ทรงให้คำสัญญาว่าจะปฏิบัติหน้าที่สัญลักษณ์ของประเทศ เพื่อความพัฒนา ผาสุก เจริญรุ่งเรืองของญี่ปุ่น

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะทรงประกาศการขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ ในพิธีที่สืบทอดกันมากว่าศตวรรษ ซึ่งมีผู้มาเข้าร่วมเป็นสักขีพยานจากกว่า 180 ประเทศ โดยพระองค์สัญญาว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศให้สมบูรณ์

สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะได้เข้าสู่ตำแหน่งมาตั้งแต่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวก็มีการจัดพิธีตามประเพณีดั้งเดิมมาแล้ว แต่ในวันพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิญี่ปุ่น (即位の礼) ที่มีขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานั้น เป็นพิธีกรรมที่เป็นทางการมากกว่า ซึ่งจัดขึ้นที่พระราชวัง อันเป็นการประกาศไปยังทั่วโลกถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะของพระองค์อย่างเป็นทางการ

(ภาพโดย Issei Kato/Pool Photo via AP)

“ข้าพเจ้าสาบานว่าจะดำรงตนภายใต้รัฐธรรมนูญ และปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศ เพื่อความสามัคคีของประชาชน” —- พระราชดำรัสของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ (พระชนมพรรษา 59 พรรษา) ด้วยเสียงก้องกังวานต่อหน้าสักขีพยานกว่า 2,000 ชีวิต รวมถึงสมเด็จเจ้าฟ้าชายชาลส์ มกุฏราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร

“ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าญี่ปุ่นจะพัฒนาไปข้างหน้า และส่งเสริมสัมพันธ์อันดีและความสงบสุขต่อประชาคมนานาชาติ และเพื่อความผาสุก ความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ ผ่านทางภูมิปัญญาของผู้คนและความพยายามที่ไม่หยุดหย่อน”

สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ถือเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกที่มีพระราชสมภพหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ผู้ทรงสละราชสมบัติเป็นพระองค์แรกในรอบสองศตวรรษ จากความกังวลว่าพระองค์จะสามารถปฏิบัติราชการต่อไปได้หรือไม่ ด้วยพระชนมพรรษาที่มากขึ้นทุกปี

“พระองค์ยังเยาว์ เพียบพร้อมด้วยพละกำลังและความเป็นผู้นำที่โดดเด่น ฉันหวังว่าพระองค์จะสนับสนุนประชาชนชาวญี่ปุ่น ที่เพิ่งเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมานี้” —- คุณ Shirakawa Tomoko (51 ปี) หนึ่งในผู้ที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน

(ภาพโดย REUTERS/Kim Hong-ji)

แผนจัดงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองที่วางแผนกันมายาวนาน ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นฮากิบิส ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างต่ำ 80 ราย ในช่วง 10 วันก่อน และยังคงทำให้ญี่ปุ่นมีฝนตกประปรายมาจนถึงวันพระราชพิธีในวังอังคารที่ผ่านมานี้

ขบวนพาเหรดเฉลิมฉลองถูกเลื่อนออกไปจนถึงเดือนหน้า เพื่อให้รัฐบาลสามารถทุ่มเทให้กับการจัดการความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพายุไต้ฝุ่น ซึ่งในวันพระราชพิธีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้ยังต้องมีการควบคุมจำนวนผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ที่สวมชุดตามโบราณประเพณีมาร่วมงาน ให้เลี่ยงการร่วมพิธีในบริเวณลานกว้าง ด้วยเหตุความกังวลเรื่องสภาพอากาศแม้ท้องฟ้าจะปลอดโปร่งเมื่อพิธีเริ่มต้นก็ตาม

สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะเริ่มต้นพิธีด้วยการประกาศการขึ้นครองราชย์ต่อบรรพบุรุษ ที่ศาลเจ้าภายในพระราชวัง ด้วยพระมาลาสีดำ และฉลองพระองค์สีขาว

(ภาพโดย KYODO News)

สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ (พระชนมพรรษา 55 พรรษา) ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทรงเครื่องด้วยชุด 12 ชั้น เข้าร่วมพระราชพิธีพร้อมกับสมเด็จพระจักรพรรดิ

(ภาพโดย AP)
เจ้าหญิงคาโกะ และเจ้าหญิงมาโกะ (ภาพโดย Issei Kato/REUTERS)

นายกรัฐมนตรีอาเบะ ชินโซ ได้กล่าวสุนทรพจน์แสดงความยินดีต่อหน้าแขกผู้มาร่วมงาน รวมถึงเจ้าฟ้าชายชาลส์พร้อมเจ้าหญิงไดอานา ที่มาร่วมในพิธีขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิครั้งนี้ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีว่างการกระทรวงคมนาคมสหรัฐ นางอิเลน หลาน เชา และนางอองซานซูจี ประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย จากประเทศพม่า เป็นต้น โดยนายกรัฐมนตรีอาเบะได้เป็นผู้นำกล่าวคำว่า “บันไซ” ที่แปลว่า “ทรงพระเจริญ” ต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง เพื่อเป็นการแสดงความยินดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ

(ภาพโดย Kazuhiro Nogi/Pool via REUTERS)

สำหรับงานเลี้ยงของทางพระราชวังได้มีจัดขึ้นในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ก่อนที่สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงน้ำชา เพื่อรับรองราชวงศ์จากประเทศเพื่อนบ้านในบ่ายวันพุธ

จากเหตุที่งานขบวนพาเหรดเฉลิมฉลองได้ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 10 พฤศจิกายนนั้น สำนักข่าว NHK รายงานว่าในวันอังคาร มีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 2,600 นาย คอยรักษาความปลอดภัย

กรณีของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะนั้นแตกต่างไปจากจักรพรรดิองค์ก่อน ๆ เนื่องจากพระองค์มีพระราชธิดาคือเจ้าหญิงไอโกะ (17 พรรษา) เพียงพระองค์เดียว ซึ่งไม่สามารถทำหน้าที่สืบทอดบัลลังก์ได้ อนาคตของราชวงศ์จึงตกอยู่กับพระราชนัดดา เจ้าชายฮิซาฮิโตะ (13 พรรษา) พระโอรสในเจ้าชายอากิชิโนะ พระอนุชา

สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ พระอัยกาแห่งสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ผู้นำกองทัพญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับการปฏิบัติเสมือนเทพเจ้า แต่พระองค์ก็ได้สละสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกในปี 1945 จึงทำให้ตำแหน่งจักรพรรดิปราศจากอำนาจใด ๆ ทางการเมือง

ท่ามกลางความยินดีในการเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ครั้งนี้ ก็ยังมีเสียงตอบรับอีกด้านของประชาชนที่ไม่พอใจในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น

“ไม่เห็นจำเป็นต้องมีพิธีอะไรเอิกเกริกขนาดนี้เลย ถนนหนทางถูกปิด ประชาชนคนทั่วไปที่ต้องเดินทางก็เดือดร้อนกันหมด” และ “ตำแหน่งจักรพรรดิเป็นสิ่งจำเป็นในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศ แต่ในบางจุด ตำแหน่งนี้อาจไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วก็ได้ ไม่มีก็ไม่เห็นจะเป็นไร” —- คุณ Arai Yoshikazu (74 ปี) ศัลยแพทย์ เกษียณ

Source: JapanToday