ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่รู้สึกแบบนั้น ผู้ชายเองก็เช่นกัน

ญี่ปุ่นเองก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ “ความเท่าเทียมทางเพศ” ไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศบนโลก สังคมญี่ปุ่นยังคงยึดติดเกี่ยวกับความแตกต่างทางเพศอยู่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่นค่านิยมที่ว่าฝ่ายหญิงต้องเป็นผู้บริการทุกอย่างให้กับฝ่ายชาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานนอกบ้านหรือในบ้าน ในขณะที่ฝ่ายชายก็ถูกค่านิยมกำหนดว่าต้องเป็นคนออกไปหาเลี้ยงทั้งครอบครัว ชายใดอยู่เหย้าเฝ้าเรือนเลี้ยงลูกหลาน จะถูกมองไม่ต่างจากแมงดา เป็นต้น

ผลจากการถูกกระทำโดยค่านิยมเหล่านั้น ทำให้ทั้งชายและหญิงต่างได้รู้สึกถึงความแตกต่างในการถูกเลือกปฏิบัติทางเพศ จากผลสำรวจของทางผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านข้อมูลรายใหญ่ในญี่ปุ่น Blglobe ทำให้เราทราบว่ากว่า 70% ของชายและหญิงทั่วประเทศญี่ปุ่น เชื่อว่าความไม่เท่าเทียมทางเพศยังคงมีอยู่ในสังคมญี่ปุ่นนี้

ทาง Biglobe ทำการสำรวจผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเปิดให้กลุ่มตัวอย่างจากทั่วประเทศ 1,000 ราย ทำการตอบแบบสอบถามผ่านสมาร์ทโฟนเมื่อช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีหัวข้อเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งชายและหญิง อายุระหว่าง 20 – 69 ปี โดยมีการแบ่งช่วงวัยออกเป็นช่วงละ 10 ปี จึงได้เป็นชาย 100 คน หญิง 100 คน ต่อช่วงวัยหนึ่ง

สาระสำคัญที่สุดที่ได้จากการทำแบบสอบถามนี้ คือผู้ร่วมตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เชื่อว่าประเด็นของความแตกต่างทางเพศได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม เมื่อถูกถามว่า “คิดว่าทุกวันนี้ชายหญิงได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่?” 23.1% จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,000 คน ตอบว่า “บ่อยครั้ง” ในขณะที่ 49.9% ตอบว่า “บางครั้ง” ซึ่งแปลว่า 73% ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศ เมื่อจำแนกโดยเพศของผู้ตอบแบบสอบถาม 76.4% ของฝ่ายหญิง และ 69.6% ของฝ่ายชาย ต่างตอบตรงกันว่า “บางครั้ง”

“ในชีวิตประจำวันปกติ เคยรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกันทางเพศระหว่างหญิงชายหรือไม่?” แถวบนสุดคือผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด รองลงมาคือเมื่อจำแนกตามเพศชาย ตามด้วยเพศหญิง แถบสีแดงคือ “บ่อยครั้ง” สีส้มคือ “บางครั้ง” สีเขียวอ่อนคือ “ไม่ค่อย” และสีฟ้าคือ “ไม่เคยพบเลย”

จากผลสำรวจข้างต้นบอกเราว่ามันไม่สำคัญว่าจะเป็นชายหรือหญิง เพราะทั้งคู่ต่างรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศกันในชีวิตประจำวันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเมื่อมองในบริบทของสังคมญี่ปุ่นที่โดยปกติก็ปฏิบัติต่อกันอย่างไม่เท่าเทียมกันทุกคนอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่จะพบเห็นได้ไม่ยากนัก

ในจำนวนทั้งหมดของผู้ตอบแบบสอบถาม มี 466 รายที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งก็ถูกถามอีกว่าในที่ทำงานของพวกเขามีประเด็นความไม่เท่าเทียมอื่น ๆ หรือไม่ 36.3% ตอบว่ามี “ความไม่เท่าเทียมในน้ำหนักงานและภาระความรับผิดชอบ” ในขณะที่อีก 30.8% ตอบว่า “มีความไม่เท่าเทียมในความสะดวกสบายในการคว้าโอกาสเพื่อการเลื่อนขั้นหรือความก้าวหน้าทางอาชีพ” และที่น่าสนใจคืออีก 31.1% ตอบว่าพวกเขานั้น “ไม่รู้สึกเลยว่าที่ทำงานมีความไม่เท่าเทียม”

กลับกัน สิ่งที่ผู้ตอบแบบสอบถามเพศหญิงต่างกังวล เป็นเรื่องของ “ความไม่เท่าเทียมในความสะดวกสบายในการคว้าโอกาสเพื่อการเลื่อนขั้นหรือความก้าวหน้าทางอาชีพ” (47.5%) ตามมาด้วย “ค่าจ้าง” (44%) กับ “ความไม่เท่าเทียมในน้ำหนักงานและภาระความรับผิดชอบ” และ “การมอบหมายงานจิปาถะ” ที่ได้คะแนนเท่ากัน (27.7%)

คำตอบอื่น ๆ จากมากไปน้อยของทั้งชายและหญิงประกอบไปด้วย “การให้ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานจนมืดค่ำอย่างกระทันหัน”, “ความสะดวกในการใช้วันลาหยุด”, “ภาระงาน”, “การมอบหมายงานจิปาถะ”, “เกณฑ์การประเมินผล”, “โอกาสในการแสดงความเห็นและความรู้สึก” และ “อื่น ๆ”

“พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศที่พบในที่ทำงาน (ตอบได้หลายข้อ)” สีเขียวแทน “ทั้งหมด” สีฟ้าแทน “ชาย” สีชมพูแทน “หญิง”

มาถึงคำถามที่ถามเหล่าคนวัยทำงานทั้ง 466 คนว่า “คิดเห็นอย่างไรกับการที่พนักงานชายในบริษัทจะได้รับวันหยุดให้ออกไปเลี้ยงดูบุตร?” มีเพียง 36% ที่ตอบว่า “เห็นด้วย” กับ 52.4% ที่ตอบว่า “ค่อนข้างเห็นด้วย” จึงบอกได้ว่าเกือบ 86% ของผู้ตอบแบบสอบถามนี้เชื่อว่าผู้ชายก็ควรได้รับโอกาสในการลางานเพื่อทำหน้าที่บุพการีที่ดีด้วย มีความแตกต่างเพียง 4% ระหว่างผู้ตอบแบบสอบถามชาย – หญิง เท่านั้น จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผู้หญิงเองก็สนับสนุนแนวคิดนี้ มากกว่าผู้ชายเสียอีก

“คิดเห็นอย่างไรกับการที่พนักงานชายในบริษัทจะได้รับวันหยุดให้ออกไปเลี้ยงดูบุตร?” แถวบนสุดคือผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด รองลงมาคือเมื่อจำแนกตามเพศชาย ตามด้วยเพศหญิง แถบสีฟ้าคือเห็นด้วย สีเขียวคือค่อนข้างเห็นด้วย สีส้มคือค่อนข้างไม่เห็นด้วย และสีแดงคือไม่เห็นด้วย

กระนั้น เมื่อลองถามว่า “รู้สึกลำบากใจไหมที่จะต้องใช้วันลาเพื่อมาเลี้ยงดูบุตร?” ฝั่งผู้ชายกว่า 18.2% ตอบว่า “รู้สึก” ในขณะที่ 35.2% ตอบทำนองว่ามีบ้าง เมื่อเทียบกับฝ่ายหญิงแล้ว ฝ่ายชายค่อนข้างจะไม่สะดวกใจในการลาหยุดเพื่อมาเลี้ยงบุตร

“รู้สึกลำบากใจไหมที่จะต้องใช้วันลาเพื่อมาเลี้ยงดูบุตร?” แถวบนสุดคือผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด รองลงมาคือเมื่อจำแนกตามเพศชาย ตามด้วยเพศหญิง แถบสีม่วงคือรู้สึก สีเขียวคือรู้สึกบ้าง สีเหลืองคือค่อนข้างไม่รู้สึก สีฟ้าคือไม่รู้สึกเลย

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ชายและหญิงต่างรู้สึกลำบากใจต่อการลาหยุดเพื่อมาเลี้ยงดูบุตรนั้นคล้ายคลึงกัน อย่างเช่น “รู้สึกไม่ดีต่อองค์กร” (58.8%) “มันจะทำให้ลูกค้าและองค์กรลำบาก” (51.7%) “ไม่พอกินถ้าหยุดทำงาน” (31.5%) ซึ่งตรงจุดนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามสามารถเลือกตอบได้หลายตัวเลือก และตัวเลือกส่วนน้อยที่มีคนเลือก คือ “กลัวว่าหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานจะคิดไม่ดี”, “เซนส์ในการทำงานจะทื่อลง”, “มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในที่ทำงานของฉัน”, “แผนการไต่เต้าในสายงานจะพังถ้าลาหยุดออกมา”, “ครอบครัวของพื่อน่รวมงานจะมองไม่ดี” และอื่น ๆ

แม้ผู้เข้าร่วมจะไม่ได้ถูกถามว่าใครที่เป็นฝ่ายได้รับประโยชน์ในความไม่เท่าเทียมนี้ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือทั้งชายและหญิงต่างยังมอไม่เห็นว่าพวกเขา หรือคนอื่น ๆ สมควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในที่ทำงาน มันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีผลกระทบไปยังหลายส่วน รวมถึงอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเรื่องเหล่านี้เป็นส่วนช่วยผลักดันให้ญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งทาง Biglobe เองก็ได้กล่าวแบบนี้เช่นเดียวกันในช่วงต้นของการจัดทำแบบสอบถาม ฉะนั้นข้อมูลเชิงสถิติเหล่านี้สักวันอาจจะช่วยให้สังคมญี่ปุ่นพ้นจากวิกฤติจำนวนประชากรที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ได้ ไม่มากก็น้อย

Source: BIGLOBE via Nico Nico News via SoraNews24
Image: Irasutoya