สำหรับคนเป็นพ่อ เคยกังวลเรื่องระยะห่างระหว่างลูกสาวที่เพิ่มขึ้นตามวัยหรือเปล่า? คำแนะนำจากเธอคนนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ต้องระลึกไว้เสมอ

การเป็นพ่อแม่ ต่อให้มีความมั่นใจเพียงใดก็ไม่มีเวลาไหนที่มันจะไม่เป็นเรื่องที่น่ากลัว เมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่น ๆ แล้ว มันไม่มีอะไรให้โอ้อวดได้ กับการรับผิดชอบเลี้ยงดูเด็กน้อยคนหนึ่งตั้งแต่ลืมตา ให้พวกเขาได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ช่วยเหลือตัวเองได้

พ่อแม่หลายคนเป็นกังวลว่าจะให้ความสำคัญกับทั้งการดุ และการโอ๋ลูกอย่างไรให้สมดุลกัน เพราะใคร ๆ ก็อยากให้ลูกของตัวเองเติบโตไปโดยมีคุณธรรมที่สูงส่ง เพียบพร้อมไปด้วยทักษะการเอาชีวิตรอด และมีความสุขในชีวิต

ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งบอกเล่าว่าเจ้าตัวแอบได้ยินคุณพ่อมือใหม่คุยกัน และหยิบประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าต่อบนโลกอินเตอร์เน็ต ว่าอะไรคือสิ่งที่คนเป็นพ่อควรจะมี

“ไปแอบได้ยินคุณพ่อ 2 คนที่มีลูกสาวยังเล็ก คุยกันด้วยความกังวลว่า [จะสนิทกับลูกสาวได้ไปจนถึงเมื่อไรกันนะ] แล้วก็มีพนักงานหญิงเข้าใหม่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้นมาว่า

[ฉันเห็นแม่ทำตัวให้ความสำคัญกับพ่อ ฉันเลยเอาอย่างบ้าง แต่ถ้าหากแม่ทำเหมือนพ่อเป็นตัวน่ารำคาญ ฉันก็คิดว่าจะเอาอย่างแบบนั้นมาบ้างเหมือนกัน]

ฉะนั้นแล้วคุณพ่อทั่วโลก คนที่สำคัญไม่ได้มีแค่ลูกสาวอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับภรรยาด้วย”

จากนั้น เจ้าตัวก็เล่าเพิ่มเติมในทวีตย่อยอีกว่า

“ความคิดนี้ พอฉันได้ยินแล้วรู้สึกประทับใจอยู่ แต่ก็อยากได้ยินจากผู้หญิงที่มีประสบการณ์แบบนี้แล้วจริง ๆ ดูบ้าง ถ้าเด็กได้เห็นคุณแม่เอาอกเอาใจคุณพ่อ คุณพ่อให้ความสำคัญกับคุณแม่ มุมมองแบบนั้นมันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่า?”

แน่นอนว่าหลังจากที่โพสต์เรื่องราวนี้ลงไป ก็มีกระแสตอบรับในเชิงไม่พอใจเกี่ยวกับการใช้ภาษาของเขาที่ออกไปในทางสนับสนุนให้สามียกภรรยาไว้เหนือหัว แทนที่จะวางตัวให้เท่าเทียมกัน แต่เจ้าตัวก็ได้อธิบายว่าสิ่งที่เขาเจตนาจะสื่อ คือการบอกว่าเด็ก ๆ ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่จากทั้งสองฝั่ง เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันในครอบครัว ผ่านความร่วมมือของทั้งสามีและภรรยา

ตรรกะที่ปรากฏในจุดนี้คือ หากคุณพ่อของเด็กหญิงดูแลเอาใจใส่คุณแม่ และคุณแม่ก็คอยสนับสนุนเอาใจใส่คุณพ่อกลับคืนมาเหมือนกัน ตัวเด็กผู้หญิงจะมองว่าคุณแม่ของเธอเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต และที่ตามมาคือมุมมองในแง่บวกต่อคุณพ่อของเธอเช่นเดียวกัน

จากความสงสัยนี้ ก็ได้มีผู้ใช้งานทวิตเตอร์ทั้งหญิงและชายเข้ามาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ อย่างเช่นโพสต์นี้

“ตอนนี้ฉันก็ดีกับพ่อนะ ยังไปไหนมาไหนด้วยกันสองคนอยู่เลย
– พ่อมักจะพูดขอบคุณ ขอโทษ กับแม่อยู่เสมอ
– แม่ก็คอยซัพพอร์ตพ่ออยู่ตลอด
– พ่อก็ใจดีกับฉันที่เป็นลูกสาว (ไม่ค่อยห้ามเวลาฉันมีอะไรที่ฉันอยากจะทำ ฯลฯ)
คิดว่า 3 จุดนี้นี่แหละที่สำคัญที่สุด เรียงตามลำดับความสำคัญ ที่ยังทำให้ฉันสนิทกับพ่อได้”

กระนั้น เมื่อคนสองคนขึ้นไปมาพบกัน มันก็เหมือนลิ้นกับฟันที่มีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นปกติ แต่การเอาใจใส่กันและกัน เยียวยา หาทางออกร่วมกัน จะเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ จดจำไปจากพ่อแม่ของพวกเขา

แต่ไม่ใช่กับทุกครอบครัวที่จะมีประสบการณ์เหมือนกัน ความเห็นชาวเน็ตที่ตามมามีทั้งแง่บวกและแง่ลบกับเรื่องราวนี้ เช่น

“ฉันว่ามันขึ้นอยู่กับที่ว่าทุกคนในครอบครัวให้คุณค่าซึ่งกันและกัน ประสบการณ์ของฉันคือการที่แม่ของฉันทุ่มเททุกอย่างเพื่อพ่อ จนถึงกับต้องเอาสุขภาพจิตเข้าไปเสี่ยง ส่วนฝั่งพ่อ ก็ทำเหมือนทุกอย่างนี้มันไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ฉะนั้นฉันจึงไม่นับถือพ่อที่เป็นแบบนี้ และคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะสร้างสายสัมพันธ์อันดีในครอบครัว หากคนในครอบครัวยังไม่เชื่อถือกันเอง”

“ฉันเกลียดพ่อของฉัน เพราะถึงแม้แม่จะให้ความสำคัญกับเขาเป็นอันดับหนึ่ง แต่สิ่งที่พ่อทำกลับมาให้แม่กลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย เห็นได้ชัดเจนว่าเขากำลังรังแกแม่อยู่ พอฉันได้รับรู้แบบนี้ ก็ทำใจชอบคนแบบพ่อไม่ลง เพราะเขาไม่ปฏิบัติกับแม่ที่ฉันรัก อย่างที่แม่ฉันทำให้กับเขา เด็ก ๆ น่ะคอยมองความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและแม่ของพวกเขาอยู่ตลอดนะ”

“ฉันไม่ซื้อคำว่า [ให้ความสำคัญกับภรรยาของคุณให้มากขึ้น] หรอกนะ เพราะการที่คนเป็นพ่อแม่มีความนับถือในกันและกันถือเป็นเรื่องดี พ่อกับแม่ของฉันทำงานที่เดียวกัน และฉันก็มักจะได้ยินแม่พูดว่า [ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณงานของพ่อเขาล่ะ] และพ่อฉันก็พูดถึงแม่ในแบบเดียวกัน ว่า [แม่แกนี่ทำงานเก่งชะมัด] ผลก็เลยออกมาว่าฉันนับถือพวกเขาทั้งคู่”

เช่นเดียวกับการสำรวจอื่น ๆ ที่สมมติฐานที่เราตั้งกันเอาไว้ จะไม่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกกรณี แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนเองก็เคยพบเห็นอะไรที่คล้าย ๆ กับที่หลายความเห็นกล่าวมา และยังมองไปอีกว่าการเป็นพ่อเป็นแม่นั้นไม่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพอีกด้วย ฉะนั้นประเด็นการยกให้เพศใดเหนือกว่าเพศใดจึงไม่ควรถูกหยิบมาทำให้หลงประเด็น เพราะเมื่อเป็นครอบครัว สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่ทำ คือการเป็นแบบอย่างให้กับลูก เมื่อเด็ก ๆ ได้เห็นแบบอย่างของพวกเขาแล้ว ก็จะทำสิ่งเดียวกันกลับคืนมา ฉะนั้นการเย็นชาใส่คู่รัก ก็อาจเป็นการทำร้ายเด็ก ๆ ทางอ้อมได้เช่นกัน

Source: Twitter/@newsalaryman_21 via SoraNews24
Images: Irasutoya