อีกหนึ่งบทเรียนกับสิ่งที่ “ไม่ควรทำ” เมื่อไปทานร้านซูชิสายพาน

ซูชิ นับได้ว่าเป็นหนึ่งในเมนูอาหารญี่ปุ่นที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ แถมยังได้รับการยอมรับว่าเป็นเมนูสุขภาพอีกเมนูหนึ่ง เพราะมีเพียงข้าว กับหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นเนื้อปลาประกบกัน และเมื่อถูกมองว่าเป็นอาหารสุขภาพ ในบางครั้งซูชิจึงถูกเลือกหยิบกินเฉพาะส่วนที่เป็นหน้า และเหลือทิ้งเอาไว้แต่ส่วนของข้าวเปล่า สร้างความไม่พอใจให้กับพ่อครัวแม่ครัว บริกร เจ้าของร้าน หรือแม้แต่ลูกค้าคนอื่น ๆ ที่มาพบเห็น

ซึ่งวิธีการทานซูชิแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะพึ่งเกิดมาไม่นาน หรือในอีกนัยหนึ่งคือเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานหลายปีแม้จะไม่มีเทรนด์เรื่องสุขภาพเข้ามา อย่างที่พบเห็นได้บ่อยๆ ในร้านบุฟเฟต์ของบ้านเรา ที่มีการลักไก่ด้วยการโยนข้าวซูชิเปล่า ๆ ลงในหม้อชาบูเพื่อปกปิด ไม่ต้องเสียค่าปรับกรณีทานเหลือ จนกลายเป็นค่านิยมและติดไปทำถึงที่ญี่ปุ่นอีกด้วย

ซึ่งคล้ายกับกรณีนี้ ที่ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @6jsDrYcsuFZf7EB ได้พบเจอเมื่อไปทานที่ร้านซูชิรถไฟ และถ่ายภาพลงมาโพสต์บนโลกโซเชียล ก่อนที่จะกลายเป็นกระแสอย่างรวดเร็ว

โดยในโพสท์ของเขาได้เขียนอธิบายไว้ว่า

“พวกสมองไม่ปกติขนาดนี้ อย่ามากินซูชิสิ(วะ)! ถ้าไม่อยากกินข้าว ก็ไปซื้อซาชิมิที่ซูเปอร์กินเอา!”

ในญี่ปุ่นจะมีคำเรียกซูชิแบบปั้นด้วยมือแต่ละส่วนแยกกันอยู่ได้แก่ “เนตะ” (ネタ) ที่เป็นส่วนหน้าซูชิ มักทำมาจากปลาดิบ และ “ชาริ” (シャリ) ซึ่งเป็นข้าวที่ผ่านการปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล และน้ำส้มสายชูมาแล้ว โดยในภาพบนทวีตจะเห็นได้ว่ามีชาริถูกกองทิ้งไว้ในจานเป็นจำนวนมาก ซึ่งสำหรับหลาย ๆ คนแล้วถือว่าเป็นภาพที่ทนดูไม่ได้เลยจริง ๆ เพราะในญี่ปุ่นนั้นถ้าคุณอยากทานแต่ปลาดิบ ก็แค่เดินไปซื้อซาชิมิกินได้ ง่าย ๆ

ซึ่งในทวีตนี้ก็มีทัวร์ลง…. ผู้คนเข้ามาแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำแบบนี้กันไม่น้อย

“ฉันเคยทำงานพิเศษที่ร้านซูชิ และต้องเห็นภาพแบบนี้อยู่ตลอด”
“พวกคนที่ทานแบบนี้นี่มันไม่รู้จักสนใจภาวะโลกร้อนกันเลย”
“ญี่ปุ่นกำลังร้องไห้กับภาพนี้”
“ชาริเองก็ร้องไห้อยู่เหมือนกัน”
“เห็นแล้วอยากขอโทษชาวนาของญี่ปุ่นที่พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพ”
“นี่มันน่าไม่อายที่สุด ต่อให้ฉันอิ่มแค่ไหน แต่ฉันก็มักจะทานอาหารบนจานของตัวเองให้หมดเสมอ”

สำหรับความเห็นสุดท้ายนั้นถือได้ว่าเป็นคำสอนที่ถูกปลูกฝังให้กับเด็ก ๆ มาตลอด ว่าห้ามกินเหลือ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจถึงคุณค่าของข้าวทุกเมล็ด และสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ โดยจะมีเรื่องเล่าที่บอกว่า “ในข้าวทุกเมล็ดจะมีเทพนำโชคอยู่ถึงเจ็ดองค์” การที่ทานข้าวไม่หมดจึงเป็นเหมือนการลบหลู่เทพ ซึ่งสำหรับคนในยุคหนึ่งที่ต้องผ่านความอดอยากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นจะเข้าใจถึงคุณค่าของอาหารได้เป็นอย่างดี

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่แค่ฝ่ายผู้กินจะต้องปรับปรุงแก้ไขตัวเองเท่านั้น แต่ทางร้านซูชิต่างๆ เองก็อาจจะต้องหันมามองตัวเอง และปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้าเหมือนกัน อย่างเช่นร้านซูชิเจ้าใหญ่รายหนึ่งในญี่ปุ่น ที่หันมาเสิร์ฟเมนูซาชิมิควบคู่ไปกับซูชิ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกเมนูที่เหมาะสมกับความต้องการได้

ในขณะที่ร้านซูชิเจ้าดังอื่น ๆ บางครั้งก็มีการจำหน่ายเมนูซาชิมิในบางช่วงเวลาเหมือนกัน แต่ตามปกติแล้วคงไม่ง่ายนักถ้าคุณจะไปร้านซูชิแล้วอยากทานแค่หน้าซูชิ นี่จึงอาจเป็นจุดหนึ่งที่ร้านซูชิควรจะเริ่มนึกถึงการจำหน่ายเมนูซาชิมิควบคู่ไปด้วยบ้าง

Source: ผู้ใช้ Twitter @6jsDrYcsuFZf7EB via SoraNews24