ถ้อยคำชวนให้ออกจากคอมฟอร์ทโซนแบบนี้ พี่ตูนไม่ได้กล่าว หลวงพี่นี่แหละทำท่าทางจะกล่าว

ในขณะที่ทางฝั่งตะวันอาจจะมีสไตล์การทำงานที่เน้นการทำงานโดยดูจากผลลัพธ์ที่ได้ ด้วยวิธีการในแบบที่ฉลาดที่สุด และเบาแรงที่สุด แต่ในญี่ปุ่นนั้นความพร้อมเพรียง และสามัคคีถูกให้ความสำคัญยิ่งกว่าผลลัพธ์ ด้วยแนวทางการทำงานแบบนี้ จึงเป็นเหตุผลหลักที่เมื่อถึงเวลาเลิกงาน พวกเขาก็ไม่ได้พร้อมแพ็คกระเป๋ากลับบ้านทันที อย่างน้อยก็ไม่ใช่จนกว่าหัวหน้าจะกลับ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เหล่าพนักงานออฟฟิศญี่ปุ่นนิยมจัดการประชุมยิบย่อย ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะไปถึงข้อสรุปกันเท่าไร ซึ่งนั่นอาจจะเป็นการทำไปเพื่อฆ่าเวลา ให้ดูเหมือนพวกเขาทำงานตลอดเวลาก็เป็นได้ แถมยังกลัวที่จะขอใช้วันลาพักร้อนกันอีกด้วย

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่นระบุว่าอัตราส่วนของพนักงานที่ใช้วันลาพักร้อนในญี่ปุ่นของปี 2017 อยู่ที่ 51.1% ซึ่งน้อยกว่าทั้งบราซิล ฝรั่งเศส, สเปน, ออสเตรเลีย, สิงคโปร์, เม็กซิโก, อเมริกา, อิตาลี, อินเดีย และเกาหลี

ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2016 – 2018 ญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการขอใช้วันลาต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วโดยจากรายงานด้าน Work-Life Balance ของปี 2018 ระบุว่าเหตุผลหลัก ๆ จาก 73.3% ของผู้ร่วมทำแบบสอบถามว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ใช่วันลา ก็คือรู้สึกว่ามันจะทำให้ต้องรบกวนทุกคน (เช่น อาจจะต้องมาช่วยเคลียร์งานส่วนของตนเองจากที่ลาหยุดไป) และ 47.5% บอกว่าถึงลาไปแต่เพราะกลับมาก็จะมาเจองานยุ่งสุด ๆ อยู่ดี ในขณะที่ 28.3 บอกว่ามันจะไม่ค่อยดีต่อสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน, 15.2 บอกว่าหัวหน้าของพวกเขาต้องไม่ชอบแน่ๆ และ 9.3% บอกว่ามันจะมีผลต่อการเลื่อนตำแหน่ง

ดูจากภายนอกแล้วการยอมทำงานล่วงเวลาฟรี (โอฟรี ไม่ใช่โอที) และไม่ใช้วันลาอาจจะทำให้ดูเป็นคนขยันที่น่านับถือ แต่สำหรับคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบนั้นมันอาจเป็นการบั่นทอนทั้งสภาพจิตใจ และร่างกาย อย่างที่ทราบกันดีว่าการเสียชีวิตจากการทำงานหนัก นับเป็นปัญหาใหญ่ที่พบเห็นได้บ่อยในญี่ปุ่นจนถึงขนาดมีคำเรียกเฉพาะว่า “คาโรชิ” (過労死 – karoushi) ซึ่งทางรัฐบาลเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และยังคงพยายามหาหนทางในการแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไป อย่างเช่นการออกกฎหมายปฏิรูปรูปแบบการทำงาน ที่มีเป้าหมายเพื่อลดชั่วโมงการทำงาน เปลี่ยนนิสัยในการทำงาน โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายนของปีนี้ พนักงานบริษัททั้งหลายจำเป็นที่จะต้องใช้วันลาอย่างน้อย 5 วันต่อปี และทางบริษัทจะต้องให้จำนวนวันลากับพนักงานมากกว่า 10 วันต่อปี

แม้ว่ากฎหมายที่ออกมาจะมุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทำงานในประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเปลี่ยนจริง ๆ นั้นคือทัศนคติของผู้คนในที่ทำงานต่างหาก… และนั่นก็คือจุดสำคัญที่ “พิธี Yuukyuu Jouka” สามารถเข้ามาช่วยได้

พิธีกรรมทางศาสนาพุทธนี้เป็นผลิตผลจากบริษัทจัดงานอีเวนท์ในญี่ปุ่นอย่าง บ.Ningen โดยได้รับการช่วยเหลือจากซายามะ ทาคุโร่ นักบวชจากวัดไซเน็นจิ ในย่านไทโตะ โตเกียว เพื่อจัดพิธีกรรมพิเศษในการช่วยเหลือผู้คนให้เข้าใจถึงความสำคัญของการใช้วันลาพักร้อน

Yuukyuu Jouka (有休浄化) แปลว่า “การขอวันลาเพื่อชำระล้าง” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกำจัดความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการใช้วันลา โดยทำให้ผู้คนคิดเสียว่าวันลานั้นมีจิตวิญญาณ พอทำแบบนี้ผู้คนก็จะสัมผัสได้ถึงความสูญเสียเมื่อวันลาหายไปอย่างสูญเปล่า ทำให้ผู้คนเข้าใจถึงความสำคัญ และคุณค่าของวันลา

อีเวนท์นี้จะมีขึ้นในช่วงวันขอบคุณแรงงานซึ่งเป็นวันหยุดสาธารณะ ซึ่งคงจะไม่มีวันไหนเหมาะไปกว่านี้แล้ว

ภายในงานนักบวชจะประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการสวดมนต์ไปพร้อมกับแสงไฟจากโคมไฟทั้ง 300 ดวงที่จะเป็นตัวแทนจิตวิญญาณของวันลาที่ไม่ถูกใช้ โดยที่โคมไฟแต่ละดวงก็จะถูกพิมพ์ไว้ด้วยเรื่องราวที่แสดงความรู้สึกสำนึกผิด พร้อมข้อความที่ได้รับเลือกมาก ผ่านการเปิดรับความคิดเห็นทางออนไลน์จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้

และถ้าใครคิดไม่ออกว่าจะส่งข้อความแบบไหนดี ทางผู้จัดงานก็ได้มีการทำแบบสำรวจสั้น ๆ เพื่อนำมาเป็นตัวอย่างให้ได้อ่านไว้เช่นกัน

“ฉันทำให้ลูกสาววัยก่อนเข้าเรียนต้องร้องไห้ เพราะเลื่อนจัดงานวันเกิดของเธอ จากเดือนพฤษภาคมไปถึงเดือนธันวาคม” (จากหญิงสาวอายุสามสิบกว่าปี)

“ลูกน้อยคนแรกของผมก็ได้ออกมาลืมตาดูโลก ในขณะที่พ่อของเจ้าหนูกำลังนั่งกัดแฮมเบอร์เกอร์เข้าปากอยู่ที่สนามกอล์ฟในฮูสตัน เพื่อรอคุยธุรกิจการงาน” (จากชายหนุ่มอายุสามสิบกว่าปี)

“ผมตะคอกใส่เพื่อนว่า ‘อะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างเพื่อน หรือบริษัท!!!’ และได้รับคำตอบว่า ‘ฉันขอโทษ ฉันเลือกไม่ได้’ และหลังจากที่เงียบไปนานเหมือนช่วงเงียบในรายการทีวี เธอก็พูดขึ้นมาว่า ‘บริษัท’ และนั่นคือช่วงเวลาที่ผมได้เสียเพื่อนไป” (จากชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปี)

ผู้เข้าร่วมงานจะสามารถอ่านเรื่องราวบนโคมไฟ และร่วมโหวตข้อความที่ชอบด้วยการแปะสติ๊กเกอร์ที่โคมไฟ สำหรับเจ้าของข้อความที่ได้รับการโหวตมากที่สุดจะได้รับประกาศนียบัตร “ใบลา” ทองคำ

นอกจากนี้ยังมีโคมไฟเปล่าที่จะให้ผู้ร่วมงานใช้เขียนข้อความแสดงเรื่องราวที่รู้สึกเสียใจของพวกเขา ซึ่งสามารถ่ายภาพ และโพสท์ลงโซเชียลมีเดียเพื่อช่วยกันเผยแพร่ความตระหนักถึงความเศร้าเสียใจจากการไม่ให้ความสำคัญกับวันลา

และในงานยังมีเซียมซี “ยาสุมิคุจิ” ซึ่งเป็นการเล่นคำของคำว่า “ยาสุมิ” ที่แปลว่าวันหยุด และ “Omikuji” ซึ่งหมายถึงเซียมซี ซึ่งเซียมซีแต่ละใบจะมาพร้อมกับ 5 ไอเดียของสิ่งที่จะทำในวันลาที่ต้องใช้ทั้ง 5 วันไม่ว่าจะเป็นการไปเยี่ยมพ่อแม่ปู่ย่าตายาย และการไปเที่ยวสวนสนุกแบบคนโล่ง ๆ ในวันธรรมดา

ซึ่งพอมาลองคิดตามแล้วการเสียวันลาไปอย่างสูญเปล่าควรจะเป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครควรจะต้องเจอ ก็หวังว่าพิธีกรรมคราวนี้จะประสบผลสำเร็จ เพื่อที่จะได้กลับมาจัดใหม่ในปีถัดไปพร้อมกับผู้เข้าร่วม และความสนใจจากสื่อต่าง ๆ ที่มากกว่าเดิม เพื่อท้ายที่สุด คือเพื่อให้ผู้คนหันมาสนใจตัวเอง และคนรอบข้าง มากกว่าเอาชีวิตไปทิ้งกับงาน และสังคมการทำงานที่มองเราเป็นเพียงเครื่องจักรที่รอวันพัง

ข้อมูลอีเวนท์

Yuukyuu Jouka / 有給浄化
สถานที่: Tokyo-to, Chiyoda-ku, Otemachi 1-7-2
東京都千代田区大手町1-7-2
วันที่: 22-23 พฤศจิกายน 2019
เวลา: 18:00 น. จุดโคมไฟ Yuukyuu, 18:30 – 21:00 น. เริ่มทำพิธี และ 21:10 น. ปิดงาน
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของอีเวนท์

Source: PR Times  via SoraNews24