ด้วยเทคโนโลยี การประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจึงสามารถทำได้ เพื่อเป็นข้อมูลในการเตรียมความพร้อมรับมือ

ทางคณะกรรมการวิจัยแผ่นดินไหวของรัฐบาลได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า จากการประเมินข้อมูลพบว่า 21 เขตของญี่ปุ่นมีโอกาสที่จะต้องพบกับคลื่นสึนามิสูงอย่างน้อย 10 เมตรเข้าปะทะชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีโอกาสอยู่ที่ 6-26% ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดแผ่นดินไหวที่อ่าวนันไค ในช่วง 30 ปีจากนี้

โดยจากการประมาณค่าที่ 26% นั้นเทียบได้กับโอกาสเกิด “ครั้งเดียวในรอบร้อยปี” ในขณะที่โอกาส 6% เทียบเท่ากับโอกาสเกิด “ครั้งเดียวในรอบห้าร้อยปี” โดยทางคณะกรรมการได้ออกมาเตือนว่าแม้ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิด 26% หรือมากกว่าจะถือได้ว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่ามาก แต่สำหรับพื้นที่ที่มีโอกาสเกิด 6% หรือต่ำกว่า ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าปลอดภัย ประชาชนทุกคนจึงควรเตรียมพร้อมรับมือไว้เสมอ

ทางคณะกรรมการวิจัยประมาณการไว้ว่ามีโอกาสถึง 26% หรือมากกว่า ที่จะเกิดคลื่นที่สูงอย่างน้อย 5 เมตรเข้าปะทะชายฝั่งของ 29 เขตในจังหวัดที่ใกล้กับพื้นที่ที่คาดว่าจะพบภัยพิบัติรุนแรง ซึ่งได้แก่ ชิซึโอกะ มิเอะ, วากายามะ และโคจิ ซึ่งอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ยังมีอีก 71 เขตที่อยู่ในบริเวณพื้นที่กว้างระหว่างจังหวัดชิซึโอกะ และมิยาซากิ ที่มีโอกาส 26% ขึ้นไปที่จะต้องเจอกับคลื่นสูงอย่างน้อย 3 เมตร และความเป็นไปได้ที่คลื่นสูง 10 เมตรขึ้นไปจะเข้าปะทะชายฝั่งของ 21 เขตในจังหวัดชิซึโอกะ, มิเอะ, วากายามะ, โคจิ และจังหวัดอื่น มีค่าเหวี่ยงอยู่ระหว่าง 6-26%

ซึ่งการคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับการมาถึงของสึนามิในครั้งล่าสุดของรัฐบาลนี้ เป็นครั้งแรกที่มาในรูปแบบของความน่าจะเป็น และด้วยวิธีการเดียวกันนี้เองทางคณะกรรมการก็จะทำการประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวในบริเวณร่องลึกบาดาลญี่ปุ่น, ร่องลึกบาดาลจิชิมะ และทะเลญี่ปุ่น

โดยทางคณะกรรมการจะเน้นไปที่แผ่นดิวไหวใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุก ๆ 100 – 200 ปี มากกว่าแผ่นดินไหวที่ใหญ่ที่สุด

ในช่วงเวลา 30 ปีนี้ แผ่นดินไหวรุนแรงที่ระดับ 8 – 9 แมกนิจูดถูกคาดว่ามีโอกาส 70 – 80% ที่จะเกิดขึ้นในแทบอ่าวนันไค ซึ่งมีร่องลึกบาดาลใต้ทะเลอยู่ สภาจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของญี่ปุ่น และสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ได้เคยออกมาประกาศผลประมาณการความเสียหายที่จะเกิดจากแผ่นดินไหวที่อ่าวนันไค ซึ่งมีความรุนแรงอยู่ที่ 9.1 แมกนิจูด ตั้งแต่เมื่อปี 2012 โดยในครั้งนี้มีการคาดการณ์ไว้ว่าเมืองคุโรชิโอะ และเมืองโทซาชิมิซึในจังหวัดโคจิจะถูกคลื่นยักษ์สูง 34 เมตรเข้าปะทะ ในขณะที่คลื่นความสูง 20 – 30 เมตรจะเข้าปะทะชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกจากภูมิภาคโทไกไปจนถึงภูมิภาคชิโคคุ และนักวิจัยได้บอกว่าไว้ในตอนนั้นว่ากรณีที่เลวร้ายที่สุดจะมีผู้เสียชีวิตถึงประมาณ 231,000 ราย

แต่ทางคณะกรรมการการวิจัยก็ไม่ได้นำแผ่นดินไหวใหญ่ในครั้งนั้นมาเป็นปัจจัยในการประเมินของการวิจัยล่าสุดด้วยข้อสรุปที่ว่าแผ่นดินไหวแบบครั้งนั้นเป็นกรณี่พบได้ยาก และไม่เคยเกิดขึ้นมาเลยตลอดระยะเวลา 2,000 ปี

กลับกันแล้วข้อมูลที่นักวิจัยนำมาใช้ในการวิจัยมาจากบันทึกการเกิดแผ่นดินไหวระดับ 8-9 แมกนิจูดซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1361 ซึ่งรวมไปถึงแผ่นดินไหวโฮเอเมื่อปี 1707 ที่มีความรุนแรงระดับ 8.6 แมกนิจูด ทางคณะกรรมการได้ทำการคำนวนความเป็นไปได้ที่จะพบคลื่นความสูงอย่างน้อย 3 เมตร, 5 เมตร และสูงกว่า 10 เมตรเข้าปะทะเขตชายฝั่งทั้ง 352 เขตโดยแบ่งความเสี่ยงออกเป็นสามกลุ่มคือ “26% ขึ้นไป”, “6 – 26%” และ “ต่ำกว่า 6%” และด้วยความสูงของคลื่นจะแปรผันตามปัจจัยทางธรณีวิทยาหลายด้านทางคณะกรรมการจึงมีการแบ่งบางเขตออกเป็นพื้นที่ย่อย ๆ เพื่อสร้างแบบจำลองในการประเมินอย่างแม่นยำที่สุด

ตามข้อมูลของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นพบว่าคลื่นสูง 3 เมตรสามารถหอบเอาบ้านไม้ขึ้นไปด้วยได้ และจำนวนตึกที่ถูกทำลายจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อคลื่นมีความสูงเป็น 5 – 6 เมตร คุณฮิราตะ นาโอชิ หัวหน้ากรรมการ และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวกล่าวว่า “เราอยากจะให้ผู้คนได้รับรู้ว่าแผ่นดินไหว ถึงไม่ต้องเป็นระดับความรุนแรงสูงสุดก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิดสึนามิ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงได้”

Source: Japanese original by Mayumi Nobuta, Science & Environment News Department via Mainichi