คณะอภิปรายกล่าว การประเมินค่ากันใหม่ว่างานบ้านและงานเลี้ยงเด็กมากแค่ไหนคือสิ่งที่ชายญี่ปุ่นควรทำ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขวิกฤติสังคมผู้สูงอายุ ที่ลดอัตราการเกิดประชากรอยู่ทุกวันนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้เกณฑ์อายุโดยเฉลี่ยของประชากรญี่ปุ่นค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งสาเหตุที่เป็นแบบนี้ได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการดูแลสุขภาพ และสวัสดิการด้านสาธารณสุขที่ช่วยยืดอายุให้กับประชากร ประกอบกับอัตราการเกิดอาชญากรรมที่ค่อนข้างต่ำ และอุบัติเหตุบนถนนที่มักคร่าชีวิตคนวัยหนุ่มสาวไปนั้นไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่อีกปลายทางหนึ่งของสมการนี้ เหตุผลใหญ่ที่ทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุนั้นคือการที่คนแก่ตายช้า และไม่มีคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนได้ทัน จนต้องย้อนไปดูสถิติในปี 1974 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่อัตราการเกิดของประชากรญี่ปุ่นนั้นสูงจนเกิน 2.0 นั่นแปลว่าสังคมญี่ปุ่นเริ่มแก่ตัวลงนับตั้งแต่นั้นมา

แล้วตอนนี้ หลายคนอาจแย้งได้ว่าในบางพื้นที่ของญี่ปุ่นนั้นแออัดจนเกินไป แต่จำนวนของประชากรที่ลดลงทำให้เกิดความกังวลในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มสูงขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การที่จะต้องมาเสียแรงงาน (แม้จะเป็นส่วนน้อย) ไปกับการดูแลเหล่าผู้สูงอายุหลังเกษียณเท่านั้น การเพิ่มอัตราการเกิดเป็นสิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามหาทางออกมาตลอดในช่วงหลายปีนี้ และในการอภิปรายของเหล่าผู้เชี่ยวชาญก็ได้ยกข้อเสนอแนะใหม่ล่าสุดขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่เหล่าแม่บ้าน และแฟนสาวที่มาอาศัยอยู่ร่วมกันต่างต้องเคยทนเหน็ดเหนื่อยกันมาก่อน บ้างอาจจะเคยเฝ้ารอให้มันเกิดขึ้นจริง มันคือการชวนให้ผู้ชายหันมาทำงานบ้าน และใช้เวลาในการเลี้ยงดูลูกมากขึ้นยังไงล่ะ!

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเตรียมพร้อม เพื่อใช้เป็นมาตรการในการรับมือปัญหาอัตราประชากรเกิดใหม่ตกต่ำ ข้อเสนอแนะของคณะอภิปรายดังกล่าวระบุว่ากุญแจสำคัญที่ต้องมีเพื่อเพิ่มอัตราการเกิดของประชากร คือการพิจารณาทบทวนบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันโดยอิงจากเพศ หน้าที่การงาน และไลฟ์สไตล์ เพื่อให้เกิดการร่วมมือกันที่มากขึ้นในการทำงานบ้านและเลี้ยงดูเด็ก ๆ โดยฝ่ายคุณผู้ชายประจำบ้าน

กระทั่งถึงเมื่อสองเจนก่อน ญี่ปุ่นเคยมีค่านิยมสำหรับผู้ชายว่าต้องเป็นผู้นำครอบครัว อยู่ในจุดสูงสุดของบ้าน ส่วนผู้หญิงไม่ว่าจะเก่งกาจมีความสามารถมากแค่ไหนเมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องกลายเป็นแม่บ้านอยู่เหย้าเฝ้าเรือน คอยดูแลูกหลานไม่ออกไปไหน ต่างกับในปัจจุบันที่มีทางเลือกมากกว่า ผู้หญิงสามารถทำงานนอกบ้านต่อได้แม้จะแต่งงาน หรือมีลูกแล้ว และเพราะภาระหน้าที่จากนอกบ้านที่ผู้หญิงต้องรับผิดชอบ จึงไม่แปลกที่ฝ่ายชายจะต้องเป็นฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลบ้านช่องลูกหลานด้วย เพื่อรักษาความมั่นคงของครอบครัว ความสุขในบ้าน และอนาคตของทั้งครอบครัว

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่สามารถมองข้ามได้ว่า ถึงแม้ในปัจจุบันผู้หญิงญี่ปุ่นจะทำงานนอกบ้านมากขึ้น ก็ใช่ว่าตารางงานอันแน่นขนัดของชายญี่ปุ่นจะผ่อนคลายเบาบางลงแต่อย่างใด คนเป็นมนุษย์เงินเดือนก็รังแต่จะขยันทำโอที (ทั้งโอทีจริง และโอทีเทียมที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาสถานะทางสังคมภายในที่ทำงาน) ให้ได้มากที่สุด ซึ่งกินเวลาไปจนเกือบหมดวัน มันจึงไม่ง่ายเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำอย่างการที่ฝ่ายสามีกลับมาบ้าน สะบัดเสื้อผ้าสัมภาระ แล้วขึ้นไปกระดิกเท้าดูทีวีอยู่หน้าโซฟา ในขณะที่ภรรยาก็ง่วนกับงานบ้านงานเรือนต่อไป

โชคร้ายที่ข้อแนะนำของคณะอภิปรายไม่ได้ระบุอย่างเจาะจงว่าต้องทำอย่างไรจึงจะทำให้ครอบครัวที่ทั้งสามีและภรรยาต้องหาเงินจากนอกบ้าน สามารถมีเวลาได้มากขึ้น แม้เหล่าผู้เชี่ยวชาญจะกล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและ AI เข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงดูเด็ก แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้พูดถึงคือค่าใช้จ่ายอันแพงหูฉี่ที่จะตามมา

รัฐบาลญี่ปุ่นจะรับเอาข้อเสนอแนะของคณะอภิปรายเหล่านี้เข้าไปพิจารณา เพื่อสร้างนโยบายที่เข้มแข็งมากกว่านี้ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึง เพื่อเป้าหมายในการขยับอัตราการเกิดของประชากรญี่ปุ่นจาก 1.42 ไปยัง 1.8 ให้ได้ ซึ่งยังถือว่าห่างไกลจากนโยบาย “หญิง 1 คน ลูก 3 คน” ที่เคยมีนักการเมืองญี่ปุ่นรายหนึ่งเสนอขึ้นมาเมื่อต้นปี

Source: NHK News Web via JinJapan TimesSoraNews24
Images: Irasutoya