ปัญหาเรื่องความสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว (work-life balance) ในอุตสาหกรรมแรงงานญี่ปุ่น เป็นปัญหาสังคมที่รอรับการแก้ไขอย่างจริงจังมาอย่างยาวนาน ทำให้หลาย ๆ บริษัทเริ่มมีการเปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อลดปัญหาจุดนี้ หนึ่งในนั้นคือ Microsoft ประเทศญี่ปุ่น

โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางบริษัทได้เริ่มโครงการปฏิรูปการทำงาน ในชื่อว่า “Work-Life Choice Challenge 2019 ฤดูร้อน” เป็นการทดลองในระยะเวลา 1 เดือน ด้วยการปรับให้มี “วันหยุดติดกัน 3 วัน” (ศุกร์ – อาทิตย์) มอบให้กับพนักงานกว่า 2,300 คน โดยวันหยุดที่ให้เพิ่มมานี้ จะไม่ถูกนับเป็นการใช้วันลา

และผลที่ออกมาคือ อัตราส่วนที่พนักงานจะใช้วันหยุดใน 1 เดือนลดลงถึง 25.4%, ยอดการพิมพ์เอกสารลดลง 58.7% และใช้ไฟฟ้าลดลงถึง 23.1% (เพราะหยุดทำงานกันไป 1 วันเต็ม ๆ) ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในสำนักงานได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงผลผลิตเพิ่มขึ้น 39.9% ซึ่งหมายความว่าแม้พนักงานจะใช้เวลาทำงานน้อยลง แต่พวกเขาก็มีประสิทธิภาพในการทำงานที่มากขึ้น

ซึ่งผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการประชุม เนื่องจากวันทำงานที่มีเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ ทำให้ทุกอย่างต้องถูกจัดการให้เสร็จสิ้นในเวลาที่จำกัดกว่าเดิม การประชุมจึงถูกลดจำนวนครั้งลง หรือเปลี่ยนมาเป็นการพูดคุยตัวต่อตัวหรือประชุมทางไกล ทำให้พนักงานมีเวลาที่จะผลิตงานมากขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น ผลตอบรับจากพนักงานกว่า 92.1% ก็ดูจะชื่นชอบนโยบายอันนี้ด้วย ทาง Microsoft ญี่ปุ่น จึงตัดสินใจที่จะใช้วิธีนี้อีกครั้งในฤดูร้อนปีหน้า และอาจมีในโอกาสอื่น ๆ เช่นกัน

ซึ่งเรื่องราวนี้ได้รับการแสดงความเห็นมากมายจากชาวเน็ตญี่ปุ่น โดยเราขอเลือกมาบางส่วนให้ได้อ่านกัน

“หวังว่าหัวหน้าของฉันจะมาอ่านเรื่องนี้นะ”
“ฉะนั้นความรู้สึกของฉันที่ว่าวันทำงานในสัปดาห์นึงควรจะสิ้นสุดแค่ที่วันพุธ คงเป็นเรื่องปกติสินะ”
“น่าเสียดายที่คนญี่ปุ่นไม่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของงาน แต่เลือกที่จะเสียเวลาในการทำงานเยอะ ๆ เข้าว่า มากกว่าผลที่ออกมาจริง ๆ”
“ฉันว่า คนที่ทำงานกับ Microsoft น่าจะเป็นพนักงานขั้นเทพอยู่แล้ว ฉันพนันได้เลยว่าพวกเขาสามารถทำทุกอย่างให้เสร็จภายใน 3 วัน”
“ชอบนะถ้าจะเอาไปปรับใช้กัน แต่สำหรับบริษัทที่ต้องเปิดทำการตลอดทั้งสัปดาห์อาจเป็นเรื่องยาก พวกเขาต้องจ้างพนักงาน เพิ่มเพื่อหมุนเวียนแรงงานระหว่างวัน”
“ก็ใช่สิ ธุรกิจที่ Microsoft ทำมันเหมือนกับชาวบ้านที่ไหน เอาไปใช้ไม่ได้ทุกที่หรอก”

ดูแล้วเหมือนวิธีการทำงานแบบนี้จะได้ผลที่ดีขึ้น แต่ว่าหากจะใช้กับบริษัทหลาย ๆ แห่งอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนกันอีกเยอะ แต่ก็นับเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่น่าสนใจเหมือนกันครับผม

Source : Nikkei Business Publications, My Game News Flash via SoraNews24