ญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีความภาคภูมิใจต่อความรับผิดชอบในหน้าที่การงานสูงมาก ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นบรรทัดฐานของลักษณะนิสัยคนในประเทศนี้กันเลย รวมไปถึงเรื่องของความตรงต่อเวลาด้วย เมื่อมองจากภายนอกดูเป็นเรื่องของความพึงพอใจในตัวเอง แต่เป็นภาพที่ต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อมองจากภายในสังคมญี่ปุ่นเอง

หนึ่งในเพื่อนร่วมงานของ @M16A_hayabusa ผู้ใช้รายหนึ่งบนทวิตเตอร์ซึ่งเป็นชาวต่างชาติเคยพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้

“เพื่อนร่วมงานที่มาจากต่างประเทศพูดว่าอย่างนี้ ทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน:

‘ชาวญี่ปุ่นเนี่ยมีความเข้มงวดในเรื่องของการตรงต่อเวลาจนน่าประหลาดใจเลยนะ ไม่ว่าจะเรื่องการนัดพบ การประชุม รวมไปถึงเวลาเริ่มงานในแต่ละวัน แต่พอเป็นเรื่องของเวลาเลิกกลับเป็นคนละเรื่องกันเลย มันกลายเป็นอะไรที่ไม่ค่อยชัดเจนไปแทน พูดแล้วอาจดูหยาบคายต่อพนักงาน แต่ก็รู้สึกแย่ต่อครอบครัวของพวกเขาด้วยที่ต้องรอจนกว่าจะเลิกงานจึงจะได้กลับบ้าน’

… ฉันไม่มีอะไรจะค้านเลย ・ω・`; )

สถานการณ์ที่เพื่อนร่วมงานของ @M16A_hayabusa พูดอธิบายมานั้นเป็นเรื่องปกติในสังคมการทำงานของญี่ปุ่น และมักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวญี่ปุ่นทุกคนจะโอเคกับเรื่องแบบนี้กันเสียทั้งหมด ทวีตของ @M16A_hayabusa มีผู้ใช้งานทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่นหลายคนออกมาแสดงความเห็นในทางเห็นด้วยกับปัญหานี้

“‘ถ้าคุณทำงานนานขึ้นอีกนิด นั่นถือเป็นเรื่องดี (ถึงแม้ว่านั่นจะหมายถึงคุณภาพ หรืออัตราการผลิตตกลงก็ตาม)’ ‘การปล่อยงานทิ้งไว้ครึ่งๆ กลางๆ นั้นให้อภัยไม่ได้’ จนกว่าชาวญี่ปุ่นจะโยนความคิดพวกนี้ทิ้งไป สถานการณ์แบบนี้ก็ไม่มีทางดีขึ้นได้”

“จริง ๆ แล้วการเรียกมันว่า ‘การประชุม’ ก็ออกจะผิดไปหน่อย ควรจะเรียกมันว่า ‘การประลองความอดทน’ มากกว่า”

“ถ้าคุณเป็นคนที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับตนเองโดยการทุ่มเททุกอย่างให้กับบริษัท รวมไปถึงการเสียสละสุขภาพและครอบครัวของตัวเองด้วย นั่นก็คงจะดูสมเหตุสมผลดี แต่มันไม่เคยจบได้แบบนั้น”

“แนวคิดของฉันค่อนข้างเป็นอเมริกันสไตล์สุด ๆ และตอนนี้ฉันก็พบว่าตัวเองรู้สึกหงุดหงิดกับธรรมเนียมการทำงานของญี่ปุ่นที่มักมีการประชุมโดยไม่มีกรอบเวลา, วัตถุประสงค์ หรือข้อยุติที่ชัดเจน”

“จำได้ว่าเคยได้ยินชาวอเมริกันพูด ‘ชาวญี่ปุ่นนี่ค่อนข้างหละหลวมเรื่องของเวลาจังนะ’ และฉันคิดว่าเขาน่าจะหมายถึง ‘พวกเราไม่ยึดติดกับตารางเวลาเลิก’”

ก็อย่างที่หลายๆ คอมเมนท์ได้อธิบายมา ธรรมเนียมการทำงานของบริษัทญี่ปุ่นมักจะชอบมีการจัดการประชุมที่ไม่มีความชัดเจนในเนื้อหาขึ้นมา และมักจะมีการประชุมตามกำหนดการประจำเดิม ๆ แม้ว่าจะไม่มีเรื่องอะไรสำคัญให้ต้องมาประชุมกันด้วยซ้ำก็ตาม

วิธีปฏิบัติแบบนี้อาจจะดูไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย แต่ประสิทธิภาพก็ไม่ใช่เป้าหมายของมันเช่นกัน ในทางอุดมคติ (หรือ อวดอ้าง) การประชุมที่อิสระ (หรือ ไร้เป้าหมาย) แบบนี้มีขึ้นเพื่อเสริมสร้างการสื่อสาร ความเข้าใจ และการทำงานร่วมกัน ซึ่งในสังคมที่ให้คุณค่าแก่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว มันอาจเป็นเรื่องถูกต้องที่จะบอกให้ปล่อยการตัดสินใจต่างๆ ให้เป็นไปอย่างช้า ๆ แบบนั้น เพื่อให้การแก้ไข และปรับเปลี่ยนสามารถทำได้ก่อนที่จะทุ่มทรัพยากรลงไปในแนวทางที่เลือกเพียงแนวทางเดียว

อย่างไรก็ตามข้อดีนั้นอาจจะหายไปเลยหากกลุ่มการทำงานไหนที่ได้ตัดสินใจไปแล้วว่าต้องการจะทำอะไร การที่จัดการประชุมย่อย ๆ ขึ้นมาหลาย ๆ ครั้งเพียงเพื่อให้ดูเหมือนพร้อมเปิดรับข้อเสนอหรือการปรับเปลี่ยนแผนต่าง ๆ ในขณะที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น เช่นเดียวกับกรณีที่การมีแต่ประชุมเลื่อนลอยที่ไม่มีข้อสรุปใด ๆ เป็นชิ้นเป็นอันอาจทำให้ผู้ร่วมประชุมไม่รู้สึกกระตือรือร้น หรือคิดว่าต้องมีการเตรียมพร้อมเป็นพิเศษในการประชุม สุดท้ายก็มองว่าเป็นแค่การเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์แทน

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในที่ทำงานต่อความพยายามที่รับรู้ได้ขึ้นมา เหมือนกับที่คอมเมนท์หนึ่งบอกไว้ว่า ในสังคมญี่ปุ่นมักจะให้การยอมรับพนักงานที่พร้อมที่จะทุ่มเททำงานเกินกว่าความรับผิดชอบ ขั้นต่ำตามมาตรฐานเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการที่ดีขึ้นกับลูกค้าและประโยชน์ของบริษัท แต่ว่าในหลาย ๆ บริษัทเรื่องนี้กลับเลยเถิดไปจนถึงจุดที่ว่าการเลิกงานตามเวลาถูกมองว่าเป็นพวกขี้เกียจและไร้ความรับผิดชอบเสียอย่างนั้น กลายเป็นสิ่งที่ลดแรงจูงใจในการทำงานให้เสร็จตามกำหนดเวลาไปเสียแทน ซึ่งก็นำไปสู่การประชุมที่ยืดยาวจนเกินเวลาแต่กลับไม่สามารถไปถึงข้อสรุปใด ๆ เพียงเพื่อที่จะให้ผู้ร่วมประชุมทุกคนแสดงให้หัวหน้างานเห็นว่าพวกเขายังอยู่ในที่ทำงาน และ “ทำงานหนัก” อยู่

เพื่อให้เสมอภาคกัน จึงกลายเป็นว่าการกำหนดเวลาเริ่มการประชุมเป็นเรื่องง่ายกว่าการกำหนดเวลาเลิกการประชุม และเมื่อคุณเป็นผู้ใหญ่ในวัยทำงานแล้ว การมาถึงที่ประชุมให้ทันตามกำหนดเวลาก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะการปล่อยให้ผู้ร่วมประชุมคนอื่น ๆ ต้องรอถือได้ว่าเป็นการแสดงความไม่เกรงใจต่อผู้อื่น ในด้านเวลาการเลิกประชุมนั้นกลายเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดให้แน่ชัดไว้ตั้งแต่ต้น เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าปัญหาในที่ประชุมนั้นจะยืดยาวไปแค่ไหน กว่าจะไปถึงการตัดสินใจหาข้อสรุปในการแก้ปัญหาเหล่านั้น แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นหากจะมีบริษัทญี่ปุ่นมากกว่านี้ที่จะกำหนดกรอบเวลาในการประชุมคร่าว ๆ ไว้บ้าง พร้อมกับส่งเสริมสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ดีขึ้นด้วยแล้วล่ะก็ เมื่อเราไปถึงจุดนั้นได้บางทีทุกคนอาจจะสามารถกลับบ้านตรงเวลาได้อย่างสบายใจ และพร้อมกลับมาทำงานในวันรุ่งขึ้นด้วยไอเดียที่สดใหม่กว่าเดิม หากเป็นแบบนั้นแล้วทั้งพนักงานชาวญี่ปุ่น และชาวต่างชาติก็คงจะสามารถทำงานได้อย่างมีความสุขยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ได้

Source: Twitter/@M16A_hayabusa via Soranews24