ถึงจะอธิบายเหตุผลให้น่าฟังได้แค่ไหน สุดท้ายก็ผิดกฎหมายอยู่ดีนะ

เกียวโต เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นใจกลางแห่งวัฒนธรรมของญี่ปุ่น กว่าร้อยปีแล้วที่วัด ศาลเจ้า สวน และจุดชมทิวทัศน์ต่าง ๆ ได้กลายมาเป็นส่วนประกอบของบทกวี และภาพวาดอันงดงาม จากอดีตสู่ปัจจุบัน

กระนั้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีชายคนหนึ่งที่มาอาศัยเกียวโตเช่นกัน แต่ไม่ได้ใช้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาใหม่ เพราะเขาใช้เกียวโตเป็น “ผ้าใบสำหรับวาดภาพ” เหตุเกิดที่วัดเรียวอันจิ หนึ่งในมรดกโลกที่ได้รับการยกย่องโดยองค์กร UNESCO ที่มีอายุกว่า 570 ปี นายโอนิชิ ทัตสึยะ ได้ใช้พื้นที่ของกำแพงบริเวณประตูหลักของวัด ในการเขียนข้อความกราฟิตีด้วยปากกาเคมี ดังวิดีโอข้างล่างนี้ (วินาทีที่ 0.31)

ข้อความที่นายศิลปินมือบอนคนนี้เขียนลงไปคือ

“ข้าคือ เซริว (มังกรเขียว)
ขอบคุณ สุซาคุ (หงส์แดง)
ขอโทษที่ให้รอ
เบียกโกะ (เสือขาว)”

ชื่อ เซริว, สุซาคุ และเบียกโกะ ไม่ใช่ชื่อของแก๊งกวนเมือง แฟนเก่า หรือข้อความยอดฮิตในงานกราฟิตี้ที่ไหน แต่เป็นชื่อของสามใน “สัตว์เทพทั้งสี่” ตามตำนานของญี่ปุ่นและจีน เซริวคือมังกรเขียว สุซาคุคือหงส์แดง เบียกโกะคือเสือขาว (และเกนบุคือเต่าดำ) ซึ่งนายโอนิชิก็เลือกใช้ปากกาสีต่างกันในการเขียนชื่อสัตว์เทพเหล่านี้ลงไปบนกำแพงด้วย

แม้จะฟังดูสมเหตุสมผลระหว่างสีปากกากับชื่อของสัตว์เทพ แต่การไปเขียนบนกำแพงในที่สาธารณะแบบนี้ถือเป็นการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ เจ้าตัวจึงถูกจับกุมในบ่ายวันเดียวกันกับที่ก่อเหตุ โดยมีนักท่องเที่ยวที่เห็นเหตุการณ์เป็นผู้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้เราทราบว่าเหตุผลของชายจากโยโกฮามะ ในวัย 44 ปี ที่เขียนข้อความมือบอนลงบนกำแพงนี้คือ

“สักวันผมจะเป็นนักเขียนนิยายแนวไซไฟ จินตนาการสร้างสรรค์ของผมมันล้นจนเก็บไว้ไม่อยู่ เลยต้องมาลงกับที่กำแพงแห่งนี้”

ในทางกลับกัน อาจเป็นที่เข้าใจได้ว่ามันเป็นความติสต์ของคนเป็นศิลปินที่มักจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ เป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ กับการรังสรรค์งานศิลเปรอะบนกำแพงของคนอื่นแบบนี้ ที่ดูแล้วก็ไม่ต่างกับการพ่นสีบ่งบอกอาณาเขตของพวกแก๊งสเตอร์ ที่รอวันโดนจับ เช่นเดียวกับที่นายโอนิชิกำลังโดนจับกุมในฐานความผิดทำลายทรัพย์สินของผู้อื่นเช่นนี้ โชคดีที่ต่อมาสามารถล้างเอาสีปากกาออกจากกำแพงได้

ไว้จบคดีแล้วค่อยไปสร้างสรรค์ผลงานใหม่โดยที่ไม่ให้เดือดร้อนใครนะ พ่อศิลปินใหญ่

Source: Kyodo via SoraNews24
Image: Irasutoya, Akibatan’s photo stock