ด้วยการโปรโมทที่ถูกทาง ทำให้มาสคอตที่เคยถูกยี้ กลับมาครองใจมวลชน

แม้จะไม่เป็นที่โดดเด่นเหมือนกับจังหวัดใกล้เคียงอย่างเกียวโต จังหวัดนาระเองก็เป็นแหล่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ในฐานะที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงมาก่อน ย้อนไปเมื่อ 12 ปีก่อน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2008 ทางจังหวัดได้เปิดตัวมาสคอตเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว นามนั้นคือ “เซ็นโตะคุง” นั่นเอง

เมื่อเซ็นโตะคุงปรากฏตัวขึ้นด้วยหวังจะเป็นที่รักของใครต่อใคร แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นแบบนี้

แม้แต่เด็กยังร้องไห้! คาดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจุดกำเนิดของตัวเซ็นโตะคุงเอง ที่มาจากการผสมผสานระหว่างสองจุดเด่นของจังหวัดนาระ อย่าง “กวาง” ที่อาศัยอยู่อย่างอิสระไปทั่วจังหวัด และ “พระพุทธรูป” ทองแดงขนาดยักษ์ (โดยศาสตราจารย์ Yabuuchi Satoshi จาก ม.โตเกียว) เมื่อนำมารวมกันแล้ว คนบางกลุ่มอาจจะมองว่าน่ารัก แลคล้ายเด็กอ้วนสมบูรณ์มีเขากวาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ทีนี้เราอาจจะมีความรู้สึกที่หลากหลายแตกต่างกันไป บ้างก็อาจจะมองว่ามันไม่ได้แย่นัก ใช่ ซึ่งมันก็เป็นความคิดแบบเดียวกับเทรนด์เมื่อ 12 ปีก่อนนั่นแหละ

แต่เรื่องของกาลเวลาก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ซับซ้อนนัก ในเมื่อมีคนที่ชื่นชอบเมื่อมาสคอตของจังหวัดตัวเองออกมาน่ารักมุ้งมิ้ง ในอีกฝั่งหนึ่ง คนที่ชอบให้มาสคอตของจังหวัดตัวเองออกมาในสไตล์ “น่าชัง แต่ก็น่ารัก” แบบที่เซ็นโตะคุง รวมถึงพวกฟุนัชชี่ มาสคอตสุดดีดจากเมืองฟุนะบาชิ จังหวัดจิบะ และโอคาซาเอมอน มาสคอตชุดขาวพร้อมหัวอะโฟรจากเมืองโอกะซากิ จังหวัดไอจิ ก็มีอยู่เหมือนกัน การปรากฏตัวของเซ็นโตะคุงจึงเป็นแรงผลักดันให้เหล่ามาสคอตแบบนี้ได้เชิดหน้าชูตาเช่นกัน แม้จะไม่ดังเปรี้ยงปร้างในทันที ต้องรอผ่านไปสองสามปีถึงจะดัง

ย้อนไปตอนเปิดตัวใหม่ ๆ ตัวตนของเซ็นโตะคุงนั้นเป็นเหมือนการเปิดตลาดใหม่ในโลกของมาสคอต หรือแม้แต่ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มความเชื่อหนึ่ง ๆ ไปเลยก็มี แต่ทางจังหวัดนาระก็ยังคงยึดมั่นที่จะให้เจ้าตัวได้ไปโผล่ในงานโปรโมทต่าง ๆ รวมถึงมีสินค้าของตัวเองออกมาวาง พร้อมกับมาสคอตตัวอื่น ๆ อย่างชิกะมาโระ มาสคอตกวางหน้ายิ้มมุ้งมิ้ง และมันโตะคุง มาสคอตกวางแนวฮีโร่ ซึ่งช่วงพีค ๆ ได้เกิดขึ้นในปี 2010 ที่เจ้าตัวสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดถึง 49 ล้านเยน ในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา

ลองไปดูท่าเต้น “เซ็นโตะคุงแดนซ์” ที่เข้ากับจังหวะสกาแบบสุด ๆ กันบ้าง

ทว่า หลังจากนั้นมาความนิยมของเจ้าตัวก็ตกลงเรื่อย ๆ พร้อมกับการมาของมาสคอตคู่แข่งระดับประเทศ (ในเรื่องความพิสดาร) อย่างเมลอนกุมะ หมีเมล่อนสุดเกรี้ยวกราดจากจังหวัดฮอกไกโด และมิโดริ ทาโร่ มาสคอตรูปพิมพ์เขียวบ้านในกางเกงในตัวเดียวจากจังหวัดเอฮิเมะ ในเดือนสิงหาคม 2018 ทางจังหวัดนาระจึงได้แก้เกมด้วยการทำให้ตัวมาสคอตเซ็นโตะคุงนั้นปราศจากลิขสิทธิ์

เช่นเดียวกับกรณีของคุมะมง ที่สามารถนำเอาไปใช้ได้อย่างอิสระตราบใดที่เป็นการโปรโมทจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นแนวทางที่เปิดกว้างให้มาสคอตได้กลายเป็นที่รู้จัก ใครก็เข้าถึงได้ง่าย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะโดนฟ้องร้องในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ตราบใดที่ยังไม่ละเมิดข้อตกลงการใช้งาน แนวทางนี้ทำให้คุมะมงกลายเป็นราชาแห่งมาสคอตในญี่ปุ่น ที่ใครเห็นก็รู้จัก และรักเขา

เมื่อถึงคราวของเซ็นโตะคุงบ้าง ผลคือมีการนำเอาไปใช้เพิ่มขึ้นจากเดิมกว่าครึ่ง จากรายงานของสถาบันวิจัย Nihon Research Center เมื่อตุลาคมปีก่อน ทำให้เราทราบว่าความนิยมของเซ็นโตะคุงนั้นเพิ่มขึ้นในชาวญี่ปุ่นในช่วงอายุ 15 – 79 ปี ถึง 4 จุด เป็นรองเพียงแค่คุมะมง และฟุนัชชี่

กล่าวได้ว่าค่อนข้างมีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่มากขึ้นเมื่อมีการผ่อนคลายความเข้มงวดในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แต่การทำเช่นนั้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้การันตีความสำเร็จที่จะได้รับ สิ่งที่จะขาดไม่ได้คือโอกาสที่เหมาะสม และการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย และไม่มีอะไรมายืนยันว่าวิธีเหล่านี้จะใช้ได้ผลกับมาสคอตทุกตัว อย่างกรณีนี้ ตัวเซ็นโตะคุงได้รับอานิสงค์จากการที่จังหวัดนาระเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว

และนี่คือโอกาสดีหากใครที่ช่ำชองในประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นตนเอง ลองออกแบบมาสคอตที่สื่อถึงท้องถิ่น เผยแพร่ไปให้ทั่ว อาจจะได้พบกับประสบการณ์สุดเหวออย่างที่เซ็นโตะคุงถูกเด็กร้องไห้ใส่บ้าง แต่ถ้าขยันตื๊อ มีลักษณะเด่นชัดเจนไม่เหมือนใคร และขยันออกสื่อบ่อย ๆ สักวันก็จะติดตาผู้คนไปเอง

Source: Sankei News via SoraNews24