ทุกวันนี้ วัฒนธรรมไอดอลจากญี่ปุ่นได้เข้ามามีบทบาทอย่างเห็นได้ชัดในวงการบันเทิงประเทศไทย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย พบเห็นได้ง่าย ติดตามได้ง่าย เป็นต้น

ซึ่งแม้มองจากภายนอก ภาพลักษณ์ของเด็กสาวเกิร์ลกรุ๊ป ชายหนุ่มบอยแบนด์จะดูสดใส มีชีวิตชีวา สามารถมอบความสุข ความบันเทิงให้กับผู้ชมหรือแฟนคลับได้ แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือ “การตลาด” ซึ่งเป็นระบบที่มองศิลปินเป็น “สินค้า” ประเภทหนึ่ง ที่สามารถสร้างรายได้ผ่านทางการสร้างผลงาน หรือการบริการอื่น ๆ ฉะนั้นทุกการเคลื่อนไหวของตัวศิลปินแม้เป็นเวลาส่วนตัว ก็จำเป็นต้องมีการควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดภาพลักษณ์แง่ลบ ในบางครั้งอาจเลยเถิดไปจนทำให้ตัวศิลปินเองรู้สึกเสียความเป็นตัวตนของตัวเองไป ซึ่งมองจากมุมใด มันก็เป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน และไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นจากผู้ว่าจ้างเท่านั้น แต่จากบุคคลภายนอกที่ใช้กิริยาวาจาในการดูหมิ่น คุกคาม ให้ศิลปินได้รับความเสียหายก็เช่นกัน

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งเข้า การผลักดันให้เกิดความตระหนักในปัญหาดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การแก้ไขไม่ให้เกิดการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์เกิดขึ้นอีก จึงเป็นสิ่งจำเป็น และนั่นคือที่มาของงานแสดงศิลปะ “GIRLS, NOT OBJECTS” Exhibition Art & Idol Photo Set ที่นำเอาวัฒนธรรมการถ่ายภาพ Photo Set ของวงไอดอลมาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร สะท้อนมุมมองปัญหาการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ด้วยการปฏิบัติต่อกันเสมือนวัตถุสิ่งของ ตัวนิทรรศการได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 – 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ Joyman Gallery กทม.

ซึ่งทาง Akibatan มีโอกาสได้พูดคุยกับทีมผู้จัดงาน ประกอบไปด้วยคุณไหม ณฤทัย ตันสุขเกษม คุณปิ่น ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม และคุณเจมส์ อารยะ รุ่งอภิญญา จนเกิดเป็นสัมภาษณ์ฉบับนี้ ทั้งสามท่านได้ร่วมชี้ให้เห็นปัญหา พร้อมกระตุ้นให้สังคมได้ตระหนักว่ามันมีปัญหาการปฏิบัติต่อกันและกันเหมือนสิ่งของ ไม่ใช่มนุษย์ด้วยกันเอง เหล่านี้เกิดขึ้นจริง อีกทั้งยังแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหา หรือแนวทางการขจัดแนวคิดเหล่านี้ออกไปจากสังคม

Akibatan : จุดเริ่มต้นของการจัดนิทรรศการครั้งนี้ มีความเป็นมาอย่างไร

เจมส์ : เริ่มต้นด้วยการที่ว่าเราเป็นกลุ่มนักศึกษา แล้วก็ในส่วนของภาควิชาผมได้ศึกษาในส่วนของอุตสาหกรรมดนตรี แล้วก็ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เราก็มีโอกาสได้เข้าไปศึกษาในส่วนของวงการไอดอลมากขึ้น แล้วก็ทีมงานของเรา (น้องไหม) ก็มีโอกาสได้ทำงานไอดอลมาด้วย จากการศึกษานั้นทำให้เราพบว่ามันมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งในวงการไอดอล ซึ่งเป็นปัญหาที่อยู่คู่วงการมานานแล้ว แต่เราก็รู้สึกว่าไม่ค่อยมีใครออกมาพูดถึง ไม่ค่อยมีใครออกมาสื่อสารปัญหาเรื่องนี้สักเท่าไร นั่นคือเรื่องของ “การปฏิบัติต่อกันเสมือนวัตถุ” (objectification) ซึ่งปัญหานี้มันเกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัยมาก บ้างอาจเกิดจากคนข้างนอกที่ไม่เข้าใจแล้วก็ตัดสินวงการไปตามที่ตัวเองเข้าใจ บ้างก็เกิดจากคนข้างใน กล่าวคือเกิดจากแฟนคลับบางกลุ่มที่มีความชื่นชอบศิลปินแบบผิด ๆ หรือแม้แต่บางกรณีก็เกิดจากกระบวนการในการตลาด ซึ่งยังมีอีกหลายอย่าง ต้องบอกว่าประเด็นที่เราได้เจอคือมันหลากหลายมาก ๆ เราก็เลยมีความคิดว่าเราตั้งใจอยากจะสื่อสาร อยากจะถ่ายทอดปัญหาเหล่านี้ให้ผู้คนได้ตระหนักถึงมันมากขึ้น

Akibatan : แล้วทำไมถึงเลือกเอาคำว่า objectification มาเป็นแกนหลัก ซึ่งคำนี้ให้คำนิยามยากพอสมควรเลย

เจมส์ : ใช่ ยากมากๆ ซึ่งมันมีหลายประเด็น หลายมุมมอง
ไหม : คิดว่าเหมือนคำว่า objectification มันค่อนข้างเปิดกว้างด้วย เพื่อที่ศิลปินจะได้มีโอกาสบอกเล่าความคิดเห็นของตัวเขาเองในมุมมองที่มันแตกต่างออกไป เพราะคำว่า objectification สำหรับหลาย ๆ คน บางคนอาจจะหมายถึงแค่การคุกคามทางเพศ (sexual harassment) ในโลกออนไลน์อะไรอย่างนี้ ซึ่งเรารู้สึกว่าพอเราเอาคำนี้มาเป็นจุดยืนพื้นหลัก เราก็ได้รับรู้ถึงปัญหา ถึงความไม่สบายใจที่มันเกิดขึ้นในวงการ ในหลาย ๆ มุมมากขึ้น
เจมส์ : คือมันเป็นคำที่อาจจะดูกว้าง แต่มันก็สามารถทำให้เราตีความได้หลากหลายมากขึ้น

Akibatan : ในเมื่อธีมของงานคือ Girls not object ที่ต้องการบอกว่าผู้หญิงไม่ใช่สิ่งของ คิดว่าอะไรคือต้นเหตุ ที่มาของความคิดแบบนี้ที่เกิดขึ้นในสังคม

ไหม : น่าจะเป็นเรื่องแนวคิดชายเป็นใหญ่ในสังคมด้วย เรื่องความไม่เท่าเทียมน่าจะเป็นต้นเหตุแรกของสังคม ในวงการไอดอลมันเกิดจากวัฒนธรรมเฉพาะหลายอย่างของไอดอลที่มันถูกสร้างมาให้เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะการมองไอดอลเป็นเหมือนสินค้า หรือในการตีค่าอะไรหลาย ๆ อย่างก็ตาม

ปิ่น :
จริง ๆ ก็คล้าย ๆ กัน เหมือนรูปแบบทางสังคมเรามันค่อนข้างอยู่ในลักษณะชายเป็นใหญ่ แต่ว่าถ้าเกิดพูดถึงวงการไอดอลคือตัววัฒนธรรมเองมันมีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่แล้วด้วย และเหมือนตัวคนเป็นไอดอลเองก็รู้สึกว่าอาจจะไม่ได้มีสิทธิพูดได้เต็มที่ขนาดนั้น อาจจะรู้สึกว่ามันมีความอึดอัดใจบางอย่าง เพราะฉะนั้นเราก็อยากจะช่วยให้เค้าได้พูดเกี่ยวกับประเด็นนี้ออกมาได้มากขึ้น

เจมส์ :
อีกส่วนหนึ่งคิดว่าอาจเกิดจากความเคยชินและความไม่เข้าใจประเด็นปัญหาที่แท้จริงด้วย ที่ทำให้ปัญหาทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในสังคม ซึ่งบางครั้งการกระทำบางอย่างที่เป็นผลกระทบกับคนอื่นในเชิงที่เหมือนอีกฝ่ายเป็นสิ่งของก็เกิดขึ้นได้โดยที่ตัวผู้กระทำไม่ได้รู้สึกตัว อาจจะไม่มีความรู้ว่ามันเป็นการตีค่าคนอื่นเป็นเหมือนสิ่งของ หรืออาจจะรู้สึกเคยชินว่ามันเป็นสิ่งที่คนทั่วไปทำกัน มันก็ทำให้เกิดปัญหาในส่วนนี้ได้ ซึ่งเราก็อยากจะสื่อสารให้ทุกคนเห็นมากขึ้น ว่าบางอย่างบางสิ่งมันเป็นปัญหานะ มันอาจจะกระทบกับคนอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้นะ

Akibatan : อยากให้ช่วยลองยกตัวอย่างพฤติกรรมที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำโดยมองว่าผู้หญิงเป็นสิ่งของ เพื่อให้ผู้ที่ผ่านมาเห็นได้ตระหนักถึงว่าสิ่งที่ตนเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ มันอาจเป็นการละเมิดที่แม้แต่เราเองก็ไม่รู้สึกตัว

ไหม : จริง ๆ ถ้าเห็นได้ชัดเลยก็เป็นการแสดงความเห็นในอินเตอร์เน็ตค่ะ อันนี้จะเห็นได้แรงมาก ซึ่งมันก็เกิดกับบุคคลสาธารณะค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดที่ติดเรทไม่ให้เกียรติผู้หญิง เราก็ถือว่าเป็นการที่ objectification ตัวผู้หญิงแล้ว ชัด ๆ เลยก็คือการใช้คำพูดคุกคามที่ทำให้ไม่ปลอดภัย เช่น “คนนี้น่าเอาจังเลย” อะไรอย่างนี้ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเหมือนรูปแบบมันไม่ได้ตายตัว บางคนเขาก็รู้สึกแบบว่าแค่ถูกจ้องมองด้วยสายตาที่มันไม่ค่อยโอเค ก็รู้สึกว่าเป็นการ objectification ได้แล้วเหมือนกัน

Akibatan : ความคาดหวังจากการจัดงานครั้งนี้ อยากให้เกิดผลอย่างไรต่อสังคมบ้าง

เจมส์ : ส่วนตัวผม จากที่เราทำงานนี้กันระยะเวลาเกือบ 3 – 4 เดือน จริง ๆ เราแทบจะเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับงานนี้ด้วยซ้ำ จากการที่เราสัมภาษณ์พี่ ๆ ศิลปินทุกคน จากการที่เราได้ข้อมูลจากแต่ละคนมา มันแทบจะเป็นการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน แล้วเราก็เข้าใจว่าบางครั้งเราอาจจะเปลี่ยนความคิดของทุกคนไม่ได้ 100% แต่สิ่งที่เราทำได้คือเราสามารถให้คนสื่อสารและตระหนักถึงปัญหานี้ได้ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังดี

แค่คนที่สนใจเข้ามาเห็นงานเรา เข้ามาเห็น caption แล้วเข้ามาดูสักนิดนึงว่างานคืออะไร มันคือการตระหนักรู้ในขั้นต้นที่เราคาดหวังแล้ว ซึ่งเราก็ถือว่ามันค่อนข้างที่จะประสบความสำเร็จในขั้นแรกเรียบร้อย

Akibatan : ทางผู้จัดเองให้นิยามความเป็น “ไอดอล” ว่าอย่างไร

ปิ่น : รู้สึกว่าโดยรวมแล้วสามารถเป็นใครก็ได้ คนที่เรารู้สึกว่าเค้าสร้างแรงบันดาลใจให้กับเรา เพราะฉะนั้นสำหรับไอดอล ไม่ว่าจะในวงการ ไม่ว่าจะเป็นนักร้องอะไรอย่างนี้ รู้สึกว่าก็คือคนคนหนึ่งที่มีพลังมากพอที่จะสร้างแรงบันดาลใจและแรงผลักดันให้กับเรา กับใจเรา

เจมส์ : ส่วนตัวจริง ๆ ก็อาจจะคล้ายกัน ไอดอลสำหรับผมไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ศิลปิน ไอดอลมีได้หลากหลายมาก ผมก็มีไอดอลเป็นนักดนตรีที่ผมชื่นชอบ มีไอดอลเป็นบุคคลที่เค้าสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมที่ผมชื่นชอบ ซึ่งคิดว่าคำว่าไอดอลสุดท้ายแล้วคือใครสักคนที่เป็นแรงบันดาลใจ คนที่กระตุ้นให้เราออกมาทำอะไรสักอย่างที่เป็นประโยชน์

Akibatan : รู้สึกอย่างไรกับการที่มีคนเปรียบเทียบ ว่าไอดอลก็เป็นสินค้ารูปแบบหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้หาประโยชน์ได้

เจมส์ : จริงแล้วเรื่องนี้มีหลายมุมมองมากเลย มันมีทั้งมุมมองที่กระบวนการการตลาดบางอย่างของวงการบันเทิงที่ตีกรอบศิลปิน หรือว่ากำหนดภาพลักษณ์ศิลปินที่มากจนเกินไป เคสที่มากจนเกินไปมันจะทำให้เกิดปัญหากับตัวศิลปินเอง ที่รู้สึกว่าตัวเองจะสูญเสียตัวตนหรือไม่ อาจจะเกิดความอึดอัดใจในการทำงาน หรือประเด็นอื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ศิลปินไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองเป็นได้ ซึ่งถ้ากระบวนการตรงนี้มันมากจนเกินไปแล้วมันครอบงำ ตีกรอบ หรือว่ากำหนดภาพลักษณ์มากจนเกินไป มันก็จะเกิดผลเสียกับตัวศิลปินแน่นอน

ปิ่น : รู้สึกว่าเป็นการทำงานอย่างหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคือระบบการทำงาน ซึ่งมันเป็นส่วนที่ต้องระวังและค่อนข้างพูดยาก เหมือนการตลาดมันมีอยู่ในทุก ๆ อย่าง อยู่ที่ว่าจะใช้มันอย่างไร ในการที่เราปฏิบัติต่อตัวศิลปินหรือว่าคนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นไอดอลหรือศิลปินนักร้องทั่วไป เป็นหนทางในการตีตลาดหรือว่าสร้างการตลาดอะไรขึ้นมา เราก็ยังต้องคำนึงถึงตัวศิลปินอยู่ดี เพราะฉะนั้นมันปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นอย่างหนึ่งที่ใช้เป็นกระบวนการในการทำงาน

เจมส์ :
จริง ๆ จากที่เราเรียน เราก็ค่อนข้างเห็นภาพชัดว่าการที่จะสร้างศิลปินขึ้นมาสักคนหนึ่งมันมีกระบวนการและขั้นตอน แต่ว่าจะทำยังไงให้มันเป็นการตลาดที่อาศัยตัวตนของศิลปิน แล้วก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปินได้ ซึ่งถ้ามันไปในทางเดียวกันได้ มันเป็นตัวตนของเค้า บริหารจัดการให้ศิลปินให้เป็นตัวตนของตัวเองได้ เท่านี้มันก็จะลดทอนปัญหาให้ส่วนนี้ลงไปได้ เพราะว่าศิลปินก็จะได้สื่อสารในสิ่งที่ตัวเองเป็น ได้นำเสนอได้ถ่ายทอดผลงานของตัวเองจากตัวตนของตัวเองจริง ๆ

ปิ่น : การตลาดมันไม่ผิด แต่ว่าความสำคัญคือต้องคุยกันทั้ง 2 ฝ่ายว่าต้องการอะไร

Akibatan : คิดว่าในภาพรวมแล้ว ควรจะมีวิธีการรับมืออย่างไร กับคนที่เขามีมุมมองว่าผู้หญิงเป็นวัตถุสิ่งของ

ไหม : จริง ๆ เรื่องนี้มันยากมาก เพราะเหมือนที่เราบอกเราไม่ได้มีหน้าที่ไปเปลี่ยนความคิดใคร เรามีหน้าที่แค่ให้เค้าตระหนักรู้ว่าอะไรมันผิดอะไรมันถูก

ปิ่น : การที่คนเราจะเปลี่ยนรูปแบบความคิดหรือเปลี่ยนความคิดไปเลย มันไม่สามารถทำได้เพียงแค่เราพูดว่าอย่างนี้มันไม่ดีนะ มันไม่เปลี่ยนเลย มันต้องมาจากความเข้าใจข้างในจริง ๆ เพราะฉะนั้นการจัดแสดงของเราอาจจะไม่ได้เปลี่ยนเขาได้ขนาดนั้น แต่อย่างน้อยเราอาจจะจุดประกายให้บางคนได้ว่ามันมีสิ่งนี้นะ คุณต้องเริ่มคำนึงถึงปัญหานี้ได้แล้วนะ และถ้าเค้าไปเจออะไรที่คล้ายคลึงกับปัญหานี้ที่เราพูดถึง ก็จะเริ่มเข้าใจว่ามันผิดตรงไหน และมันเป็นอย่างไร

เจมส์ : เป็นเรื่องของการปลูกฝัง คิดว่าถ้าเราปลูกฝังเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มในคนรุ่นใหม่ ในเด็กยุคใหม่ แล้วถ้าหากเขาได้เห็นสิ่งนี้ ได้เข้าใจปัญหาตรงนี้ว่ามันมีอะไรยังไงมากขึ้น เมื่อเขาโตขึ้นในเจนต่อ ๆ ไป สังคมก็จะเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาตรงนี้มากขึ้น

Akibatan : อะไรที่ทำให้เลือกน้อง ๆ ไอดอลกลุ่มนี้ มาเป็นตัวแทนในการนำเสนองานครั้งนี้

ไหม : จริง ๆ เราก็เลือกจากวงไอดอลที่มีอยู่ในปัจจุบัน แล้วเราก็มีการคุยกัน บางคนก็เป็นคนที่รู้จักเป็นการส่วนตัว แล้วก็รู้ว่าเขามีประสบการณ์ในประเด็นนี้ ส่วนบางวงที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว ก็จะมีการทักไปที่ตัววง แล้วก็บอกว่าเรามีการจัดงานประเภทนี้อยู่ มีใครสามารถที่จะมาพูดเรื่องนี้ให้เราได้มั้ย ที่อยากพูดจริง ๆ เราจะไม่มีการบังคับให้ศิลปินมาพูด เราจะให้ต้นสังกัดมีการส่งมา เค้าก็จะส่งชื่อมาประมาณ 3 คน เราก็ดูว่าใครที่จะเหมาะสมที่จะพูดเรื่องนี้จริง ๆ

Akibatan : ในประเทศที่เจริญแล้ว สื่อต่าง ๆ มีการผลักดันเรื่องภาพลักษณ์ความเท่าเทียมของผู้หญิงชัดเจนมากยิ่งขึ้น คิดว่ามีส่วนช่วยในเรื่องนี้หรือไม่

ไหม : จริง ๆ ก็เป็นส่วนช่วยนะคะ รู้สึกว่าต้นเหตุปัญหาของเรื่องก็มีส่วนที่สื่อเป็นคนทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผู้หญิงในการถ่ายโฆษณา หรือว่าการมองว่าผู้หญิงต้องขาวต้องสวย ก็เลยรู้สึกว่าเริ่มแรกก็อาจจะเกิดจากสื่อที่ทำให้มีชุดความคิดแบบนั้นขึ้นมาด้วย เพราะคนส่วนใหญ่ก็เสพสื่อทีวีหรือสื่อออนไลน์เป็นหลักอยู่แล้ว ถ้ารู้สึกว่าสื่อส่งเสริมมันก็อาจเปลี่ยน ถ้ามันจูนเข้าสมองคนเรื่อย ๆ ก็คิดว่าจะเปลี่ยนได้

ปิ่น : รู้สึกว่ามันเป็นค่านิยมหลัก ๆ ที่ทำให้สื่อเลือกจะแสดงออกมาในแง่นั้น ความที่มันจะแมสได้ถ้าเราพูดเรื่องนี้ ๆ และถ้าทุกคนรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องอีกต่อไปแล้ว เราอาจสามารถสนับสนุนประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศขึ้นมาได้ให้มันกลายเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าใจ คิดว่าสื่อก็น่าจะโฟกัสที่เรื่องนั้นเหมือนกัน ซึ่งก็ทำให้คนอีกมากมายที่ได้รับฟังหรือว่าเสพสื่อเข้าใจได้ดีมากขึ้น

เจมส์ :
สื่อก็มีส่วนสำคัญในทัศนคติของคนแต่ละเจนแต่ละยุคสมัย ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อค่อนข้างมีอิทธิพลในระดับหนึ่งอยู่แล้ว มันก็คงจะดีมากถ้าสื่อต่าง ๆ สามารถถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่าความหลากหลายทางรูปร่างหรือว่าอะไรก็ตาม มันคือความสวยงามทางธรรมชาติที่ธรรมชาติออกแบบให้เราแตกต่างกัน ไม่ใช่การมากำหนดว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนั้นไม่ดี แต่ทุกอย่างมันมีความงดงามในตัวเองอยู่แล้ว

ปิ่น : จริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่สื่อต้องทำการบ้านในระดับหนึ่ง เพราะว่าเรื่องของจรรยาบรรณสื่อในการที่พูดอะไรแล้วมันไม่เป็นการคุกคามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพศใดเพศหนึ่ง หรือคนที่อาจจะไม่ได้ตรงตามค่านิยม มันเป็นสิ่งที่เขาต้องคำนึงเหมือนกันว่าทุกคนจะรู้สึกโอเคกับสิ่งที่เขานำเสนอออกมาหรือเปล่า

คุยกับน้องมิวสิค ศิลปินเดี่ยวผู้มีประสบการณ์โดยตรง

ไม่เพียงแค่นั้น นอกจากทีมงานผู้จัดงาน Girls, Not Objects ทั้งสามท่านแล้ว เรายังมีโอกาสได้สัมภาษณ์น้อง “มิวสิค” จิดาภา จงสืบพันธ์ หรือ Mormiiiw ศิลปินเดี่ยว ที่พวกเรารู้จักกันจากเพลง “กอดผี” และ “มิมีดี” เธอจะมาบอกเล่าประสบการณ์ ความรู้สึก ทรรศนะ จากอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้ แล้วจะไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นได้ ให้เพื่อน ๆ ได้ทราบกัน

Akibatan : ตลอดเส้นทางการเป็นไอดอล เคยมีความรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำเหมือนเป็นวัตถุสิ่งของบ้างหรือไม่ (ถ้ามี อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ จะมีวิธีการรับมืออย่างไร)

มิวสิค : การมางานนี้ ในรูปภาพของมิวมันมีชื่อว่า “อย่าให้ความคาดหวังของผู้อื่นมาทำให้เรากลายเป็นเพียงวัตถุ” ซึ่งตลอดทางของไอดอลที่ผ่านมา ถามว่าเคยไหม? มันก็เคยค่ะ เพราะไม่งั้นก็คงไม่มีหัวข้อนี้ออกมา บางทีการถูกมองว่าเป็นวัตถุ มันก็มาในรูปแบบของความคาดหวัง อยากให้เราเป็นแบบนี้ ต้องการให้เราทำแบบนี้ ซึ่งตัวเราเอง เรามีความคาดหวังอยู่แล้ว มีความกดดันอยู่แล้ว มีความเครียดความคิดมากมากพออยู่แล้ว แล้วพอยิ่งมีคนอื่นมันเลยทำให้เราเหนื่อย เราดิ่งมากกว่าเดิม จนบางทีเรากลับไปคิดที่บ้านว่า “สรุปเราเป็นตัวเอง ยังเป็นตัวเราที่เป็นตัวตนเรา หรือเราเป็นอะไรบางอย่างที่ต้องทำตามสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็นไปแล้ว แล้วสรุปอะไรคือตัวตนของเรา” ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้มันต้องเคยเกิดขึ้นกับหลาย ๆ คน ในหลาย ๆ อาชีพอยู่แล้ว แต่คนที่เป็นผู้ถูกกระทำเขาก็มีหัวใจ มีความรู้สึก ซึ่งถ้ามันเปลี่ยนแปลงได้ก็อยากให้ทุกคนเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองคิดกลับว่าถ้าตัวเราโดนเอง มันก็คงไม่มีใครชอบหรอกค่ะ

ก็อยากจะฝากถึงทุก ๆ คนว่า ก่อนจะพูดจะทำอะไรอยากให้คิดถึงผู้ฟังด้วย ทุกคนมีความรู้สึก มีหัวใจเหมือนกันค่ะ ส่วนเรื่องวิธีการรับมือคือถ้าเราเกิดแบบนี้ เอาจริง ๆบางทีมิวก็ยังเอาตัวเองไม่ค่อยรอดเลยค่ะ (หัวเราะ) แต่ก็ถ้าอะไรที่มันไม่จำเป็นต้องเอามาคิดก็ปล่อยมันไป คิดเสียว่าบางคนก็ไม่ได้สำคัญพอที่เราจะเอามาเป็นส่วนนึงในความคิดเรา ที่รังแต่จะทำให้เราแย่กว่าเดิม มันคงเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับคนคิดมากน่ะค่ะ ถ้าปล่อยได้ก็ปล่อย ที่สำคัญลองบ่นลองระบายออกมาให้กับคนที่สนิทคนที่เราไว้ใจดูค่ะ มันก็เป็นอีกทางนึงที่ช่วยได้เหมือนกัน

หลายๆคนที่มิวรู้จักก็เป็นโรคซึมเศร้าเพราะเรื่องนี้นะคะ มิวเชื่อว่าไม่มีใครอยากจะเป็นวัวเป็นควายที่โดนล่ามไว้ไถนา ต้องเดินตามเขาไปตลอดหรอกค่ะ ถ้าเลือกได้ก็คงอยากเป็นนก ถึงจะมีอันตรายรออยู่ในโลกภายนอก แต่อย่างน้อยเราเป็นคนเลือกเอง ตัดสินเอง จะล้มจะพลาดก็เป็นที่ตัวเองค่ะ