทั่วแล้วเผาด้วยไฟแช็ค”

นายอาโอบะถูกพบในสภาพที่ได้รับบาดแผลจากเพลิงไหม้ในที่เกิดเหตุ และได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลก่อนจะนำมาดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ ซึ่งในขณะนี้ที่เจ้าตัวกำลังเข้ารับการรักษาแผลไฟไหม้ ก็อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ตลอดเวลา เหตุหนึ่งเป็นเพราะมีการค้นพบเทปบันทึกภาพเหตุการณ์จากกล้องวงจรปิดที่ปรากฏภาพเจ้าตัวกำลังเข็นรถเข็นที่มีถังน้ำมันบรรจุอยู่ภายในก่อนถึงช่วงเวลาเกิดเหตุ เป็นการปิดทางออกที่เจ้าตัวจะใช้อ้างว่าตนนั้นไม่ได้เป็นผู้วางเพลิง กระนั้น ความรับผิดในทางอาญาของเจ้าตัวอาจจะถูกจำกัดเอาไว้ก็เป็นได้

ในการแถลงข่าวที่จัดขึ้นในวันถัดมาหลังเกิดเหตุ คุณ Nishiyama Ryoji หัวหน้ากรมสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเกียวโต กล่าวว่าพวกเขามีข้อมูลที่บ่งชี้ได้ว่าผู้ต้องหา (นายอาโอบะ) มีอาการทางจิต แม้ลักษณะที่แสดงออกว่ามีอาการป่วยจะยังไม่แสดงออกมาชัดเจน แต่สำนักข่าว Daily Shincho ได้มีรายงานโดยอ้างอิงนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายหลายท่าน ว่าด้วยอาการทางจิตของผู้ต้องหานี้ อาจมีผลต่อทิศทางในกระบวนการทางกฎหมายที่เจ้าตัวจะต้องเผชิญ

คุณ Wakasa Masaru อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานอัยการของกรมสืบสวนสอบสวนพิเศษโตเกียวกล่าวว่า หากผู้ต้องหาถูกพบว่ากระทำการไปภายใต้ภาวะวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนในขณะก่อเหตุ อาจมีโอกาสที่เจ้าตัวจะไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ ตามวรรคสองของมาตราที่ 39 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ประเทศญี่ปุ่น

คุณ Katada Tamami นักจิตวิทยาชั้นนำของญี่ปุ่นกล่าวว่าพฤติกรรมของผู้ต้องหานั้นแสดงอาการของโรคจิตเภท (schizophrenia) หรือที่เรียกว่า “อาการถูกดึงความคิดออกไปจากสมอง” ซึ่งเป็นอาการที่ผู้ป่วยเชื่อว่าความคิดของตัวเองในสมองถูกดึงออกไปด้วยกำลังจากภายนอก ซึ่งคุณ Katada กล่าวถึงการแสดงออกของผู้ต้องหาว่าเกิดจากการหลงผิด และพัฒนามาเป็นความรู้สึกว่าตนถูกกดขี่ข่มเหงกลั่นแกล้ง ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อนจนกลายเป็นความปรารถนาที่จะล้างแค้นอย่างรุนแรงในที่สุด ดังที่เห็นได้จากการก่อเหตุ ซึ่งคำกล่าวของนักจิตวิทยาท่านนี้ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าถูกกล่าวขึ้นก่อนที่จะมีข่าวว่าทางเกียวโตแอนิเมชันเปิดเผยว่าเคยได้รับผลงานนิยายของผู้ต้องหาเข้ามาในงานประกวดของทางสตูดิโอหรือไม่

อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัย Konan คุณ Watanabe Osamu กล่าวว่าพฤติการณ์ของผู้ต้องหานั้นเป็นแบบเดียวกับคนที่รู้ว่าจะมีผลลัพธ์ที่รุนแรงกลับมาอย่างไร และเตรียมพร้อมที่จะผ่านมันไปไม่ว่าอย่างไรก็ตาม รวมถึงพฤติการณ์การเตรียมพร้อมจะก่อเหตุของผู้ต้องหา อย่างเช่นการซื้อหาและขนส่งเชื้อเพลิงจำนวนมาก การเตรียมอุปกรณ์ทำลายต่าง ๆ เช่นค้อน หรือวัตถุมีคม และในตอนที่ก่อเหตุยังได้ยินเจ้าตัวตะโกนว่า “ตาย!” ซึ่งเมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว ยากที่จะเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำที่ก่อขึ้นโดยคนที่ขาดสติรับรู้ถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังกระทำ และเชื่อว่ายังมีเหตุผลอีกมากมายที่เพียงพอจะดำเนินคดีไปจนถึงการตัดสินประหารชีวิตได้

คุณ Wakasa เห็นด้วยกับ ศจ.Watanabe ที่ว่าผู้ต้องหาแสดงอาการยอมรับในสิ่งที่ตนทำอยู่แล้วผ่านทางคำพูดขณะที่กำลังวางเพลิง แม้ยังมีความเป็นไปได้อยู่ว่าถึงผู้ต้องหาจะถูกตัดสินให้มีความผิด แต่การประเมินทางจิตเวชสามารถทำให้ชีวิตการถูกจำคุกของผู้ต้องหานั้นเต็มไปด้วยการลงโทษตามกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน เมื่อถึงมือตำรวจและอัยการแล้ว ก็ควรปล่อยให้อะไร ๆ ดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ศิลปินที่ยังเหลืออยู่ของสตูดิโอเกียวโตแอนิเมชัน ก็กำลังเตรียมการโต้กลับกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ในแบบของพวกเขาเอง นั่นคือการสร้างผลงานที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและพัฒนามันให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อทดแทนในส่วนของเพื่อน ๆ ที่จากไปของพวกเขา

และเรา ๆ ในฐานะคนดูการ์ตูน เป็นแฟนผลงาน สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การไปโกรธแค้นหรือสาปแช่งคนร้าย เพราะนอกจากจะไม่มีอะไรดีขึ้นแล้ว ยังมีแต่เสียสุขภาพจิตเราเองเปล่า ๆ และเป็นสิ่งที่คนร้ายต้องการอีกด้วย ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือการ “โต้กลับ” เช่นเดียวกับที่เหล่าศิลปินทำ หากแต่เปลี่ยนเป็นการไปอุดหนุนผลงานของพวกเขา ช่วยกันสนับสนุนให้ผลงานแต่ละเรื่องโด่งดัง จนลบชื่อของคนร้ายออกไปจากสังคม ให้สิ่งที่คนร้ายทำลงไปกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า นั่นคือการตอบโต้ที่รุนแรง และยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พวกเราจะทำได้

Sources: Daily Shincho via Yahoo! News Japan via SoraNews24