มันอาจเป็นช่องทางให้รัฐหาเงินเข้าไปบริหารในส่วนต่าง ๆ ได้ แต่กับคนหาเช้ากินค่ำ ไม่ต่างกับถูกรีดไถเพิ่มรายวัน

จากการปรับอัตราภาษีเพื่อการบริโภคเป็นร้อยละ 10 จากร้อยละ 8 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นภาระของคนที่หาเช้ากินค่ำ หนังสือพิมพ์ไมนิจิได้เข้าไปสัมภาษณ์เหล่าแรงงานผู้ไม่มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง จนต้องมาอาศัยอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ว่าการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้มีผลกระทบต่อพวกเขาอย่างไรบ้าง

ที่ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่แห่งหนึ่งในเขตโอตะ โตเกียว นาฬิกาบอกเวลาว่าล่วงเลยเที่ยงคืนของวันที่ 30 กันยายน มาแล้ว เข้าสู่วันที่ 1 ตุลาคม ชายวัย 48 ปี ผู้ประกอบอาชีพลูกจ้างตามสัญญาจ้างในธุรกิจขนส่งสินค้าภายในพื้นที่บริเวณโตเกียว กำลังทอดสายตาไปยังเพดานห้องที่เต็มไปด้วยคราบจากควันบุหรี่ โดยมีผนังบาง ๆ ล้อมกรอบสร้างพื้นที่ส่วนตัวขนาดเท่าเสื่อทาทามิ 1 ผืน ราว 190×95 ซม. ให้กับเขา สำหรับคนอย่างเขา ที่ชีวิตรายเดือนถูกขูดรีดทรัพย์สินจนแทบไม่เหลือเก็บออม การขึ้นภาษียิ่งทำให้ชีวิตเขาลำบากขึ้นไปอีก

ที่พื้นรอบตัวเขา เต็มไปด้วยถุงกระดาษและพลาสติกที่เต็มไปด้วยสิ่งของเครื่องใช้ประจำวัน และเสื้อผ้าที่ถูกจัดเรียงไว้แบบไม่เป็นระเบียบ นับเป็นเวลา 6 ปีแล้วที่เขาอาศัยอยู่ในซุ้มของร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ โดยไม่สามารถย้ายออกไปไกลเกินกว่าล็อกสี่เหลี่ยมแห่งนี้

คลองที่ตัดผ่านเขตโอตะนั้นเรียงรายไปด้วยคลังกระจายสินค้า ที่เหล่าแรงงานจากหลายท้องถิ่นมารวมตัวกันเพื่อทำงานขนส่งสินค้า พอถึงเวลา 17.00 น. ในวันที่ 30 กันยายน คลื่นมนุษย์วัยกลางคนในชุดทำงานและชุดสูทต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาในร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ที่ชายผู้นั้นอาศัยอยู่ ไม่นานนัก 220 ซุ้มของร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่แห่งนี้ก็ถูกจับจองจนเต็ม ซึ่งทางเจ้าของอินเตอร์เน็ตคาเฟ่แห่งดังกล่าวก็ยังแจ้งให้ทุกคนในร้านทราบว่าค่าบริการจะถูกปรับเพิ่มขึ้นตามการปรับอัตราภาษี ในวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

หลังจากที่เรียนจบจากโรงเรียนมัธยมในเมือง ชายคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันจะไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ เคยได้เดินทางไปออสเตรเลีย และประกอบอาชีพพนักงานขายที่นั่นเป็นเวลา 5 ปี ตอนที่เขาเริ่มต้นธุรกิจสนับสนุนนักเรียนที่มาศึกษาในต่างประเทศ ธุรกิจของเขาโตขึ้นเรื่อย ๆ และตัวเขาเองก็ได้แต่งงานกับหญิงชาวญี่ปุ่นวัย 25 ปี จนมีลูกสาวด้วยกัน แต่ในช่วงปี 2000 ธุรกิจของเขากลับตกต่ำย่ำแย่ลง จนต้องทิ้งภรรยาและลูกสาวไว้ที่ออสเตรเลีย เพื่อกลับมายังญี่ปุ่น

แม้ตัวเขาจะสามารถพักอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านในเมืองหลวงได้ แต่ในใจก็ไม่มีไฟอยากจะทำงาน ซ้ำร้ายยังประสบปัญหาภาวะทางจิตใจ จึงกลายเป็นคนเก็บตัวอยู่หลายปี และจบลงที่ถูกครอบครัวของเขารังเกียจ ในเวลานั้นเขาตัดสินใจได้ว่าต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง จึงออกจากบ้านมาพร้อมกับเงิน 30 เยน เมื่อไม่มีที่ไป ในตอนกลางคืนจึงไปอาศัยริมแม่น้ำทามะเพื่อหลับนอน

โชคดีที่เขาสามารถหางานได้ผ่านทางสำนักจัดหางานชั่วคราว จึงเริ่มมีรายได้และย้ายเข้ามาอยู่ในอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ โดยรายได้ที่เขาสามารถหาได้ต่อสัปดาห์นั้นอยู่ที่ 40,000 เยน (ราว 11,400 บาท) รวมเป็น 150,000 เยน (42,900 บาท) ต่อเดือน โดยแพคเกจที่ถูกที่สุดของอินเตอร์เน็ตคาเฟ่แห่งนี้ อยู่ที่ 10,500 เยนต่อสัปดาห์ แต่ภายหลังจากการต่อสัญญาเช่าในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ จะขึ้นไปอยู่ที่ 11,000 เยน

อินเตอร์เน็ตคาเฟ่แห่งนี้ไม่มีห้องอาบน้ำให้บริการ ฉะนั้น 2 วันตลอดสัปดาห์จะเป็นวันที่เขาจะย้ายไปหาอินเตอร์เน็ตคาเฟ่แห่งอื่นที่แพงกว่า และมีห้องอาบน้ำให้บริการ เขาเล่าว่าวันนึงจะกินอาหารเพียงแค่มื้อเดียวเท่านั้น และจะซื้อเฉพาะสินค้าที่ติดป้ายลดครึ่งราคาจากในซูเปอร์มาร์เก็ตตลอดเช่นกัน แม้จะทำถึงขนาดนี้ แต่เจ้าตัวก็ยังคงกังวลว่าภาษีที่จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น จะทำให้ชีวิตของเขาต้องเสี่ยงมากกว่าที่เคยเป็นมา

ในปีหนึ่งเขาจะได้พบลูกสาวแค่เพียงสองครั้ง ก็ตอนที่ภรรยากลับมาที่ญี่ปุ่น ซึ่งตอนนี้ลูกสาวก็เรียนอยู่มหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลียแล้ว แต่ก็บอกกับลูกสาวไม่ได้ว่าพ่อของเธออาศัยอยู่ที่อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ซึ่งแม้แต่เจ้าตัวเองก็กลัวว่าจะต้องกลับไปใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนเพราะการปรับอัตราภาษี และความฝันที่จะเก็บเงินไปเช่าอพาร์ทเมนต์เพื่อให้ลูกเมียมาอยู่ได้ ก็เริ่มห่างไกลออกไป

ในวันที่ 30 กันยายน เวลา 22.15 น. ชายวัย 60 อีกคนหนึ่งกลับเข้ามาที่เน็ตคาเฟ่ พร้อมกับถุงกระดาษ พร้อมกับบ่นว่า “วันนี้ไม่มีงานทำเลย” เช่นเดียวกันกับคนก่อน ที่เขาเองก็ใช้บริการสำนักจัดหางานชั่วคราว และได้งานในไซต์ก่อสร้างที่ไซตามะและจิบะ จังหวัดใกล้เคียงกับโตเกียว ที่ร้ายคือช่วงไม่นานมานี้ จำนวนสถานที่ทำงานที่ยังพอมีคุณภาพนั้นลดลงเป็นอย่างมาก จนทำให้บางวันก็ไม่มีงานทำ แม้จะมีค่าแรง 8,000 เยนต่อวันก็ตาม

ชายคนนี้เกิดที่จังหวัดมิยาซากิ จากภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ที่ผ่านมาเคยได้ศึกษาวิชาการทำอาหารในจังหวัดคาโกชิมะ และเคยได้รับการเลื่อนตำแหน่งจนเป็นระดับผู้จัดการ แต่ด้วยความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงานที่ไม่ดี จึงได้ตัดสินใจลาออก ซึ่งประจวบเหมาะกับเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นกำลังเกิดภาวะฟองสบู่ เกิดการขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก เขาจึงได้งานที่โรงงานผลิตรถยนต์ในจังหวัดไอจิ ในตำแหน่งพนักงานสัญญาจ้าง รายได้ในช่วงนั้นอยู่ที่ 300,000 – 400,000 เยนต่อเดือน แต่เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้แรงกายสูงมาก มันจึงเป็นการบีบให้เจ้าตัวต้องลาออกจากงาน และกลายมาเป็นแรงงานรับจ้างรายวัน ออกเดินสายหางานไปทั่วภูมิภาคคันโต

“พอมาคิดดูแล้ว มันคงจะดีหากได้ไปทำงานในที่ ๆ ฉันอยากจะทำ ซึ่งเป็นงานที่ฉันคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่ก็ภูมิใจ เพราะเคยเป็นผู้จัดการมาก่อน และไม่อยากจะย้อนกลับไปทำงานตั้งแต่ระดับล่างขึ้นมาใหม่” ชายวัย 60 ปี กล่าว

เจ้าตัวอาศัยอยู่ที่เน็ตคาเฟ่มาหลายปีแล้ว ในแพคเกจกลางคืนสำหรับผู้ใช้บริการในช่วงเวลา 17.00 น. และ 02.00 น. สามารถใช้งานได้ 12 ชั่วโมง และในวันที่ไม่มีงาน เขาก็จะเร่ร่อนไปในเมืองเพื่อฆ่าเวลา

“การขึ้นภาษีเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลเขาตัดสินใจ สิ่งที่ฉันทำได้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อ คือการทำงาน สักวันก็อยากจะกลับไปที่บ้านเกิดอยู่เหมือนกัน” ชายวัย 60 พูดด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ และหายไปในซุ้มขนาดเท่าเสื่อทาทามิของเขา

เมื่อเวลามาถึง 05.00 น. ในวันที่ 1 ตุลาคม 2019 หลอดไฟของอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ก็ถูกเปิดขึ้น เป็นเวลาที่ทุกคนจะต้องอออกไปทำงาน เสียงฝีเท้าดังกระหึ่มสะท้อนกันไปมาอย่างต่อเนื่องบนระเบียงทางเดิน ไม่นานนัก อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบสงบในเวลากลางวัน นาฬิกาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์บอกถึงการมาของเวลา 8 โมงเช้า และความเปลี่ยนแปลงของราคาค่าเช่า ที่รอต้อนรับเหล่าแรงงานทุกคนที่จะเดินทางกลับมาพบกับภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างโหดร้าย ในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง

Source: The Mainichi