ข้อมูลภายในข่าวนี้อัพเดตเมื่อเวลา 20:30 น. ของวันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม 2019 (เวลาประเทศไทย)

ตลอดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต่างระดมกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติไต้ฝุ่นฮากีบิสที่ถล่มญี่ปุ่นบริเวณตอนกลางและทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ รวมไปถึงบริเวณโตเกียว สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลโดยหลายพื้นที่ในญี่ปุ่นต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมและที่อยู่อาศัยเสียหายจากผลของพายุ ล่าสุดจากรายงานของ Kyodo News ได้เปิดเผยข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 33 ราย สูญหาย 19  ราย และบาดเจ็บอีกนับร้อยจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

เจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองกว่า 27,000 รายได้ถูกส่งเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยดังกล่าว รวมถึงที่จังหวัดนากาโนะ ที่พวกเขาได้เข้าช่วยเหลือผู้คนกว่า 360 รายที่หลบภัยมาอยู่บนหลังคาบ้าน เนื่องจากทำนบกั้นน้ำในแม่น้ำจิคุมะไม่สามารถต้านปริมาณน้ำได้ไหว จนได้เอ่อล้นขึ้นมาท่วมพื้นที่พักอาศัยในช่วงเวลา 03:00 น. ที่ทุกคนยังหลับอยู่ ซึ่งเป็นไปได้ว่าระดับความลึกของการท่วมในครั้งนี้อาจอยู่ที่ 5 เมตร และอาจเพิ่มขึ้นได้อีก

ทางด้านรถไฟชินคันเซนของบริษัท East Japan Railway Co. ที่จอดอยู่ ณ บริเวณสถานีนากาโนะ ก็ได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน บ้านเรือนหลายหลังที่ถูกน้ำท่วมนั้นพื้นล้วนเต็มไปด้วยโคลนเลนที่ถูกพัดขึ้นมา

เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยใช้เฮลิคอปเตอร์และเรือเพื่อช่วยเหลือชาวเมืองที่ตกค้างอยู่บนหลังคาบ้านที่ถูกน้ำท่วม รวมไปถึงจากระเบียงชั้นสองของอาคารหลายแห่ง แต่ก็มีเรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นกับรายงานที่ได้รับแจ้งมาว่ามีหญิงวัย 77 ปี จากอิวากิ จังหวัดฟุกุชิมะ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุคล้องสายรัดพลาด ส่งผลให้เธอพลัดตกจากเฮลิคอปเตอร์ที่ตำรวจดับเพลิงโตเกียวกำลังดำเนินการช่วยเหลือ ลงสู่พื้นจากความสูง 40 เมตร

รายงานจากกรมผังเมืองญี่ปุ่นแจ้งให้ทราบว่า เมื่อเวลา 16:00 น. แนวกั้นน้ำในแม่น้ำ 21 แห่ง ได้พังทลายลง

ชายอายุ 72 จากเมืองมารุโมริ จังหวัดมิยากิ หนึ่งในผู้ประสบเหตุเล่าว่า เขาเห็นน้ำผุดขึ้นมาจากท่อน้ำภายในบ้านจนต้องขึ้นไปอยู่บนโต๊ะ และพาแม่วัย 92 ปีที่นอนติดเตียงหลบขึ้นที่สูง ก่อนจะพบว่าถนนถูกตัดขาดจนไม่สามารถพาแม่ของเขาไปโรงพยาบาลได้

ทางฝั่งรัฐบาลได้จัดการประชุมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาเบะ ชินโซ กล่าวว่าชีวิตของผู้คนควรมาเป็นอันดับแรกที่สุด ทุกความพยายามอย่างที่สุดควรมีขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนจากบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม และคอยติดตามหาผู้ที่สูญหาย ซึ่งในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 110,000 นาย รวมถึงนักผจญเพลิง รักษาการชายฝั่ง และบุคลากรกองกำลังป้องกันตนเองต่างเข้าร่วมภารกิจกู้ภัยในครั้งนี้ และขอเตือนให้ชาวญี่ปุ่นทุกคนคอยระวังแผ่นดินถล่ม และน้ำเอ่อล้นจากแม่น้ำอีกด้วย

ผู้คนกว่า 6 ล้านคนในเกาะฮอนชูได้รับคำเตือนให้อพยพออกจากพื้นที่ ในขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการรถไฟก็ได้หยุดการให้บริการ รวมไปถึงสนามบินที่ต้องปิดจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ ต่อมาคำประกาศการอพยพในบริเวณโตเกียวและภาคกลางได้ถูกยกเลิก ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม 2019 รายงานของกรมผังเมืองกล่าวว่ามีเหตุดินถล่มกว่า 56 แห่ง ใน 15 จังหวัด

จากการแถลงข่าวของหัวหน้าคณะรัฐมนตรีในช่วงเช้า กล่าวว่ามีบ้านเรือนกว่า 376,000 หลังที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และอีกกว่า 14,000 หลังที่ขาดแคลนน้ำประปา

พายุไต้ฝุ่นได้ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างต่ำ 100 ราย ได้ลดระดับกลายเป็นพายุไซโคลน และเคลื่อนตัวออกจากญี่ปุ่นไปทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ รถไฟส่วนใหญ่กลับมาให้บริการต่อหลังจากที่หยุดไป ส่วนการเดินทางด้วยเครื่องบินนั้น ทาง Japan Airlines และ All Nippon Airways คาดการณ์ว่าจะสามารถกลับมาให้บริการได้ในวันจันทร์

สำนักงานกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกคำเตือนว่าจะมีฝนตกหนักที่สุด ในบริเวณโตเกียว กุนมะ ไซตามะ คานางาวะ ยามานาชิ นากาโนะ ชิซึโอกะ นีงาตะ ฟุคุชิมะ โทชิกิ อิบารากิ มิยากิ และอิวาเตะ ซึ่งทางเขื่อนบางแห่งได้เตรียมปล่อยน้ำที่ถูกกักเอาไว้เป็นการระบายออก เพื่อป้องกันไม่ให้เขื่อนพัง

กระนั้น พายุทอร์นาโดที่พัดเข้ามาในจังหวัดจิบะเมื่อวันเสาร์ ทำลายบ้านเรือนไป 12 หลัง และสร้างความเสียหายให้กับอีกกว่า 70 หลัง โดยมีการเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นชายวัย 50 ปี ที่ถูกพบว่าเสียชีวิตในรถที่คว่ำอยู่ มีผู้เสียชีวิตอีก 4 รายจากจังหวัดกุนมะ ที่มาจากพายุที่ถล่มที่พักอาศัย และในจังหวัดคาวาซากิ เป็นชายวัย 60 ปีถูกพบในอพาร์เมนต์ที่ถูกน้ำท่วมและเสียชีวิตในโรงพยาบาล

Source : Japantoday, Japantimes